โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สวมบทเป็นนางร้ายที่ถูกทิ้ง (ยุค 80)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 13.06 น. • เสี่ยวถง
อยู่ดีๆ ก็ได้รับบทเป็นนางร้ายในนิยายยุค 80 ที่ตรอมใจตายเพราะถูกเจ้าบ่าวทิ้งกลางงานแต่ง ทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลยด้วยซ้ำ

ข้อมูลเบื้องต้น

อยู่ดีๆ ก็ได้รับบทเป็นนางร้ายในนิยายยุค 80 ที่ตรอมใจตายเพราะถูกเจ้าบ่าวทิ้งกลางงานแต่ง ทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลยด้วยซ้ำ

งานนี้มีหรือที่สาวมั่นอย่างลู่ซือจะร้องไห้อ้อนวอนให้เขากลับมา ในเมื่อนิยายเรื่องนี้ยังมีพระรองอีกคนที่ทั้งหล่อเหลาและงานดีพรีเมี่ยม ไม่แพ้อีตาพระเอกขี้เก๊กนั่น

E-Book วางจำหน่ายแล้วนะคะ

คลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNzgyMjc3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NTkxOSI7fQ

ฝากกดติดตามและมอบหัวใจเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^

จะได้ไม่พลาดเวลาอัพนิยายเรื่องใหม่

นวนิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายไปเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด

ตอนที่ 1

งานแต่งระหว่างสองตระกูลใหญ่ได้ถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านนครเซี่ยงไฮ้และได้รับความสนใจมากมายจากผู้คนในสังคม เนื่องจากเจ้าสาวในงานนั้นเป็นถึงบุตรีของรัฐมนตรีหลี่เจี้ยนเฉิน ส่วนเจ้าบ่าวคือทายาทคนโตของตระกูลเหอผู้มั่งคั่งซึ่งมีกิจการมากมายหลายอย่างจนร่ำรวยติดอันดับหนึ่งในสามของมหาเศรษฐีจีนท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดว่าที่ทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองกันเพราะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองที่เอื้อต่อกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าสาวมีสีหน้ายิ้มระรื่นตลอดเวลาและดูมีความสุขยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับคุณชายผู้นี้ ต่างจากเจ้าบ่าวที่เอาแต่เงียบขรึมและมีสีหน้าบึ้งตึงราวกับถูกใครบังคับมา

“ยิ้มหน่อยได้ไหมจิ้งอัน ทุกคนกำลังมองดูเราสองคนอยู่นะ”

เจ้าสาวกระซิบบอกเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคนระหว่างที่ยืนต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ตรงหน้าทางเข้าห้องโถงใหญ่

“คุณอยากยิ้ม ก็ยิ้มไปคนเดียวสิ” เขาตอบกลับอย่างไม่แยแสและไม่หันมามองหน้าเธอแม้แต่น้อย

บัดนี้เหอจิ้งอันรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวอีกคนที่ตอนนี้นอนอยู่ในโรงพยาบาล หลังทราบข่าวว่าเมื่อคืนนี้เธอได้ทานยานอนหลับเกินขนาดเพราะตรอมใจที่รู้ว่าเขาต้องแต่งงานกับคนอื่น ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

“อย่าลืมสิว่าตอนนี้คุณเป็นเจ้าบ่าวของฉันแล้ว ห้ามคิดถึงผู้หญิงคนอื่นเป็นอันขาด…นังอี้เฟยไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า”

หลี่เยี่ยนฟางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่คนข้างกายไม่สนใจเธอเลย หญิงสาวรู้ดีว่าหัวใจของเขามีแต่ผู้หญิงคนนั้น คนที่เธอเกลียดชังน้ำหน้านักหนา นอกจากจะเป็นศัตรูหัวใจแล้ว ยังเป็นลูกภรรยาน้อยอีกคนของบิดาที่เคยเป็นสาวใช้ในบ้านมาก่อน ถึงแม้มารดาของเธอจะขับไล่สองแม่ลูกคู่นี้ออกไปจากตระกูลหลี่หลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหอจิ้งอันก็ยังคงแอบติดต่อกับหลินอี้เฟยอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะตัดใจง่ายๆ ทั้งที่เข้าพิธีแต่งงานกับเธอแล้ว

