โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสรีภาพใน (กรุงเทพฯ) เมืองสร้างสรรค์/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 04.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

เสรีภาพใน (กรุงเทพฯ) เมืองสร้างสรรค์

กรุงเทพฯ เมืองสร้างสรรค์ เป็นสโลแกนที่เราเริ่มได้ยินกันบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนต่างผุดไอเดียมากมายเพื่อหวังจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ (และอีกหลายเมือง) ให้กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยได้ผลักดันกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสุโขทัย เข้าสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว และยังมีอีกหลายเมืองที่ทยอยตามมา

และแน่นอนว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ณ ขณะนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการพูดถึงแนวคิดว่าด้วยเมืองสร้างสรรค์จากผู้สมัครหลายท่าน

และมิใช่แค่เพียงเหล่าผู้สมัครเท่านั้นที่สนใจ ภาคประชาชนก็ดูจะกระตือรือร้นในประเด็นนี้อย่างมากเช่นกัน โดยเมื่อ 24 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในฐานะเครือข่ายปลุกกรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรม “ระดมไอเดียคนศิลปะ ผลักดันว่าที่ผู้ว่าฯ พากรุงเทพฯ มุ่งสู่เมืองศิลปะ : เมืองสร้างสรรค์ เมืองในฝันของคนรุ่นใหม่” โดยในงานนี้ได้เชิญคนจากหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มคนศิลปะร่วมสมัย กลุ่มงานอนุรักษ์ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ มาร่วมระดมไอเดียเพื่อนำเสนอต่อไปยังผู้ว่าฯ คนใหม่

จากรายงานของผู้สื่อข่าว (ดูรายละเอียดใน https://theactive.net/news/artdesign-20220424-2/) ข้อเสนอในงานมีหลากหลาย ไล่ตั้งแต่การเสนอให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ ต้องใส่นโยบายด้านนี้ลงไปในแผนงานของ กทม., การจัดสรรงบประมาณให้ลงมาถึงภาคประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง, ลดระเบียบราชการที่เทอะทะเชื่องช้าล้าสมัย, การเสนอให้เพิ่มพื้นที่ในการแสดงทางวัฒนธรรมและศิลปะทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์, เพิ่มพื้นที่ art space ให้เกิดหอศิลป์สัญจร ลานดนตรีเคลื่อนที่ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ใช้ศิลปวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ, ชูเรื่องศิลปะกินได้, ต่อยอดลิขสิทธิ์ทางปัญญา, ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงผลงานศิลปะ, ทำให้งานศิลปะกระจายไปสู่ผู้คนที่ห่างไกล, ตลอดจนผลักดันให้เกิดมาตรการทางภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้กับการจัดกิจกรรมทางศิลปะ ไปจนถึงการตั้งคณะกรรมการศิลปวัฒนธรรมเพื่อศิลปะสร้างสรรค์แห่งกรุงเทพมหานครเพื่อเป็นหน่วยงานดูแลเรื่องนี้โดยตรง

ผมเองก็เห็นด้วยทั้งนั้นนะครับ ข้อเสนอทั้งหลายที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ เมืองสร้างสรรค์ แต่จากการตามแนวทางในการผลักดันไอเดียนี้มาพอสมควร น่าเสียดายมากเลยนะครับ ที่ยังไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นการเสนอเงื่อนไขสำคัญที่สุดประการหนึ่งในทัศนะผม ในการสร้างกรุงเทพฯ (และเมืองไหนๆ ก็ตามในไทย) ให้กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่แท้จริงและยั่งยืน

เงื่อนไขดังกล่าวก็คือ การสร้างพื้นฐานของเมืองที่เกื้อหนุน “เสรีภาพ” ในการแสดงออก

มีงานวิชาการมากมายเลยนะครับที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างแยกกันไม่ได้ระหว่าง “การสร้างสรรค์” กับ “เสรีภาพ” ซึ่งคงไม่จำเป็นต้องแจกแจงละเอียดทั้งหมดในที่นี้

