โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (26)/เงาตะวันออก วรศักดิ์ มหัทธโนบล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 พ.ย. 2564 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 03.00 น.

เงาตะวันออก

วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (26)

 

เส้นทางการล่มสลายของซ่งใต้ (ต่อ)

เหวินเทียนเสียงได้แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความกล้าหาญ และมีความรู้ความสามารถสูง ตอนที่ทัพมองโกลบุกตีจีนจนจีนยอมจำนนใน ค.ศ.1275 นั้นเหวินเทียนเสียงเป็นผู้แทนจีนในการเจรจากับมองโกลใน ค.ศ.1276

เขาได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อมองโกล และทำให้เห็นว่าตนพร้อมที่จะทำศึกกับมองโกลเสมอ

เมื่อเป็นเช่นนี้เหวินเทียนเสียงจึงถูกมองโกลควบคุมเอาไว้ก่อนส่งตัวกลับ ซ้ำยังปล่อยข่าวให้ร้ายเขาว่ายอมจำนนต่อราชวงศ์หยวนแล้วเพื่อให้ราชสำนักซ่งระแวง จนทำให้เขาต้องระเหเร่ร่อนด้วยความลำบากยากเย็น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวลานั้นซ่งกงตี้ทรงยอมจำนนต่อหยวนไปแล้ว พระองค์ทรงถูกควบคุมไปยังเมืองต้าตู (คือเป่ยจิงในปัจจุบัน) ส่วนเหล่าเสนามาตย์ที่ยังคงอยู่ได้หนีไปตั้งฐานอยู่ที่เมืองฝูโจวในมณฑลฝูเจี้ยน

จากนั้นก็ราชาภิเษกจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นมาโดยมีฝูโจวเป็นเมืองหลวง

เหวินเทียนเสียงซึ่งตามมาที่ฝูโจวด้วยถูกส่งตัวไปจัดตั้งกองกำลังทหารที่เมืองเจี้ยนโจว ที่อยู่ในมณฑลนี้เช่นกัน โดยเขาได้เกณฑ์กำลังพล สะสมเสบียงอาหาร และเงินสำหรับจ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่ทหาร พร้อมกันนั้นก็ปลุกเร้าให้ทหารต่อสู้กับมองโกล แต่ก็มิอาจต้านได้

จนที่มั่นสุดท้ายของเหวินเทียนเสียงก็มาสิ้นสุดลงที่มณฑลฝูเจี้ยน ณ ที่นี้ทัพของเขาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ลูกและภรรยาของเขาต่างถูกมองโกลจับตัวไป

 

ฤดูใบไม้ผลิปีถัดมาจักรพรรดิซ่งสวรรคต เหล่าเสนามาตย์จึงได้ราชาภิเษกเชื้อพระวงศ์ซ่งพระนามว่า เจ้าปิ่ง (ค.ศ.1272-1279) ขึ้นเป็นจักรพรรดิใน ค.ศ.1278 ด้วยพระชนมายุเพียงหกชันษา

จากนั้นได้ย้ายราชสำนักไปยังมณฑลกว่างตง แต่ก็ยังคงถูกทัพมองโกลติดตามไล่ตีไม่ลดละ จนในที่สุดทัพจีนภายใต้การนำของเหวินเทียนเสียงก็พ่ายแพ้ และถือเป็นการพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของเขา เพราะหลังจากนั้นเขาถูกจับกุมในฐานะเชลยและถูกนำตัวไปยังเมืองต้าตู

มองโกลจัดให้เขาอาศัยอยู่ในบ้านพักที่มีไว้ต้อนรับผู้ที่ยอมจำนน ที่พักนี้จึงหรูหราอัครฐาน และมีสุราอาหารปรนเปรอ จากนั้นก็ส่งอดีตมหาอำมาตย์จีนที่แปรพักตร์มาอยู่กับหยวนเกลี้ยกล่อมให้เขายอมจำนน แต่ก็ถูกเขาบริภาษอย่างรุนแรง