“นี่คุณก็รู้หรือว่าอี้เฟยอยู่โรงพยาบาล”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็ฉันเป็นคนส่งการ์ดแต่งงานของเราสองคนไปให้แม่นั่นเอง สงสัยคงจะทำใจไม่ได้เลยคิดสั้นฆ่าตัวตาย…น่าสมเพชชะมัด” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“คุณทำแบบนี้กับน้องสาวตัวเองได้ไง”

คราวนี้เจ้าบ่าวของเธอหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธเคืองยิ่งนัก เขาเกลียดผู้หญิงคนนี้เข้ากระดูกดำ

“นังอี้เฟยไม่ใช่น้องสาวฉัน และก็ไม่ใช่คนตระกูลหลี่ด้วย ต่อไปนี้คุณห้ามเอ่ยชื่อแม่นั่นให้ฉันได้ยินอีก ฉันไม่ชอบ”

เจ้าสาวของเขายื่นคำขาดอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะแสร้งหันไปยิ้มหวานให้กับแขกเหรื่อที่ทยอยเดินเข้ามาในงานอย่างไม่ขาดสาย

“แหม…วันนี้คุณหนูหลี่ดูสวยเหลือเกินค่ะ ส่วนคุณชายใหญ่ก็หล่อมาก สมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ”

สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่แต่งกายดูภูมิฐานได้เอ่ยชมเจ้าบ่าวเจ้าสาวขณะที่เดินเข้ามาทักทายคนทั้งสอง

“ขอบคุณนะคะคุณนายเฉินที่อุตส่าห์มาร่วมงานแต่งของเราสองคนวันนี้”

หลี่เยี่ยนฟางยิ้มแก้มปริที่มีคนชมเธอว่าสวยโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งได้เดินเข้าไปหาเจ้าบ่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

“พี่ใหญ่…”

“มีข่าวคืบหน้าอะไรบ้างไหม จิ้งหยาง”

“อี้เฟยยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่เลย ได้ยินพยาบาลพูดว่าคุณหมอกำลังช่วยล้างท้องให้อยู่ ไม่รู้ว่าจะรอดไหม” คุณชายรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเช่นกัน

พอได้ยินเช่นนี้ เหอจิ้งอันก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจจะไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ทั้งที่งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสช่วงหัวค่ำใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว

“คุณจะไปไหนคะ”

เจ้าสาวมีสีหน้าตกใจที่จู่ๆ เจ้าบ่าวของเธอถอดชุดสูทดำออกแล้วทำท่าจะเดินออกไปจากงาน

“ผมจะไปหาอี้เฟย”

“ไม่ได้นะ!…ฉันบอกคุณแล้วไงว่าให้ตัดใจจากแม่นั่นซะ คืนนี้เราสองคนต้องเข้าห้องหอด้วยกัน”

หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยเสียงดังด้วยความโกรธจนทำให้ผู้คนและแขกเหรื่อที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่บ่าวสาว

ตอนที่ 2

“ผมไม่มีทางเข้าห้องหอกับผู้หญิงที่ร้ายกาจอย่างคุณแน่ หลีกไปซะ!”

“ฉันไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้น งานจะเริ่มแล้ว คุณจะทำให้ฉันขายหน้าแขกเหรื่อไม่ได้ แถมนักข่าวก็อยู่ในงานเต็มไปหมด” หญิงสาวคว้าแขนเจ้าบ่าวไว้แน่น

“นั่นมันเรื่องของคุณ…ปล่อยผมเดี๋ยวนี้” คุณชายใหญ่ตอบกลับอย่างมีน้ำโห

“ไม่! เราสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ฉันเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็แย่งคุณไปจากฉันไม่ได้”

“งั้นก็หย่ากันซะ เราสองคนจะได้ไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