แต่ผมอยากยกงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งได้มีโอกาสอ่าน ซึ่งเกี่ยวโยงกับประเด็นนี้โดยตรงมาเล่าสู่กันฟัง

ในบทความ Creativity and Freedom เขียนโดย Michel Serafinelli และ Guido Tabellini ได้เสนอแนวคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ นั้นมักจะเกิดขึ้นในเงื่อนไขทางพื้นที่หรือเมืองที่จำเพาะแบบหนึ่งที่เกื้อหนุนให้เกิดบรรยากาศในการสร้างสรรค์ นั่นก็คือ พื้นที่หรือเมืองที่อยู่ภายใต้บรรยากาศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในมิติต่างๆ

งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากความพยายามหาคำอธิบายว่า ทำไม และอะไร คือเงื่อนไขมูลฐานที่ทำให้ศูนย์กลางความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ของโลกตะวันตก เคลื่อนย้ายไปตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาในแต่ละช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเมืองฟลอเรนซ์ ศูนย์กลางทางศิลปะแขนงต่างๆ ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนมาสู่ลอนดอนในศตวรรษที่ 16 จนมาถึงเวียนนาและปารีสในศตวรรษที่ 19 และสุดท้ายได้เคลื่อนย้ายไปสู่ซานฟรานซิสโกและนิวยอร์กในปัจจุบัน

ผลการศึกษาของ Serafinelli และ Tabellini พบว่า เมืองและสังคมที่ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คน และเต็มไปด้วยเสรีภาพทางเศรษฐกิจ จะก่อร่างสร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างในการรับความคิดใหม่ๆ ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นมูลฐานสำคัญของการผลิตคนและบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์

ยิ่งไปกว่านั้น คุณลักษณะของเมืองเช่นนี้จะดึงดูดนักสร้างสรรค์จากที่อื่น โดยเฉพาะนักสร้างสรรค์จากเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ที่ไร้เสรีภาพ ให้ย้ายภูมิลำเนาเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เมืองนั้นๆ กลายเป็นศูนย์รวมและศูนย์กลางของศิลปินและนักสร้างสรรค์ชั้นนำในเวลาต่อมา

(หากสนใจประเด็นนี้ ดูเพิ่มในhttps://voxeu.org/article/creativity-and-freedom)

หากพิจารณาบนข้อเสนอที่ได้จากงานศึกษาข้างต้น คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า กรุงเทพฯ เมืองที่ใครๆ ก็อยากเปลี่ยนให้กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำในโลกศตวรรษที่ 21 ยังห่างไกลเหลือเกินกับการก้าวเข้าไปสู่เป้าหมายนี้

ไม่ปฏิเสธหรอกนะครับว่า ข้อเสนอจากเวที “ระดมไอเดียคนศิลปะ ผลักดันว่าที่ผู้ว่าฯ พากรุงเทพฯ มุ่งสู่เมืองศิลปะ : เมืองสร้างสรรค์ เมืองในฝันของคนรุ่นใหม่” (รวมถึงอีกหลายเวทีก่อนหน้านี้) หากทำได้จริงก็คงช่วยให้กรุงเทพฯ เดินเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นบ้างอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ข้อเสนอทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงการสร้างเปลือกนอกของความเป็นเมืองสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่มูลฐานที่หยั่งรากลึกแท้จริงในการสร้างบรรยากาศทางสังคมวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดวัฒนธรรมการสร้างสรรค์แต่อย่างใด

ในทัศนะผม (พูดอย่างไม่แคร์ว่าจะถูกกล่าวหาว่า อะไรๆ ก็โยงเข้าเรื่องการเมือง) เมืองที่เดือดร้อนจนทนไม่ได้กับการปรากฏภาพ “ทศกัณฐ์หยอดขนมครก” จนสุดท้ายภาพดังกล่าวต้องถูกเซ็นเซอร์ไปในที่สุด, เมืองที่ทนไม่ได้กับการผลิต “ขนมอาลัวรูปพระเครื่อง” จนต้องส่งเจ้าหน้าที่รัฐไปห้ามไม่ให้ผลิตอีกต่อไป, เมืองที่ยอมไม่ได้กับการเขียนภาพ “พระพุทธรูปอุลตร้าแมน” จนศิลปินเกือบเรียนไม่จบ หรือเมืองที่ไล่จับเยาวชนที่คิดต่างไปขังไว้ในคุกอย่างไร้มนุษยธรรม ฯลฯ

