โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษาพูด-ภาษาเพลง ของคนสมัยเริ่มแรก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ก.พ. 2567 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 01.00 น.

คนสมัยเริ่มแรกมีภาษาพูดและภาษาเพลงผสมกลมกลืนด้วยกัน

เรื่องเล่าสมัยเริ่มแรกเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยคำพูดปกติกับคำคล้องจองคลุกเคล้าผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

เมื่อต้องการเน้นพิเศษบางช่วงบางตอนของเรื่องเล่าก็สร้างเป็นคำคล้องจอง ครั้นบอกเล่าถึงตรงที่มีคำคล้องจองจะเปล่งลีลาทำนองพิเศษโดดเด่นออกมา จนนานไปคำคล้องจองมีพลังเหนือเรื่องเล่าปกติจึงถูกใช้งานโดยเฉพาะ แล้วเรียกกันต่อมาว่าคำขับลำ หมายถึงคำคล้องจองถูกขับลำด้วยทำนองลีลาต่างๆ กระทั่งเติบโตแตกแขนงเรียกสมัยหลังว่าโคลงกลอน

คำคล้องจองเก่าแก่มีสอดแทรกเรื่องกำเนิดโลก และเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า ซึ่งปัจจุบันพบความทรงจำสืบเนื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมีสองสำนวน คือ พงศาวดารล้านช้าง กับ ความโทเมืองจากเมืองหม้วย

คำคล้องจองดั้งเดิมมีลักษณะเสรีและมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการใช้บอกเล่าเป็นเรื่องราวที่มียาวขึ้น จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคำพูดในชีวิตประจำวันโดยไม่กำหนดแบบแผน ไม่กำหนดจำนวนคำและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น (ตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ล้วนให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เรียกสมัยหลังจนปัจจุบันว่าฉันทลักษณ์ หมายถึงกำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค และกำหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค)

ร้อยกรองมีกำเนิดคลุกเคล้าอย่างขาดไม่ได้ด้วยทำนองเสนาะของขับลำและเพลงดนตรีอย่างเสรี เมื่อมีพัฒนาการสมัยหลังๆ จึงให้ความสำคัญเรื่องสัมผัสเสียง (สัมผัสนอก, ใน) และระดับเสียง (เอก, โท) [คำอธิบายมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือโองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524]

วรรณกรรมสมัยแรกๆ เพื่อฟังเสียงขับหรือร้อง จึงต้องอ่านออกเสียง หรือ “อ่านด้วยหู” เพราะยังไม่เป็นวรรณกรรมเพื่ออ่านด้วยตา (หลังมีการพิมพ์จึงเป็นวรรณกรรมอ่านด้วยตา)

ขับลำคำคล้องจอง

ขับลำคำคล้องจองเก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1 ไม่พบหลักฐานตรงไปตรงมา แต่พบสัญลักษณ์เป็นลายเส้นบนภาชนะสำริดอยู่ในหลุมศพที่เวียดนาม บริเวณหลักแหล่งดั้งเดิมของจ้วง-ผู้ไท

ลายเส้นสำริดชุดหนึ่งเป็นรูปคนแต่งคล้ายหญิง มี 3 คน ดังนี้ คนนำหน้าทำท่าฟ้อน, คนกลางเป่าแคน, คนตามหลังทำท่าฟ้อน ทั้งหมดคล้ายขับลำคำคล้องจองคลอแคนในพิธีกรรมหลังความตาย (เพราะพบรูปเหล่านี้ในหลุมศพ)

พิธีกรรมหลังความตายของคนชั้นนำของเผ่าพันธุ์ เช่น หัวหน้าเผ่าพันธุ์ มีพิธีขับลำบอกผีฟ้าว่าส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้าไปรวมพลังกับผีฟ้าเพื่อคุ้มครองคนยังไม่ตายอยู่ในชุมชน เส้นทางส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้าเริ่มออกจากเรือน ผ่านสถานที่ต่างๆ แล้วล่องเรือหรือแพข้ามห้วงน้ำกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองฟ้า ตลอดเส้นทางที่ส่งขวัญผ่านไป เนื้อความรำพึงรำพันสั่งเสียสั่งลาผู้คนเครือญาติ, บ้านเรือน, สัตว์, สิ่งของ, ภูมิสถานป่าดงพงไพร ฯลฯ

แต่ผีฟ้าเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ (หมายถึงไม่ใช่คน) ต้องสื่อสารด้วยภาษาผีฟ้าที่แสดงออกด้วยเครื่องเป่าเป็นเสียงสูงต่ำเรียกแคน ดังนั้น การสื่อสารกับผีฟ้าต้องทำโดยหมอขวัญขับลำคำสู่ขวัญเป็นภาษาคน ผ่านหมอแคนซึ่งทำหน้าที่แปลงถ้อยคำภาษาคนเป็นภาษาผีฟ้าซึ่งอยู่ต่างมิติเพื่อให้ผีฟ้ารับรู้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ด้วยเหตุดังนั้นการติดต่อสื่อสารกับผีฟ้าต้องทำคู่กันด้วยหมอขวัญกับหมอแคน (ความเชื่ออย่างนี้เป็นต้นตอวงมโหรีราชสำนักสมัยหลังกำหนดแบบแผนประเพณีสีซอสามสายคลอคำร้องตั้งแต่คำต้นจนคำท้าย)

ขับลำคำคล้องจองมีต้นตอรากเหง้าเก่าสุดพบในโซเมียเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1 บริเวณตอนใต้มณฑลกวางสีของจีนต่อเนื่องกับทางตอนเหนือของเวียดนามอันเป็นหลักแหล่งดั้งเดิมของจ้วง-ผู้ไท ซึ่งเป็นกลุ่มเก่าสุดของคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต จากนั้นแผ่ไปตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในถึงลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อฟักตัวอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาษาไท-ไตถูกเรียกสมัยปัจจุบันว่าสำเนียงเหน่อ