“นี่คุณพูดแบบนี้ได้ไงกัน…ไม่มีคู่ไหนที่จดทะเบียนแล้วหย่าในวันเดียวกันหรอก”

หลี่เยี่ยนฟางถึงกับตกใจที่ได้ยินเจ้าบ่าวของเธอตอบกลับมาเช่นนี้

“ก็คู่ของเราสองคนไง”

เหอจิ้งอันตอบเสียงห้วนพร้อมกับสะบัดแขนเจ้าสาวอย่างแรงแล้วเดินหนีออกไปจากงานทันทีโดยไม่สนใจเสียงร้องเอะอะโวยวายของเธอที่เรียกให้เขากลับมา ขณะที่ผู้คนในงานต่างพากันแตกตื่นตกใจที่เห็นเจ้าบ่าวหนีงานแต่งกระทันหันเช่นนี้

เสียงกรีดร้องของหลี่เยี่ยนฟางทำเอาบุพการีของเธอและญาติผู้ใหญ่ทางฝั่งเจ้าบ่าวที่ยืนสนทนากันอยู่ด้านในรีบวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่รัฐมนตรีหลี่จะมีสีหน้าตกใจที่เห็นบุตรสาวของตนมีอาการชักเกร็งเพราะโรคหอบประจำตัวได้กำเริบอีกแล้ว

“ใครก็ได้รีบไปเรียกรถพยาบาลมาเร็วเข้า” หลี่เจี้ยนเฉินหันไปบอกผู้ติดตามของเขา

“ครับท่าน” บอดี้การ์ดในงานรีบทำตามคำสั่งเจ้านายทันที

“เยี่ยนฟางทำใจดีๆ ไว้นะลูก อย่าเป็นอะไรไปนะ…”

หลี่เซียวเหยาผู้เป็นมารดาถึงกับร่ำไห้แล้วรีบเข้าไปประคองบุตรสาวที่ตอนนี้หมดสติไปแล้ว

รัฐมนตรีหลี่ได้หันไปมองท่านประธานเหอและคุณชายรองที่ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ทำไมจู่ๆ ลูกสาวผมถึงได้ช็อกหมดสติแบบนี้ แล้วนี่จิ้งอันหายหัวไปไหน”

เหอจิ้งหยางมีท่าทางอึดอัดใจยิ่งนัก เพราะไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี พี่ชายของเขาได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาเสียแล้ว และอาจกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ หากหลี่เยี่ยนฟางเกิดเป็นอะไรไป

ภายในห้องไอซียูของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เหล่าทีมแพทย์ผู้รักษาต่างพยายามช่วยกันยื้อชีวิตของเจ้าสาวอย่างสุดความสามารถเนื่องจากได้หยุดหายใจไปชั่วขณะ

ส่วนบรรดาสื่อต่างๆ ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้จนขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและกลายเป็นที่โจษจันของผู้คนไปทั่ว สร้างความอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่ตระกูลหลี่เป็นอย่างยิ่ง

“ผมต้องขอโทษท่านจริงๆ ที่เจ้าลูกชายคนโตของผมมันทำอะไรไม่คิดแบบนี้จนคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด”

เหอซื่อเหลียนรู้สึกผิดยิ่งนักที่ทำให้ท่านรัฐมนตรีถึงกับโกรธจัดและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการต่างๆ ของเหอตงกรุ๊ปที่กำลังรออนุมัติสัมปทานจากทางรัฐบาลอยู่

“ผมไม่ต้องการฟังคำขอโทษใดๆ ทั้งนั้น หากเยี่ยนฟางไม่ฟื้นล่ะก็ พวกคุณทุกคนต้องรับผิดชอบโดยเฉพาะเหอจิ้งอัน” หลี่เจี้ยนเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว

“คุณจะโทษพวกเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกหรอก…ลูกสาวตัวดีอีกคนของคุณต่างหากที่ทำเป็นเรียกร้องความสนใจจนทำให้เจ้าบ่าวทิ้งลูกสาวของเราไปกลางงานแต่งแบบนี้”