เมืองที่มีมูลฐานทางการเมืองวัฒนธรรมเช่นนี้ไม่มีวันที่จะกลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง

ต่อให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะเลือกกันในปลายเดือนนี้ ยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลลงมาสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือผลักดันนโยบายกรุงเทพฯ เมืองสร้างสรรค์มากแค่ไหน ก็คงไม่มีวันทำได้สำเร็จ

เอาเข้าจริง จะว่าไป พื้นที่การแสดงศิลปะและงานสร้างสรรค์ต่างๆ ในกรุงเทพฯ หากคิดเป็นตารางเมตร ก็มิได้มีจำนวนน้อยเลยนะครับ แน่นอนว่าถ้าสามารถเพิ่มขึ้นอีกได้ ย่อมดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ประเด็นของผมก็คือ แทนที่จะจัดวางความสำคัญไปที่การเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ ทำไมเราไม่พุ่งตรงไปที่ใจกลางของปัญหาแทน นั่นก็คือ การเพิ่มเสรีภาพในการสร้างสรรค์ให้กับพื้นที่ที่มีอยู่เสียก่อนเป็นอันดับแรก

ตราบใดที่พื้นที่ทางศิลปะภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐเลือกที่จะจัดแสดงงานสร้างสรรค์บนพื้นฐานทางอุดมการณ์แบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว และเต็มไปด้วยระบบการเซ็นเซอร์ที่ไร้มาตรฐานและขาดความเข้าใจในเสรีภาพของการแสดงออก การเพิ่มพื้นที่จัดแสดงศิลปะไปมากแค่ไหนก็ไร้ค่า

ตราบใดที่พื้นที่ทางศิลปะของเอกชนต้องอยู่ในสภาพที่กังวลและหวาดกลัวที่จะจัดแสดงงานศิลปะที่ต่อต้านอำนาจรัฐ หรือศิลปะที่นอกกรอบความเชื่อหลักของสังคม การเพิ่มพื้นที่แกลเลอรีเอกชนไปอีกร้อยเท่าก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร

ตราบใดที่ระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ยังเป็นแบบที่เป็นอยู่ การทุ่มงบประมาณให้กับการสร้างภาพยนตร์ไทยโดยหวังจะผลักดันให้เป็น soft power แบบที่เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จ ก็เป็นได้แค่ฝัน

ผมยังแอบหวังลึกๆ นะครับว่า ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผมอาจจะได้ยินนโยบายการหาเสียงในการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ไปสู่เมืองสร้างสรรค์ โดยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพ กับการสร้างสรรค์ จากแคนดิเดตที่มีอยู่

เพราะในทัศนะผม กระดุมเม็ดแรกของการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ คือ การสร้างบรรยากาศของพื้นที่เมืองแห่งนี้ให้อบอวลไปด้วยเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกเสียก่อน จากนั้น กระดุมเม็ดที่สองและสามจึงจะเกิดตามมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบนโยบายในการสนับสนุนศิลปินและนักสร้างสรรค์ต่างๆ ไปจนถึงการทุ่มงบประมาณลงมาที่งานทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรม หรือแม้แต่การตั้งคณะกรรมการศิลปวัฒนธรรมเพื่อศิลปะสร้างสรรค์แห่งกรุงเทพมหานคร

แคนดิเดตทั้งหลายที่เสนอตัวมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ยังพอมีเวลาอยู่นะครับ ที่จะกำหนดนโยบายที่ถูกต้องในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ที่แท้จริงและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...