สวมบทเป็นนางร้ายที่ถูกทิ้ง (ยุค 80)
ข้อมูลเบื้องต้น
อยู่ดีๆ ก็ได้รับบทเป็นนางร้ายในนิยายยุค 80 ที่ตรอมใจตายเพราะถูกเจ้าบ่าวทิ้งกลางงานแต่ง ทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลยด้วยซ้ำ
งานนี้มีหรือที่สาวมั่นอย่างลู่ซือจะร้องไห้อ้อนวอนให้เขากลับมา ในเมื่อนิยายเรื่องนี้ยังมีพระรองอีกคนที่ทั้งหล่อเหลาและงานดีพรีเมี่ยม ไม่แพ้อีตาพระเอกขี้เก๊กนั่น
E-Book วางจำหน่ายแล้วนะคะ
คลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNzgyMjc3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4NTkxOSI7fQ
ฝากกดติดตามและมอบหัวใจเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
จะได้ไม่พลาดเวลาอัพนิยายเรื่องใหม่
นวนิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายไปเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ตอนที่ 1
งานแต่งระหว่างสองตระกูลใหญ่ได้ถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านนครเซี่ยงไฮ้และได้รับความสนใจมากมายจากผู้คนในสังคม เนื่องจากเจ้าสาวในงานนั้นเป็นถึงบุตรีของรัฐมนตรีหลี่เจี้ยนเฉิน ส่วนเจ้าบ่าวคือทายาทคนโตของตระกูลเหอผู้มั่งคั่งซึ่งมีกิจการมากมายหลายอย่างจนร่ำรวยติดอันดับหนึ่งในสามของมหาเศรษฐีจีนท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดว่าที่ทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองกันเพราะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองที่เอื้อต่อกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าสาวมีสีหน้ายิ้มระรื่นตลอดเวลาและดูมีความสุขยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับคุณชายผู้นี้ ต่างจากเจ้าบ่าวที่เอาแต่เงียบขรึมและมีสีหน้าบึ้งตึงราวกับถูกใครบังคับมา
“ยิ้มหน่อยได้ไหมจิ้งอัน ทุกคนกำลังมองดูเราสองคนอยู่นะ”
เจ้าสาวกระซิบบอกเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคนระหว่างที่ยืนต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ตรงหน้าทางเข้าห้องโถงใหญ่
“คุณอยากยิ้ม ก็ยิ้มไปคนเดียวสิ” เขาตอบกลับอย่างไม่แยแสและไม่หันมามองหน้าเธอแม้แต่น้อย
บัดนี้เหอจิ้งอันรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวอีกคนที่ตอนนี้นอนอยู่ในโรงพยาบาล หลังทราบข่าวว่าเมื่อคืนนี้เธอได้ทานยานอนหลับเกินขนาดเพราะตรอมใจที่รู้ว่าเขาต้องแต่งงานกับคนอื่น ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
“อย่าลืมสิว่าตอนนี้คุณเป็นเจ้าบ่าวของฉันแล้ว ห้ามคิดถึงผู้หญิงคนอื่นเป็นอันขาด…นังอี้เฟยไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า”