ครั้นส่งอดีตจักรพรรดิซ่งที่ตกเป็นเชลยไปเกลี้ยกล่อมอีก เขายังคงปฏิเสธที่จะยอมจำนน

เมื่อมิอาจทลายความจงรักภักดีของเหวินเทียนเสียงลงได้ หยวนแห่งมองโกลจึงลงโทษเขาด้วยการทรมาน ระหว่างนั้นก็ให้น้องชายของเขาที่ยอมจำนนมาเข้าเยี่ยม และนำจดหมายของภรรยาและลูกของเขาที่ยอมจำนนเช่นกันมาเกลี้ยกล่อม

แต่ก็ยังมิอาจเปลี่ยนใจของเขาไปได้เช่นเคย

เมื่อเป็นเช่นนี้เหวินเทียนเสียงจึงถูกประหารชีวิตใน ค.ศ.1283 การยืนหยัดจงรักภักดีของเขาจึงสิ้นสุดลง ทิ้งไว้แต่ถ้อยกวีที่เขาเคยรจนาเอาไว้ว่า “แม้นมวลมนุษย์มิอาจอยู่ยั้งยืนยง แต่จิตจงรักแห่งตนจักส่องสว่างชั่วตำนาน”

ถ้อยกวีนี้จึงสะท้อนตัวตนของเหวินเทียนเสียงได้เป็นอย่างดี

 

ข้างฝ่ายขุนนางซ่งที่ยังเหลืออยู่นั้น หลังจากที่เหวินเทียนเสียงถูกจับกุมตัวไปแล้ว ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากทัพมองโกลไปได้ ทั้งทหารและพลเรือนชาวจีนราว 200,000 คนหนีการไล่ล่าของทัพมองโกลมาจนถึงริมทะเล ที่ปัจจุบันคือจังหวัดซินฮุ่ยในมณฑลกว่างตง

ชาวจีนทั้งหมดนี้ต่างล้อมจักรพรรดิองค์น้อยเอาไว้เพื่อปกป้อง จากนั้นก็ลงเรือเพื่อมุ่งไปยังเกาะแห่งหนึ่งของภูผาสูง (ไย๋ซัน, Cliff Hill) ทัพมองโกลไล่มาทันในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1279 จากนั้นการศึกก็เกิดขึ้น

ชาวจีนเหล่านี้ถูกทัพมองโกลเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสู้รบ จำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากการจมน้ำหรือไม่ก็จงใจให้ตนจมน้ำตาย ผู้จงรักภักดีเหล่านี้ยอมทุกข์ทรมานหรือไม่ก็เลือกที่จะตายในเชิงศีลธรรม เพื่อแทนการอยู่ใต้การปกครองของมองโกล

ในขณะที่เหล่าแม่บ้านในครัวเรือนก็กระทำอัตวินิบาตกรรมหมู่เช่นกัน ส่วนจักรพรรดิองค์น้อยทรงเกาะหลังขุนนางแล้วนำพระองค์กระโดดลงทะเลไป การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิองค์สุดท้ายทำให้ราชวงศ์ซ่งใต้ล่มสลายลง โดยมีจักรพรรดิปกครองรวมแล้วเก้าองค์

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าวถูกเรียกกันต่อมาว่า ยุทธนาวีหยาเหมิน (หยาเหมินไห่จั้น, Naval Battle of Yamen) อนึ่ง หยาในพยางค์แรกของชื่อสถานที่นั้นในอดีตอ่านว่า ไย๋ อันเป็นคำเดียวกับคำว่า ไย๋ซัน

บางที่จึงเรียกศึกนี้ว่า ยุทธนาวีภูผาสูง (หยาซันไห่จั้น, Naval Battle of Mount Ya)

 

เล่ากันว่า หลังเหตุการณ์ผ่านไปเจ็ดวัน ศพจำนวนหลายพันได้ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ส่วนพระศพของจักรพรรดิองค์น้อยถูกพบที่ชายฝั่งของเมืองเซินเจิ้นในปัจจุบัน เวลาผ่านไปอีกหลายปีต่อมา สถานที่ที่เกิดโศกนาฏกรรมนี้ได้มีอารามและอนุสรณ์สถานถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงราษฎร ขุนนาง ขุนศึก และจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่ง

