โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนิง ปณิตา เล่าวินาทีช็อกถูกขอหย่าทั้งที่ยอมทุกอย่าง ลูกรู้เรื่องเพราะโดนบูลลีที่โรงเรียน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 31 มี.ค. 2567 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2567 เวลา 10.52 น.

หนิง ปณิตา เล่าวินาทีช็อกถูกขอหย่าทั้งที่ยอมทุกอย่าง ลูกรู้เรื่องเพราะโดนบูลลีที่โรงเรียน

เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่ผ่านช่วงชีวิตอันหนักหน่วงมา สำหรับ หนิง ปณิตา ที่ล่าสุด มาเป็นแขกรับเชิญในรายการClub Friday Show เปิดเรื่องราวในชีวิตและเผยถึงความรักและสถานะครอบครัวที่เปลี่ยนไปแบบหมดเปลือกให้ได้ฟัง

มีหนุ่มมาตามจีบเยอะ?

“ก็พอมีบ้างค่ะ แต่พอพูดไปทุกคนก็หายกระเจิดกระเจิงไปหมดเลย คือสมมุติคุยๆ เริ่มรู้แล้วว่าจีบ ก็ถามว่า ‘พี่พอจะโอนตังค์มาให้ยืมซัก 10 ล้าน ได้ไหม’ (หัวเราะ) เอาจริงๆ คือไม่พร้อมที่จะยุ่งกับใครด้วย (ถ้ามีคนใจถึงโอนให้จริงๆ?) ไม่มีหรอกสมัยนี้ ถ้ามีก็คืออาจจะแบบตกเบ็ดเราก่อนน่ะเดี๋ยวจะต้องเหมือนกอบโกยจากเราข้างหน้าแน่ๆ”

ทำไมถึงเอาเงื่อนไขเรื่องสตางค์มาเป็นการวัดใจรูปแบบนึง?

“เพราะตัวนี้เองไม่เคยได้รับจากใคร เป็นผู้หญิงที่ไม่มีใครมาเปย์ ถ้าใครให้มาเราจะต้องให้กลับไปเลยทันทีเพื่อศักดิ์ศรีของเราว่าอย่าเอามาเรื่องนี้มาพูดกับเรา เพราะสมัยนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในภาวะจำยอมและเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เพราะแค่ว่าใช้เงินผู้ชาย มันเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งจากที่หนิงมีเรื่องมีราวแล้วมีคนอินบ็อกซ์ข้อมูลมาคุยกับเรา”

เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องฉลองวันเกิดในโรงพยาบาล และน้องสาวหนิงมีการโพสต์ว่าที่ต้องมาจัดวันเกิดที่โรงพยาบาลเพราะคนเห็นแก่ตัวที่สร้างหนี้สร้างเรื่องไม่จบและไม่มีความรับผิดชอบใดๆ?

“คือชีวิตคนเราพอเวลามันเกิดปัญหาขึ้นมามันก็จะมีเรื่องมีราวที่มันมากกว่าสิ่งที่คนอื่นจะรับรู้ หนิงไม่ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แล้วก็อาจจะไม่ยอมรับทั้งหมด มันอยู่ในกระบวนการที่จะต้องได้รับการเคลียร์ ตั้งแต่ปีที่แล้ว มันบนเรื่องราวอยู่ในลูปแบบนี้มาตลอดต่อจะให้เราแข็งแกร่งอย่างไร ความเครียดมันก็มี เราเลี้ยงลูกด้วยตัวเองด้วย ในปีนั้นก็ดันที่ว่าได้รับโอกาสดีๆ เราก็ต้องไปลุยกับงานใหม่ เครียดนะ บวกกับก้อนเรื่องส่วนตัวที่เรามีอยู่ เครียดนะ บวกกับการแก้ปัญหาเรื่องของลูกในเรื่องของวัย ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นที่เขาต้องรับรู้โอ้โห..ซ้ายขวาหน้าหลังคือหมดเลยอะ”

ตั้งแต่เคยรู้จักกันมาช่วงนี้หนิงดูมีสติมากๆ?

“หนิงเป็นคนที่ค่อนข้างชัดเจนและความชัดเจนของหนิงมันก็มีการแสดงออกหลายรูปแบบ การแสดงออกในอดีตมันอาจจะเคลียร์เลยทันทีพูดเลยทันทีตรงๆ ทำแบบนั้นแทนที่ว่ามันจะรอบคอบ แล้วมันจะดีมันกลับเร็วเกินไปเราไม่ไตร่ตรองกลายเป็นว่ามีเรื่องแย่เพิ่มขึ้นมาอีก มันก็เลยทำให้เราช้าลงแล้วค่อยๆ คิด คือเรื่องบางเรื่องหนิงเชื่อว่าไม่ต้องพูดตอนนี้ก็ได้ถ้าคิดจะพูดเมื่อไหร่ก็พูดได้เมื่อเวลามันเหมาะสม”

การหย่าคือหย่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่เอกสารบางอย่างที่เป็นความตั้งใจที่ควรจะต้องมาพร้อมกับการอย่างนั้น?