หลี่เยี่ยนฟางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่คนข้างกายไม่สนใจเธอเลย หญิงสาวรู้ดีว่าหัวใจของเขามีแต่ผู้หญิงคนนั้น คนที่เธอเกลียดชังน้ำหน้านักหนา นอกจากจะเป็นศัตรูหัวใจแล้ว ยังเป็นลูกภรรยาน้อยอีกคนของบิดาที่เคยเป็นสาวใช้ในบ้านมาก่อน ถึงแม้มารดาของเธอจะขับไล่สองแม่ลูกคู่นี้ออกไปจากตระกูลหลี่หลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหอจิ้งอันก็ยังคงแอบติดต่อกับหลินอี้เฟยอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะตัดใจง่ายๆ ทั้งที่เข้าพิธีแต่งงานกับเธอแล้ว
“นี่คุณก็รู้หรือว่าอี้เฟยอยู่โรงพยาบาล”
“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็ฉันเป็นคนส่งการ์ดแต่งงานของเราสองคนไปให้แม่นั่นเอง สงสัยคงจะทำใจไม่ได้เลยคิดสั้นฆ่าตัวตาย…น่าสมเพชชะมัด” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“คุณทำแบบนี้กับน้องสาวตัวเองได้ไง”
คราวนี้เจ้าบ่าวของเธอหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธเคืองยิ่งนัก เขาเกลียดผู้หญิงคนนี้เข้ากระดูกดำ
“นังอี้เฟยไม่ใช่น้องสาวฉัน และก็ไม่ใช่คนตระกูลหลี่ด้วย ต่อไปนี้คุณห้ามเอ่ยชื่อแม่นั่นให้ฉันได้ยินอีก ฉันไม่ชอบ”
เจ้าสาวของเขายื่นคำขาดอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะแสร้งหันไปยิ้มหวานให้กับแขกเหรื่อที่ทยอยเดินเข้ามาในงานอย่างไม่ขาดสาย
“แหม…วันนี้คุณหนูหลี่ดูสวยเหลือเกินค่ะ ส่วนคุณชายใหญ่ก็หล่อมาก สมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ”
สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่แต่งกายดูภูมิฐานได้เอ่ยชมเจ้าบ่าวเจ้าสาวขณะที่เดินเข้ามาทักทายคนทั้งสอง
“ขอบคุณนะคะคุณนายเฉินที่อุตส่าห์มาร่วมงานแต่งของเราสองคนวันนี้”
หลี่เยี่ยนฟางยิ้มแก้มปริที่มีคนชมเธอว่าสวยโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งได้เดินเข้าไปหาเจ้าบ่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
“พี่ใหญ่…”
“มีข่าวคืบหน้าอะไรบ้างไหม จิ้งหยาง”
“อี้เฟยยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่เลย ได้ยินพยาบาลพูดว่าคุณหมอกำลังช่วยล้างท้องให้อยู่ ไม่รู้ว่าจะรอดไหม” คุณชายรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเช่นกัน
พอได้ยินเช่นนี้ เหอจิ้งอันก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจจะไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ทั้งที่งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสช่วงหัวค่ำใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
“คุณจะไปไหนคะ”
เจ้าสาวมีสีหน้าตกใจที่จู่ๆ เจ้าบ่าวของเธอถอดชุดสูทดำออกแล้วทำท่าจะเดินออกไปจากงาน
“ผมจะไปหาอี้เฟย”
“ไม่ได้นะ!…ฉันบอกคุณแล้วไงว่าให้ตัดใจจากแม่นั่นซะ คืนนี้เราสองคนต้องเข้าห้องหอด้วยกัน”
หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยเสียงดังด้วยความโกรธจนทำให้ผู้คนและแขกเหรื่อที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่บ่าวสาว
ตอนที่ 2
“ผมไม่มีทางเข้าห้องหอกับผู้หญิงที่ร้ายกาจอย่างคุณแน่ หลีกไปซะ!”
“ฉันไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้น งานจะเริ่มแล้ว คุณจะทำให้ฉันขายหน้าแขกเหรื่อไม่ได้ แถมนักข่าวก็อยู่ในงานเต็มไปหมด” หญิงสาวคว้าแขนเจ้าบ่าวไว้แน่น
“นั่นมันเรื่องของคุณ…ปล่อยผมเดี๋ยวนี้” คุณชายใหญ่ตอบกลับอย่างมีน้ำโห
“ไม่! เราสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ฉันเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็แย่งคุณไปจากฉันไม่ได้”
“งั้นก็หย่ากันซะ เราสองคนจะได้ไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”
“นี่คุณพูดแบบนี้ได้ไงกัน…ไม่มีคู่ไหนที่จดทะเบียนแล้วหย่าในวันเดียวกันหรอก”
หลี่เยี่ยนฟางถึงกับตกใจที่ได้ยินเจ้าบ่าวของเธอตอบกลับมาเช่นนี้
“ก็คู่ของเราสองคนไง”
เหอจิ้งอันตอบเสียงห้วนพร้อมกับสะบัดแขนเจ้าสาวอย่างแรงแล้วเดินหนีออกไปจากงานทันทีโดยไม่สนใจเสียงร้องเอะอะโวยวายของเธอที่เรียกให้เขากลับมา ขณะที่ผู้คนในงานต่างพากันแตกตื่นตกใจที่เห็นเจ้าบ่าวหนีงานแต่งกระทันหันเช่นนี้
เสียงกรีดร้องของหลี่เยี่ยนฟางทำเอาบุพการีของเธอและญาติผู้ใหญ่ทางฝั่งเจ้าบ่าวที่ยืนสนทนากันอยู่ด้านในรีบวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่รัฐมนตรีหลี่จะมีสีหน้าตกใจที่เห็นบุตรสาวของตนมีอาการชักเกร็งเพราะโรคหอบประจำตัวได้กำเริบอีกแล้ว
“ใครก็ได้รีบไปเรียกรถพยาบาลมาเร็วเข้า” หลี่เจี้ยนเฉินหันไปบอกผู้ติดตามของเขา
“ครับท่าน” บอดี้การ์ดในงานรีบทำตามคำสั่งเจ้านายทันที
“เยี่ยนฟางทำใจดีๆ ไว้นะลูก อย่าเป็นอะไรไปนะ…”
หลี่เซียวเหยาผู้เป็นมารดาถึงกับร่ำไห้แล้วรีบเข้าไปประคองบุตรสาวที่ตอนนี้หมดสติไปแล้ว
รัฐมนตรีหลี่ได้หันไปมองท่านประธานเหอและคุณชายรองที่ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ทำไมจู่ๆ ลูกสาวผมถึงได้ช็อกหมดสติแบบนี้ แล้วนี่จิ้งอันหายหัวไปไหน”
เหอจิ้งหยางมีท่าทางอึดอัดใจยิ่งนัก เพราะไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี พี่ชายของเขาได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาเสียแล้ว และอาจกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ หากหลี่เยี่ยนฟางเกิดเป็นอะไรไป
ภายในห้องไอซียูของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เหล่าทีมแพทย์ผู้รักษาต่างพยายามช่วยกันยื้อชีวิตของเจ้าสาวอย่างสุดความสามารถเนื่องจากได้หยุดหายใจไปชั่วขณะ
ส่วนบรรดาสื่อต่างๆ ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้จนขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและกลายเป็นที่โจษจันของผู้คนไปทั่ว สร้างความอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่ตระกูลหลี่เป็นอย่างยิ่ง
“ผมต้องขอโทษท่านจริงๆ ที่เจ้าลูกชายคนโตของผมมันทำอะไรไม่คิดแบบนี้จนคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด”
เหอซื่อเหลียนรู้สึกผิดยิ่งนักที่ทำให้ท่านรัฐมนตรีถึงกับโกรธจัดและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการต่างๆ ของเหอตงกรุ๊ปที่กำลังรออนุมัติสัมปทานจากทางรัฐบาลอยู่