ตราบจนทศวรรษที่ 80 ของศตวรรษที่ 20 อนุสรณ์สถานของจักรพรรดิเจ้าปิ่งได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น เพื่อรำลึกถึงพระองค์อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ การรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวยังแสดงผ่านอาหารรายการหนึ่งที่มีชื่อว่า น้ำแกงรักษ์ปิตุภูมิ (ฮู่กว๋อไฉ่, Patriotic soup) อาหารรายการนี้ปรุงจากผักใบเขียว เล่ากันว่า เป็นอาหารที่จักรพรรดิน้อยองค์สุดท้ายทรงโปรดเสวย

แต่ข้อมูลบางแหล่งให้รายละเอียดว่า แกงรักษ์ปิตุภูมินี้เป็นอาหารที่ปรุงจากผักใบเขียวเป็นหลัก โดยต้มกับน้ำกระดูกหรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ตั้งแต่ราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาได้ใช้ใบของมันหวาน ผักขมใบแดง ผักขมใบเขียว และผักบุ้งในการปรุง บางครั้งก็ใส่ไข่ทอด (beaten eggs ไข่เจียวหรือไข่ดาว?) ลงไปด้วย

แต่ในครัวเรือนของชาวจีนกว่างตงเชื่อว่า ต้นแบบของอาหารรายการนี้ปรุงด้วยผักล้วน ซึ่งรวมถึงน้ำแกงก็เป็นน้ำต้มผัก

ผู้ปรุงและสืบทอดอาหารรายการนี้เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว (เฉาโจว) จนปัจจุบันนี้ถือเป็นรายการอาหารที่ปรุงขึ้นและบริโภค ทั้งเพื่อรำลึกและถวายพระเกียรติแด่จักรพรรดิองค์นี้

ราชวงศ์ซ่งได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วโดยดุษณี เป็นประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นด้วยความรุ่งเรืองเสมือนการสร้างชาติใหม่ของจีน แล้วก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ดูเหมือนต่างจากราชวงศ์ก่อนหน้านี้

โดยเฉพาะกรณีจักรพรรดิองค์น้อยที่เกาะหลังขุนนางและชาวจีนนับแสน ที่ต่างกระโจนลงทะเลไปนั้นถือเป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่ง

 

การปกครองในสมัยซ่ง

นับแต่ช่วงกลางสมัยราชวงศ์ถังเรื่อยมา โครงสร้างของสังคมจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นขุนนางกับทหาร ทาส ช่างฝีมือ และขันที ก็ได้เปลี่ยนไปเป็นเสนามาตย์ที่ครอบครองที่ดินเอาไว้มาก เจ้าที่ดินที่ให้ชาวนาเช่าที่ดิน

นอกจากนี้ ก็ยังประกอบไปด้วยชาวบ้านในชนบท ช่างฝีมือ แรงงาน และสาวใช้ เป็นต้น ส่วนพ่อค้าก็มีฐานะทางสังคมที่สูงขึ้น ในขณะที่การถือครองที่ดินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน มีการซื้อขายที่ดิน การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน การจำนองที่ดิน

โดยการเช่าที่ดินแล้วได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ของเจ้าที่ดินกับชาวนา มาเป็นความสัมพันธ์ของผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ซึ่งมิใช่ความสัมพันธ์แบบกดขี่อีกต่อไป

ส่วนเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หัตถกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การคมนาคมทั้งทางบก ทางทะเล และเส้นทางสายไหมเจริญก้าวหน้ากว่าเดิม การค้าก็เจริญรุ่งเรือง

ความเปลี่ยนแปลงกับความเจริญนี้ดำรงต่อเนื่องผ่านยุคห้าราชวงศ์สิบรัฐจนถึงราชวงศ์ซ่ง และซ่งได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่มีความก้าวหน้าและเป็นระบบเช่นกัน

ซึ่งการศึกษาในที่นี้จะได้กล่าวถึงโดยลำดับต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...