“ที่มันคาราคาซังและทำให้และทำให้เราหนีการตอบมาตลอด (ข้อตกลงนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว?) ก็ยังไม่ค่อยเรียบร้อยดีเท่าไหร่ จนเราเริ่มที่จะยอมรับความจริงว่าไม่เรียบร้อยก็คือไม่เรียบร้อย

มีการทำเอกสารการตกลง เพียงแต่ว่าวันนี้มันยังไม่เป็นไปตามนั้น?

“ใช่ค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะตีอกชกตัวแต่ตอนนี้ก็แบบไม่เรียบร้อยก็คือไม่เรียบร้อย”

ใช้ความอดทนทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้ยังกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันได้?

“ใช่ คือหนิงยังคงถือเรื่องสถาบันครอบครัว หลายเรื่องที่เกิดปัญหาขึ้นเราจะไปโทษฝ่ายตรงข้ามว่าเขาผิดอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องกลับมามองย้อนดูตัวเราว่าตัวเราผิดอะไรด้วย เราถึงยังพยายามที่จะยื้อตรงนี้เอาไว้ เพราะหนิงเชื่อว่าถ้ามันถูกปรับปรุงทั้งสองฝ่ายมันมีอะไรที่มันจะต้องแยกกัน”

เคยมีช่วงเวลาที่เราคิดอยากจะยอมแพ้ก่อนหน้านี้ไหม?

“มีค่ะ มีหลายครั้งด้วย แต่ในทุกๆ ครั้งเมื่อเราพิจารณาว่าเราก็เป็นคนที่มีส่วนผิด เราก็จะเอาใหม่ เดี๋ยวเราปรับปรุงข้อนี้มันต้องไปต่อได้สิ”

คิดว่าความผิดส่วนนั้นของเราคืออะไร?

“หนิงอาจจะเป็นคนที่เป๊ะเกินไป เรื่องเวลา เรื่องความรับผิดชอบ เรื่องความใส่ใจ เวลาที่มันเถียงๆ กันไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วอ่ะ หนิงก็เป็นคนร้อนประมาณหนึ่งเหมือนกัน เพราะโหวกเหวกโวยวายไปกลายเป็นว่า สิ่งเหล่านี้มันจะไม่ถูกแก้ไขจุดที่มีปัญหา มันไปถูกจับจุดที่มันเป็นไฟ แล้วจุดที่มีปัญหาจริงๆ จะไม่ถูกพูดถึง เพราะมันถูกพูดถึงแต่ความร้อนแรงของเรา คนรอบข้างเขาทุกคนก็จะพูดเพราะ เธอเป็นแบบนี้ เราจะถูก ตีหน้ามีความผิดทันที แล้วคนอย่างหนูอะเมื่อไม่ผิดอย่ามาตีหน้าฉัน จนสุดท้ายมันเจอว่าไม่เป็นอะไรถ้าเธอจะตีหน้าฉันแบบนี้ฉันจะไม่เป็นแบบนี้ ดูซิว่าเธอจะตีหน้าฉันว่าอะไรอีก ตรงนั้นหนูเปลี่ยนเลยนะเปลี่ยนกลับมาจุดที่ตั้งต้นทั้งด้วยความนิ่งด้วยกันปล่อยผ่านก็ได้หรือการปล่อยผ่านจนกระทั่งไปถึงการยอมก็ได้”

คำว่ายอมก็ได้นี่แปลว่าเรายอมรับได้เรื่องของความเจ้าชู้ของเขาหรอ?

“ใช่ๆ จริงๆ เรื่องราวเหล่านี้หนิงว่าทุกครอบครัวมีปัญหาหมดแหละ แล้วยิ่งตามข่าววงการบันเทิงข่าวสังคมทั่วไปมีแทบทั้งนั้น แต่แค่คุณก็อยู่ในแบบที่อย่ามาล้ำเส้นกับเรา อย่ามาในเส้นของเราหรืออย่าทำอะไรใดๆ ให้เราต้องมานั่งเป็นคนตอบสื่อ เราไม่สืบไม่ตามอีกเลย รู้ก็โอเค แต่แค่ว่าอย่าให้เขามาอยู่ในเส้นที่มันควรจะมาอยู่ในเส้นเรา เหมือนว่าหนิงไม่ได้เอาใจไปผูกที่เขาอีกแล้ว ด้วยความที่งานก็หนักมาก ลูกก็ต้องใกล้ชิด มันไม่มีเวลาที่จะเอาใจไปผูกกับตรงนี้แล้วพอเราสนุกกับสิ่งที่เราทำมันก็ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้นี่หน่า ก็ดีเหมือนกันนะ”

ก่อนแต่งงานรู้จักมุมนี้ของกันและกันดีมากน้อยแค่ไหน?

“นี่เป็นมุมที่ทุกวันนี้หนิงใช้สอนลูกสอนหลานสอนน้องๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเลย ก่อนที่เราจะตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคนนึงอ่ะบางทีเราต้องดูให้ลึกลงไปถึงขั้นที่ว่า คบกับใคร ใครคือคนที่อยู่รอบๆ ข้างบ้าง แล้วเขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วเขาเปลี่ยนแปลงได้ ณ วันที่เขาอยากได้เรา แต่พอวันที่เราตกเป็นของเขาแล้วโดยสิ้นเชิง สถานภาพเป็นนาง เราไม่มีตัวเลือกอีกแล้วนะ มีลูกก็คือความยาก ถ้าไม่มีลูกทุกอย่างมันจะง่ายกว่านี้เยอะเลย สามารถที่จะจบเรื่องได้เร็วมากหนิงคงไม่ต้องโดนใครมานั่งเอาไปพูดอะไรต่างๆ นานาว่าที่ไม่จบเพราะอะไร ถ้าใครไม่มายืนอยู่ตรงนี้เอง หนิงรักลูกแบบที่สุดและพร้อมที่ทำทุกอย่างให้เขา แม้กระทั่งบางอย่างเราต้องฝืนนะแต่ถ้าลูกเรามีความสุขเรายินดีทุกอย่าง”

เรื่องการหย่าเคยคิดไหมก่อนหน้านี้?

“ไม่เคยอยู่ในหัวหนิงเลยแต่ยอมก็ได้ (ผู้หญิงบางคนจะรู้สึกว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันอยู่กันไม่ได้แล้วเลิกกันดีกว่า?) อ๋อ มี แล้วก็ถูกขอร้องจากทางเขาว่าคำนี้อย่าพยายามพูดบ่อยๆ เพราะพูดบ่อยๆ มันบั่นทอน ก็ไม่ได้พูดคำนี้อีกเลย”

แล้วมันมาสิ้นสุดที่การหย่าครั้งนี้ได้อย่างไร?

“ถูกเดินมาขอหย่า (การที่เขาเดินมาขอหย่าตอนนั้นเราช็อกไหม?) ช็อกนะ คือไม่คิดว่าจะมีคำนี้ออกมา”

ช็อกวันนั้นเกิดจากการที่แค่ไม่คิดในเชิงของความเป็นครอบครัวหรือยังมีความอกหักอยู่?

“ความอกหัก ณ วันนั้นมันไม่มี เพราะไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟาย ไม่ได้มีอาการแบบดิ่งเศร้า คือช็อกแค่ว่ามาเบอร์นี้เลยหรอ เล่นเบอร์นี้จริงๆ หรอ”

ตอนเซ็นรู้สึกยังไงบ้าง?

“โล่ง เพราะวันที่บอกว่าขอเซ็นเราก็ต้องมีการบอกกล่าวผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการ ก็จะมีผู้ใหญ่ห้ามและรั้ง แล้วก็ดึง ซึ่งตอนนั้นเราก็ถอยนะเราก็โอเคยังไม่อะไรใดๆ จนมีการมาขอพูดเป็นครั้งที่ 2”

กับน้องณิรินเรามีการสื่อสารเรื่องนี้กับลูกยังไงบ้าง?

“ช่วงแรกๆ พยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้รับรู้อะไรใดๆ แต่ด้วยข่าวสารต่างๆ ต่อให้หนิงปิดกั้นเขา คนอื่นก็ไปพูดกับเขา โดยเฉพาะกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนสุดท้ายน้องก็รู้เรื่อง”

เกิดอะไรขึ้นที่รู้ว่าลูกรับรู้เรื่องนี้จากการบูลลี่ของเพื่อน?

“ณิรินเจอเพื่อนที่โรงเรียนไปพูดกับเด็กคนอื่นที่สระว่ายน้ำว่าณิรินเขาเลิกกัน แล้วณิรินก็สตรองพอที่จะไม่เล่าเรื่องนี้ให้หนิงฟัง แต่เพื่อนสนิทของณิรินเขาไปเล่าให้แม่เขาฟังว่าณิรินเจอเหตุการณ์อย่างนี้ที่โรงเรียน แล้วแม่เพื่อนณิรินก็มาบอกหนิง มาบอกหลังจากผ่านไปแล้วสองสามวันด้วยนะว่า ‘หนิง ณิรินเป็นยังไงบ้าง’ หนิงก็ ‘เป็นยังไงอะก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย’ เราถึงได้ทราบเรื่องหนิงก็คุยกับน้อง เขาก็บอกว่า ‘โอ้ย..แม่ไม่เป็นอะไรหรอก หนูโอเค หนูไหว’ แต่จริงๆ แล้วเขาก็จะคุยกับคนที่เป็นซัพพอร์ต เขารอบๆ ตัวไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรา น้าๆ ว่า ‘หนูไม่โอเคเลย’ แต่เขาพยายามจะแข็งแรงเพื่อให้เราไม่คิดมาก ‘แม่มีเรื่องให้ทุกข์เยอะแล้วฉะนั้นหนูโอเคหนูไหว’ สถานการณ์ตรงนั้นหนิงไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็นเลยนะแต่แบบมันก็เป็นความเครียดที่เราต้องเก็บเอาไว้แล้วเราต้องแสร้งสตรอง ถ้าเราไม่สตรองแล้วเขารู้เขาจะกังวลขนาดไหน”

หนิงสื่อสารกับลูกเรื่องพวกนี้ยังไง?

“หนิงจะอธิบายในเหตุผลของการกระทำที่มันจะต้องเป็นแบบนี้ให้ณิรินเข้าใจในตัวพ่อเขาและสอนลูกเสมอแม้กระทั่งวันนี้ว่า หนูเกิดมาเป็นลูก หนูต้องมีความกตัญญูและรักพ่อนะ แล้วก็สอนเขาในเรื่องที่เขามีข้อสงสัยโดยจิตแพทย์ (ไปหาจิตแพทย์ด้วยกัน?) ด้วยกัน คุณหมอที่ให้คำปรึกษาเนี่ย คุณหมอจะเป็นคนอธิบายให้ณิรินฟังเองโดยที่หนิงไม่ต้องพูด แล้วบางครั้งฟีลที่ณิรินรู้สึกเขาจะเป็นคนมาพูดให้หนิงเอง กลับกลายเป็นว่ามันเป็นการจูนให้เรา 2 คนเข้าใจกันมากขึ้น คุณหมอบอกว่าผู้ใหญ่จะชอบคิดว่าเด็กมีปัญหาแล้วเอาลูกไปหาจิตแพทย์ โดยลืมคิดไปจริงๆ ว่าที่ลูกมีปัญหา หรือลูกเป็นแบบนี้ตัวคุณเองก็ต้องปรับปรุงบางอย่างเหมือนกัน ฉะนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาของเด็กก็คือคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ต้องแก้ไขตัวเองเหมือนกันมันถึงจะหาตรงกลางที่ไม่มีปัญหา”

วันที่ต้องกลับไปใช้นามสกุล มันรู้สึกวูบเหมือนกัน?

“วันที่หนึ่งไปรับรางวัลที่สิงคโปร์ วันนั้นมันเป็นงานเกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจ แล้วเขาก็ประกาศชื่อและนามสกุลเราก็แบบ ใครวะ ซึ่งปกาศ พัฒนาหิรัญ คือมันไม่ชินเท่านั้นเองเพราะมันเคยได้ยินอีกแบบนึงมา มันก็จะวูบนิดนึง ขึ้นมือสั่นขาสั่น ก็ตั้งสติขึ้นไปแล้วพอลงมาก็จะจ๋อยๆ นิดนึง แล้วก็คิดถึงอดีตที่ผ่านมา อดีตของเราเองตั้งแต่ไม่มีอะไรเลยคุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน แม่เราต่อสู้อย่างไร เราเป็นเด็กที่ดีของแม่อย่างไร เราเป็นเสาหลักของครอบครัวร่วมกับแม่เราให้น้องอย่างไร ตอนนั้นต้นทุนในชีวิตเรามันต่ำกว่านี้เยอะ เรายังทำได้เลย แล้วทำไมวันนี้เราจะทำไม่ได้อีกทั้งที่วันนี้รอบตัวเรามันมีอะไรหลายอย่างค่อนข้างพร้อมกว่าวันนั้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หนิง ปณิตา เล่าวินาทีช็อกถูกขอหย่าทั้งที่ยอมทุกอย่าง ลูกรู้เรื่องเพราะโดนบูลลีที่โรงเรียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...