“ผมไม่ต้องการฟังคำขอโทษใดๆ ทั้งนั้น หากเยี่ยนฟางไม่ฟื้นล่ะก็ พวกคุณทุกคนต้องรับผิดชอบโดยเฉพาะเหอจิ้งอัน” หลี่เจี้ยนเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
“คุณจะโทษพวกเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกหรอก…ลูกสาวตัวดีอีกคนของคุณต่างหากที่ทำเป็นเรียกร้องความสนใจจนทำให้เจ้าบ่าวทิ้งลูกสาวของเราไปกลางงานแต่งแบบนี้”
หลี่เซียวเหยาดูโกรธเคืองเป็นอย่างมากที่บุตรสาวของหลินจื่อเว่ยผู้ซึ่งเป็นภรรยาน้อยอีกคนของสามี คือต้นเหตุทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เธอสู้อุตส่าห์กำจัดเสี้ยนหนามในใจออกไปแล้ว ยังหวนกลับมาทิ่มแทงภายหลังอีก
ท่านรัฐมนตรีถึงกับหน้าเจื่อนที่ถูกภรรยาของเขาเอ่ยตำหนิต่อหน้าคนอื่น ใครจะคิดว่าเหอจิ้งอันมีใจให้หลินอี้เฟยมากกว่า จะว่าไปแล้วก็อดเป็นห่วงอาการป่วยของลูกสาวคนนี้อยู่เหมือนกันหลังจากที่รู้ข่าวว่าพยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็แสดงออกมากไม่ได้เพราะเกรงใจภรรยาหลวงของเขาและไม่อยากมีปากเสียงกันเพราะเรื่องนี้
ขณะที่กำลังยืนโต้เถียงกันอยู่นั้น หัวหน้าทีมแพทย์ผู้รักษาได้เดินออกมาจากห้องไอซียูด้วยสีหน้าดูอ่อนล้าเล็กน้อยหลังจากที่เข้าไปในห้องนั้นเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม
“คุณหมอครับ ลูกสาวผมเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจี้ยนเฉินเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับท่าน…แต่หมอไม่แน่ใจว่าคุณหนูเยี่ยนฟางฟื้นขึ้นมาแล้ว จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมหรือเปล่า”
ตอนที่ 3
คนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เมื่อคืนนี้เธอหลับไปโดยไม่รู้ตัวขณะที่อ่านนิยายเรื่องโปรดได้แค่เพียงไม่กี่ตอน ทำไมบรรยากาศรอบตัวดูแปลกตาเหมือนไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง
ลู่ซือได้หันไปมองรอบๆ ห้องก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจที่รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่มานอนอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าตอนนี้กำลังฝันอยู่
เธอหยิกแขนตัวเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ถึงได้รู้ว่านี่มันไม่ใช่ความฝันแต่มันคือเรื่องจริง ยังไม่ทันที่จะหาคำตอบ ก็มีนางพยาบาลคนหนึ่งได้เดินเข้ามาในห้องพอดีและมีสีหน้าดีใจที่เห็นบุตรสาวของท่านรัฐมนตรีฟื้นแล้วหลังจากนอนหมดสติมาเกือบห้าวันเต็ม จึงรีบแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ให้มาตรวจดูอาการคนป่วยทันที
“เป็นไงบ้างครับคุณเยี่ยนฟาง ได้ยินที่หมอพูดชัดเจนดีไหม”
ใบหน้าหวานมองคุณหมอตาปริบๆ ทำไมถึงเรียกเธอชื่อนี้ แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน
“นี่ฉันเป็นอะไรไปหรือคะ”
แพทย์เจ้าของไข้และนางพยาบาลต่างโล่งใจที่เห็นคนป่วยสื่อสารตอบกลับมารู้เรื่องดี
“คนไข้หมดสติไปเพราะโรคหอบกำเริบครับ เดี๋ยวหมอขอตรวจการเต้นชีพจรหัวใจหน่อยนะครับ”
ระหว่างนั้น ท่านรัฐมนตรีและภรรยาของเขาเพิ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาล พอทราบข่าวว่าบุตรสาวรู้สึกตัวแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมากและรีบเข้ามาเยี่ยมทันที