ลักษณะสำคัญร่วมกันของคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต ได้แก่ นับถือผีฟ้า, เชื่อเรื่องขวัญ, มีประเพณีทำศพครั้งที่สอง, ทำนาดำหรือนาทดน้ำ, รู้เทคโนโลยีสำริด ฯลฯ เหล่านี้พบหลักฐานแพร่กระจายจากโซเมียทางตอนใต้ของจีน-ทางเหนือของเวียดนามเข้าลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นที่รับรู้ทั่วไปทั้งไทยและสากล

ประเพณีขับลำคำคล้องจองเหล่านี้ต่อไปข้างหน้าเติบโตเป็นการละเล่นขับซอ (ขับแปลว่าร้อง ส่วนซอเป็นคำลาวแปลว่าร้อง) แพร่หลายในรัฐอยุธยา กระทั่งมีพัฒนาการเป็นขับเสภาในกรุงรัตนโกสินทร์

หลักฐานลายเส้นสำริดเป็นต้นทางสร้างสรรค์สืบเนื่องต่อมา ดังนี้ (1.) คำสั่งเสียสั่งลาเส้นทางส่งขวัญ เป็นต้นแบบนิราศต่อไปข้างหน้า (2.) ท่าฟ้อนลายเส้นสำริด เป็นต้นตอ “ยืด-ยุบ” ของท่าฟ้อนท่ารำต่อไปข้างหน้า (3.) ขับลำคลอแคนเป็นต้นทางแบบแผน “ดนตรี”, “ปี่แคนซอ” (ร้องกับปี่แคน) ในราชสำนักอยุธยา (พบในอนิรุทธคำฉันท์)

ต้นทางร้อยกรอง

ภาษาพูด-ภาษาเพลงของคนสมัยเริ่มแรกเป็นต้นทางร้อยกรองทุกวันนี้

คำคล้องจองสมัยแรกเริ่มของจ้วง-ผู้ไทใช้เวลาพัฒนาการในที่สุดเป็นร้อยกรอง พบร่องรอยเป็นสุภาษิตจ้วงหลายบท ได้แก่ “ทางอยู่ที่ปาก หมากอยู่ที่ต้น”, “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ”, รักข้าวต้องหมั่นลงนา รักเมียต้องขยันเยี่ยมยาย” (naz-นา สัมผัสกับ bah-เมีย) [จากหนังสือจ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม (ปรานี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดยศูนย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531]

คำคล้องจองที่ว่า “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ” ยังพบในกลุ่มผู้ไทพูดกันว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสื้อน้ำ” ได้ความตรงกัน แต่ต่างกันที่ทางผู้ไทมีคำว่า “เสื้อนา” กับ “เสื้อน้ำ” คำว่า “เสื้อ” ก็คือเชื้อ หมายถึงบรรพชน บางทีเรียก “ผีเชื้อ” (ออกเสียง “ผีเสื้อ”)

จากคำคล้องจองอย่างง่ายๆ ถ้าส่งสัมผัสไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นร่าย พบในจ้วง-ผู้ไท มีร่ายชนิดวรรคละ 5 คำ แล้วส่งสัมผัสจากคำท้ายของบาทไปยังคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ของวรรคถัดไป (จากหนังสือ งานจารึกและประวัติศาสตร์ ของ ประเสริฐ ณ นคร พิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองอายุ 6 รอบ เมื่อ 21 มีนาคม 2534)

กลอนเพลงชาวจ้วง-ผู้ไทที่ยกมานี้มีลักษณะเสรี ไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค และไม่กำหนดเสียงสัมผัสใน แต่จะให้ความสำคัญที่จังหวะขับหรือร้อง คือจะมีกี่คำก็ได้ แต่ให้อยู่ในจังหวะที่ไพเราะรื่นเริงก็แล้วกัน ซึ่งคล้ายกับกลอนเพลงยุคแรกๆ ของไทย เช่น กาพย์กลอนลุ่มแม่น้ำโขง (แถบล้านนาและอีสาน), กลอนเพลงร้องเรือ (ภาคใต้) และกลอนร้องเล่นหรือกล่อมเด็ก (ภาคกลาง) รวมทั้งบทร้องมโหรีในราชสำนักสมัยอยุธยา

ครั้นหลังรับศาสนาจากอินเดีย คำคล้องจองในศาสนาผีได้รับยกย่องเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ เช่น บทสวด, บทเทศน์มหาชาติ, บทสรรเสริญ หรือประณามพจน์ ฯลฯ แล้วถูกเรียกว่าร่าย มีทั้งร่าย (ปกติ) และร่ายยาว ขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการเป็นโคลงและกลอน

คำคล้องจองเป็นต้นทางของคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่รู้จักทั่วไปในทุกวันนี้ว่ากลอน มี 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนร้อง (มีอธิบายอย่างละเอียดใน โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524)

[คำคล้องจองเป็นส่วนหนึ่งอย่างสม่ำเสมอของภาษาพูดในชีวิตประจำวันบรรพชนคนไทย ทำให้สมัยหลังมีคำพูดติดปากทั่วไปว่า “ไทยเป็นชาตินักกลอน” คำว่า “กลอน” ตรงนี้หมายถึงคำคล้องจอง ซึ่งไม่ใช่กลอนแปดแบบสุนทรภู่] •

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาษาพูด-ภาษาเพลง ของคนสมัยเริ่มแรก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...