หลี่เซียวเหยาดูโกรธเคืองเป็นอย่างมากที่บุตรสาวของหลินจื่อเว่ยผู้ซึ่งเป็นภรรยาน้อยอีกคนของสามี คือต้นเหตุทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เธอสู้อุตส่าห์กำจัดเสี้ยนหนามในใจออกไปแล้ว ยังหวนกลับมาทิ่มแทงภายหลังอีก

ท่านรัฐมนตรีถึงกับหน้าเจื่อนที่ถูกภรรยาของเขาเอ่ยตำหนิต่อหน้าคนอื่น ใครจะคิดว่าเหอจิ้งอันมีใจให้หลินอี้เฟยมากกว่า จะว่าไปแล้วก็อดเป็นห่วงอาการป่วยของลูกสาวคนนี้อยู่เหมือนกันหลังจากที่รู้ข่าวว่าพยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็แสดงออกมากไม่ได้เพราะเกรงใจภรรยาหลวงของเขาและไม่อยากมีปากเสียงกันเพราะเรื่องนี้

ขณะที่กำลังยืนโต้เถียงกันอยู่นั้น หัวหน้าทีมแพทย์ผู้รักษาได้เดินออกมาจากห้องไอซียูด้วยสีหน้าดูอ่อนล้าเล็กน้อยหลังจากที่เข้าไปในห้องนั้นเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม

“คุณหมอครับ ลูกสาวผมเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจี้ยนเฉินเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับท่าน…แต่หมอไม่แน่ใจว่าคุณหนูเยี่ยนฟางฟื้นขึ้นมาแล้ว จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมหรือเปล่า”

ตอนที่ 3

คนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เมื่อคืนนี้เธอหลับไปโดยไม่รู้ตัวขณะที่อ่านนิยายเรื่องโปรดได้แค่เพียงไม่กี่ตอน ทำไมบรรยากาศรอบตัวดูแปลกตาเหมือนไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง

ลู่ซือได้หันไปมองรอบๆ ห้องก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจที่รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่มานอนอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าตอนนี้กำลังฝันอยู่

เธอหยิกแขนตัวเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ถึงได้รู้ว่านี่มันไม่ใช่ความฝันแต่มันคือเรื่องจริง ยังไม่ทันที่จะหาคำตอบ ก็มีนางพยาบาลคนหนึ่งได้เดินเข้ามาในห้องพอดีและมีสีหน้าดีใจที่เห็นบุตรสาวของท่านรัฐมนตรีฟื้นแล้วหลังจากนอนหมดสติมาเกือบห้าวันเต็ม จึงรีบแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ให้มาตรวจดูอาการคนป่วยทันที

“เป็นไงบ้างครับคุณเยี่ยนฟาง ได้ยินที่หมอพูดชัดเจนดีไหม”

ใบหน้าหวานมองคุณหมอตาปริบๆ ทำไมถึงเรียกเธอชื่อนี้ แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน

“นี่ฉันเป็นอะไรไปหรือคะ”

แพทย์เจ้าของไข้และนางพยาบาลต่างโล่งใจที่เห็นคนป่วยสื่อสารตอบกลับมารู้เรื่องดี

“คนไข้หมดสติไปเพราะโรคหอบกำเริบครับ เดี๋ยวหมอขอตรวจการเต้นชีพจรหัวใจหน่อยนะครับ”

ระหว่างนั้น ท่านรัฐมนตรีและภรรยาของเขาเพิ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาล พอทราบข่าวว่าบุตรสาวรู้สึกตัวแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมากและรีบเข้ามาเยี่ยมทันที

“เยี่ยนฟางฟื้นแล้วหรือลูก รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงมากแค่ไหน”

หลี่เซียวเหยาโผเข้ามากอดลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ขณะที่เจ้าตัวมีสีหน้ามึนงงยิ่งนักที่มีคนแปลกหน้ามาอ้างตัวว่าเป็นมารดาของเธอ แล้วหันไปมองชายวัยกลางคนที่แต่งกายดูภูมิฐานอย่างสงสัย ทั้งสองคนนี้เป็นใครกัน

“เอ่อ…ขอโทษนะคะ พวกคุณรู้จักฉันด้วยหรือคะ”

“ทำไมถามแบบนี้ล่ะลูก นี่หนูจำพ่อกับแม่ไม่ได้หรือ” ผู้เป็นมารดามีสีหน้าตกใจยิ่งนัก

“ใจเย็นๆ ก่อนคุณ ลูกเพิ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะยังสับสนอยู่ ใช่ไหมครับคุณหมอ” หลี่เจี้ยนเฉินพยายามมองในแง่ดีทั้งที่เขาก็ตกใจเช่นกัน

“อาจเป็นไปได้ครับ เดี๋ยวหมอขอตรวจคลื่นสมองคุณเยี่ยนฟางดูอีกรอบว่ามีความผิดปกติอย่างอื่นเกิดขึ้นหรือเปล่า”

พูดจบ แพทย์เจ้าของไข้ก็หันไปบอกนางพยาบาลให้เข็นเตียงผู้ป่วยไปยังห้องตรวจทันที

สองสามีภรรยาได้แต่ยืนรอฟังผลอย่างกระวนกระวายใจ หรือเป็นเพราะว่าบุตรสาวของพวกเขาหยุดหายใจนานเกินไปเลยทำให้ความทรงจำหายไปหมด

หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คุณหมอได้เดินออกมาแจ้งผลการตรวจคลื่นสมองของคนไข้ว่าปกติดีทุกอย่าง

“แล้วทำไมถึงจำเราสองคนไม่ได้” หลี่เซียวเหยาหันไปถามสามีด้วยน้ำเสียงกังวลใจ

“คงต้องให้เวลาลูกเราได้ฟื้นความทรงจำหน่อย เยี่ยนฟางเพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราก็นับว่าดีมากแล้ว” รัฐมนตรีหลี่ได้แต่พูดปลอบใจภรรยา

ระหว่างนั้นได้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคนทั้งสองด้วยสีหน้าดูร้อนใจ

“จินสั่วมาพอดีเลย รู้ไหมว่าเยี่ยนฟางฟื้นแล้ว” หลี่เซียวเหยาเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทของบุตรสาว

“หนูเพิ่งทราบจากนางพยาบาลเมื่อครู่นี้เองค่ะ ได้ยินว่าเยี่ยนฟางจำอะไรไม่ได้เลยหรือคะ”

“ใช่ เขาจำพ่อกับแม่ไม่ได้” ท่านรัฐมนตรีตอบด้วยน้ำเสียงเครียด

“งั้นหนูจะลองเข้าไปคุยดูนะคะ เผื่อเยี่ยนฟางอาจจำหนูได้”

ผู้อาวุโสทั้งสองต่างพยักหน้าเห็นดีด้วย จินสั่วจึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อนของเธอที่ยังคงนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงคนไข้

“เป็นไงบ้างเยี่ยนฟาง”

คนที่ถูกทักหันมามองด้วยแววตาดูมึนงง ทำไมใครต่อใครถึงทักทายเธอด้วยชื่อนี้กันหมด

“เธอเป็นใครหรือ…ฉันไม่รู้จักจริงๆ”

“อย่าบอกนะว่าเธอก็จำฉันไม่ได้เหมือนกัน ฉันคือจินสั่วเพื่อนซี้ของเธอไง”

“เอ่อ…เธอพอมีกระจกติดตัวไหม ฉันอยากส่องหน้าตัวเองหน่อย” บัดนี้ลู่ซือเริ่มรู้แล้วว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองแน่

จินสั่วรีบควานหาตลับแป้งในกระเป๋าสะพายของตนที่มีกระจกบานเล็กอยู่ในนั้นแล้วยื่นให้หญิงสาว

ทันทีที่ส่องกระจก ดวงตากลมโตถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจที่เห็นใบหน้าของตัวเองกลายเป็นคนอื่น นี่เธอเข้ามาอยู่ในร่างผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไรกัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...