“เยี่ยนฟางฟื้นแล้วหรือลูก รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงมากแค่ไหน”
หลี่เซียวเหยาโผเข้ามากอดลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ขณะที่เจ้าตัวมีสีหน้ามึนงงยิ่งนักที่มีคนแปลกหน้ามาอ้างตัวว่าเป็นมารดาของเธอ แล้วหันไปมองชายวัยกลางคนที่แต่งกายดูภูมิฐานอย่างสงสัย ทั้งสองคนนี้เป็นใครกัน
“เอ่อ…ขอโทษนะคะ พวกคุณรู้จักฉันด้วยหรือคะ”
“ทำไมถามแบบนี้ล่ะลูก นี่หนูจำพ่อกับแม่ไม่ได้หรือ” ผู้เป็นมารดามีสีหน้าตกใจยิ่งนัก
“ใจเย็นๆ ก่อนคุณ ลูกเพิ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะยังสับสนอยู่ ใช่ไหมครับคุณหมอ” หลี่เจี้ยนเฉินพยายามมองในแง่ดีทั้งที่เขาก็ตกใจเช่นกัน
“อาจเป็นไปได้ครับ เดี๋ยวหมอขอตรวจคลื่นสมองคุณเยี่ยนฟางดูอีกรอบว่ามีความผิดปกติอย่างอื่นเกิดขึ้นหรือเปล่า”
พูดจบ แพทย์เจ้าของไข้ก็หันไปบอกนางพยาบาลให้เข็นเตียงผู้ป่วยไปยังห้องตรวจทันที
สองสามีภรรยาได้แต่ยืนรอฟังผลอย่างกระวนกระวายใจ หรือเป็นเพราะว่าบุตรสาวของพวกเขาหยุดหายใจนานเกินไปเลยทำให้ความทรงจำหายไปหมด
หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คุณหมอได้เดินออกมาแจ้งผลการตรวจคลื่นสมองของคนไข้ว่าปกติดีทุกอย่าง
“แล้วทำไมถึงจำเราสองคนไม่ได้” หลี่เซียวเหยาหันไปถามสามีด้วยน้ำเสียงกังวลใจ
“คงต้องให้เวลาลูกเราได้ฟื้นความทรงจำหน่อย เยี่ยนฟางเพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราก็นับว่าดีมากแล้ว” รัฐมนตรีหลี่ได้แต่พูดปลอบใจภรรยา
ระหว่างนั้นได้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคนทั้งสองด้วยสีหน้าดูร้อนใจ
“จินสั่วมาพอดีเลย รู้ไหมว่าเยี่ยนฟางฟื้นแล้ว” หลี่เซียวเหยาเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทของบุตรสาว
“หนูเพิ่งทราบจากนางพยาบาลเมื่อครู่นี้เองค่ะ ได้ยินว่าเยี่ยนฟางจำอะไรไม่ได้เลยหรือคะ”
“ใช่ เขาจำพ่อกับแม่ไม่ได้” ท่านรัฐมนตรีตอบด้วยน้ำเสียงเครียด
“งั้นหนูจะลองเข้าไปคุยดูนะคะ เผื่อเยี่ยนฟางอาจจำหนูได้”
ผู้อาวุโสทั้งสองต่างพยักหน้าเห็นดีด้วย จินสั่วจึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อนของเธอที่ยังคงนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงคนไข้
“เป็นไงบ้างเยี่ยนฟาง”
คนที่ถูกทักหันมามองด้วยแววตาดูมึนงง ทำไมใครต่อใครถึงทักทายเธอด้วยชื่อนี้กันหมด
“เธอเป็นใครหรือ…ฉันไม่รู้จักจริงๆ”
“อย่าบอกนะว่าเธอก็จำฉันไม่ได้เหมือนกัน ฉันคือจินสั่วเพื่อนซี้ของเธอไง”
“เอ่อ…เธอพอมีกระจกติดตัวไหม ฉันอยากส่องหน้าตัวเองหน่อย” บัดนี้ลู่ซือเริ่มรู้แล้วว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองแน่
จินสั่วรีบควานหาตลับแป้งในกระเป๋าสะพายของตนที่มีกระจกบานเล็กอยู่ในนั้นแล้วยื่นให้หญิงสาว
ทันทีที่ส่องกระจก ดวงตากลมโตถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจที่เห็นใบหน้าของตัวเองกลายเป็นคนอื่น นี่เธอเข้ามาอยู่ในร่างผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไรกัน