โยนาส เล่าชีวิตผู้ลี้ภัย-วิ่ง16กม.ไปโรงเรียนเพื่อช็อกโกแลตแท่งโปรด
โยนาส คินเด นักวิ่งโอลิมปิก ทีมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เล่าชีวิตผู้ลี้ภัย ประสบการณ์วิ่ง16กม.ไปโรงเรียน เพื่อแลกกับการได้ลิ้มรสช็อกโกแลต อันโปรด และพร้อมส่งต่อโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทั่วโลก
โลกแห่งความจริง อาจเต็มไปด้วยความสุขสมหวัง ทว่าในทางกลับกันมันช่างโหดร้ายสำหรับบางคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัยจากทั่วโลก ที่จำใจต้องจากบ้านเกิดด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาโลกใบใหม่ ที่หวังว่าจะสดใสกว่าเดิม
โยนาส คินเด นักวิ่งมาราธอนโอลิมปิก 2016 “ริโอเกมส์” ที่ประเทศบราซิล ผู้ต้องระหกระเหินจาก เอธิโอเปีย บ้านเกิดเมืองนอน และการวิ่ง ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
หมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปที่เมื่อตอนเด็ก ข่าวจากวิทยุ เรื่องที่ อาเบเบ้ บิกิล่า นักวิ่งมาราธอนจากเอธิโอเปีย คว้าเหรียญทองโอลิมปิก ปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นคนผิวดำคนแรกของทวีปแอฟริกาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ คินเด เป็นอย่างมากเพราะถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ อาเบเบ้ วิ่งเท้าเปล่าก็ยิ่งใหญ่ได้
“บ้านผมอยู่ห่างจากโรงเรียนราวๆ 8 กิโลเมตร ผมเลือกจะไม่นั่งรถ แต่จะวิ่งไปโรงเรียน ไป-กลับก็ 16 กิโลเมตร แทนเพราะอยากเก็บเงินค่ารถไว้ซื้อช็อกโกแลตกินที่โรงเรียน” โยนาส ย้อนถึงตัวเองในวัย 14 ปี"
“ครูเข้ามาถามเพราะเห็นว่าตัวผมชุ่มเหงื่อมาโรงเรียนทุกวัน ผมจึงบอกครูว่าวิ่งมาโรงเรียน จากนั้นครูเริ่มเห็นแวว และแนะนำให้เอาดีทางด้านการวิ่ง และนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่แท้จริง หลังจากครูแนะนำก็เริ่มวิ่งจริงจังมากขึ้น เริ่มฝึกซ้อม และเดินสายวิ่งเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายๆรายการก็ประสบความสำเร็จ แต่อีกหลายรายการก็น่าผิดหวัง”
ขณะที่ โยนาส กำลังสนุกกับสิ่งที่เขารัก การเปลี่ยนแปลงก็มาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว ในปี พ.ศ.2555 เขาจำใจต้องเดินทางไปอยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก ในฐานะผู้ลี้ภัย เพราะสงครามกลางเมือง
โยนาส เล่าว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ต้องมาอยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก ในฐานะผู้ลี้ภัย แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมสิ้นหวัง แม้ว่าจะต้องเจอกับความสิ้นหวังมากมายก็ตาม ผมยังมุ่งมั่นกับการวิ่ง แต่การมาอยู่ที่เซมเบิร์ก ต้องทำงาน เรียน ในขณะเดียวกันก็ต้องซ้อมวิ่งด้วยมันทำให้ต้องพยายามมากเป็นเท่าตัว
“ผมมาอยู่ที่นี่ตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อนหรือญาติพี่น้อง ดังนั้นการวิ่งทำให้ผมมีเพื่อน มีครอบครัว มีครั้งหนึ่งในขณะที่กำลังซ้อมวิ่งได้ราวๆ 3 ชั่วโมง ได้หลงและจำทางกลับไม่ได้ จึงพยายามที่จะถามผู้คนแถวนั้น แต่เนื่องจากเพิ่งจะย้ายมา จึงพูดภาษาฝรั่งเศสไม่คล่องนัก ได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งจึงพยายามถามทาง ก่อนจะได้รับคำตอบว่า จุดที่ผมอยู่นั้น ผมได้วิ่งเลยชายแดนเข้ามาในประเทศฝรั่งเศสแล้ว” โยนาส เล่าก่อนจะหัวเราะกับประสบการณ์ที่ได้พบเจอ"
โยนาส ต้องขับแท็กซี่ในช่วงแรกๆที่มาอยู่ลักเซมเบิร์ก และเมื่อภาษาดีขึ้น และมีประสบการณ์มากขึ้นลงหลักปักฐานทำงานในบริษัทการขนส่งเภสัชกรรม เขาใช้เวลาหลังเลิกงานฝึกซ้อมอย่างหนักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน แม้ว่าจะไม่เคยติดทีมชาติเอธิโอเปีย แต่สถิติของโยนาส ดีพอจะผ่านเกณฑ์เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกตามที่ฝัน ติดที่ว่าตัวเขาในเวลานั้นเป็นผู้ลี้ภัย ไร้สัญชาติ ทว่ามีเสียงโทรศัพท์แห่งความหวังดังขึ้น ปลายสายเป็นนักข่าว ที่โทรมาแจ้งข่าวดีว่าเขา สามารถเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกได้ ในฐานะนักวิ่งจากทีมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)
“วันนั้นผมอยู่บนรถเมล์ เมื่อผมรู้ข่าวผมดีใจตะโกนลั่นรถที่เต็มไปด้วยผู้คน” โยนาส ได้ไปแข่งขันโอลิมปิกสมใจที่ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลพร้อมกับกลุ่มทีมผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประมาณ 10 ชีวิต
“มันเป็นอีกวันที่ผมจำไม่เคยลืม ผมเป็นนักวิ่งมาราธอนคนเดียวของ UNHCR ตอนนั้นผมคิดเพียงแค่ต้องการที่จะแสดงให้ชาวโลกได้เห็นว่าผู้ลี้ภัยสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะจบในอันดับที่ 90 แต่ผมเองรู้สึกมีความสุขมากๆ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งจากเพื่อนนั่งวิ่งด้วยกัน และผู้ชมในสนาม เป็นบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่น”
ปัจจุบันเจ้าตัวได้รับสัญชาติลักเซมเบิร์ก และช่วยงานของสหประชาชาติ เพื่อส่งต่อโอกาสให้แก่ผู้ลี้ภัยทั่วโลก ซึ่ง โยนาส เดินทางมาประเทศไทยครั้งแรก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน บางแสน 21 ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าตัวจบอันดับที่ 7 ของการแข่งขัน
“ฝากถึงผู้ลี้ภัยทุกคน ให้เข้มแข็งพยายามคิดว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไปและกลายเป็นอดีต หากิจกรรมหาเพื่อน โดยเฉพาะกีฬา ซึ่งจะช่วยผู้ลี้ภัยได้จริงๆทั้งจิตใจและร่างกาย ของคุณ UNHCR และบางแสน21 ที่ชวนมาที่นี่มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆในการมาประเทศไทยครั้งแรก”