ภาพยนตร์จาก “อินเดียใต้” ความบันเทิงที่ตอกย้ำให้เห็นความหลากหลายที่สวยงาม
“หากอเมริกามี ‘ฮอลลิวูด’ อินเดียก็มี ‘บอลลิวูด’”
เราอาจมีภาพจำของ “บอลลิวูด” ว่าเท่ากับภาพยนตร์อินเดียทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วคำคำนี้ใช้เพื่อเรียกหนึ่งในอุตสาหกรรมหนังของประเทศที่ใช้ภาษาฮินดีและมีที่ตั้งอยู่ที่เมืองบอมเบย์ (หรือปัจจุบันคือเมืองมุมไบ) เท่านั้น อินเดียยังมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของตนเองในแต่ละรัฐ เนื่องด้วยความหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม ทั้งภาพยนตร์ที่ผลิตออกมาแต่ละพื้นที่ก็ยังมีเอกลักษณ์หรือมู้ดที่แตกต่างกันอีกด้วย เป็นต้นว่า หากบอลลิวูดโด่งดังกับหนังรักโรแมนติก ร้องระบำเกี้ยวพากันอย่างอลังการ หนังของทมิฬนาฑูก็อาจเน้นไปที่การบู๊ระห่ำเกินใคร
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียนับเป็นตลาดหนังที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของจำนวนการผลิตที่อยู่ระหว่าง 1,500-2,000 เรื่องต่อปี รวมจากมากกว่า 20 ภาษาทั่วประเทศ และในทุกวันนี้ภาพยนตร์จากภูมิภาคอื่นโดยเฉพาะจากทาง “ภาคใต้” ก็กำลังเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในแวดวงความบันเทิงกระแสหลักมากขึ้นจากการรวมพลังกัน จนไม่แน่ว่าบอลลิวูดอาจจะต้องมีสั่นกันบ้าง
หนังจากใต้ที่เริ่มเฉิดฉายไกลกว่าบ้านเกิด
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียมีภาพยนตร์ท้องถิ่นที่อาจจำกัดความตามภูมิศาสตร์หรือภาษา และไม่ค่อยได้มีโอกาสเผยแพร่ออกนอกถิ่นฐานมากนัก นอกจากบอลลิวูดที่เผยแพร่เป็นวงกว้าง แต่สิ่งนี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไป “Pan-India Film” เป็นศัพท์ที่มักใช้กับภาพยนตร์ที่สร้างจากหนึ่งในสี่ภาษาทางใต้ของอินเดีย ได้แก่ ภาษาเตลูกู ภาษาทมิฬ ภาษากันนาดา และภาษามาลายาลัม ซึ่งได้รับการพากย์เสียงทับเป็นภาษาฮินดีและภาษาอื่น ๆ ก่อนที่จะเผยแพร่ทั่วอินเดียและต่างแดน
กระแสของ Pan-India Film เริ่มที่ภาพยนตร์เตลูกูในปี 2015 จากหนังเรื่อง “Baahubali: The Beginning” ที่สร้างมาตรฐานอันเลื่องชื่อด้วยทุนสร้างมหาศาล และต่อยอดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งล่าสุดกับหนังเรื่อง “KGF: Chapter 2” (2022) ที่สร้างรายได้ถล่มทลายและประสบความสำเร็จทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศในระดับหมุดหมายเดียวกับที่ภาพยนตร์อินเดียเพียง 3 เรื่องเคยไปถึง ภาพยนตร์จากภาคใต้กำลังได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ ทั้งมีดาราจากใต้หลายคนที่กลายเป็นที่รู้จักดีในอินเดีย ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็ส่งผลกระทบอย่างมากในตลาดละครของภาคเหนือของประเทศด้วย
ในงานประชุมที่จัดโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดีย (CII) ภาคใต้ ที.จี. ฑีฆาราชัน ผู้ผลิตภาพยนตร์กล่าวว่า ถ้าภาพยนตร์มีงบมาก สร้างมาอย่างดี และมีเนื้อหาดี ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะเป็น Pan-India Film ได้ แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจด้วยว่า จะเห็นแววและต้องการสนับสนุนให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวได้ออกมาเฉิดฉายนอกรัฐบ้านเกิดหรือไม่ โดย กนาเวล ราชา ก็เสริมอีกว่า การพากย์เสียงต่าง ๆ อาจช่วยเรียกทุนคืนจากงบประมาณมหาศาลที่ลงทุนสร้างหนังไป
ความปังของภาพยนตร์จากใต้คือการที่มันสามารถสร้างเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ชัดเจนของตัวเองได้จนเป็นที่จดจำ “ทั่วทั้งอินเดีย ผู้ชมจะมีไอเดียว่าภาพยนตร์อินเดียใต้มีรสชาติอย่างไร ถ้าเราสร้างหนังที่มีกลิ่นอายของภาษาฮินดี คงไม่พ้นจะต้องล้มเหลว” ราชากล่าว ดังนี้แม้จะมีการขายเรื่องราวไปสู่ภูมิภาคอื่น เนื้อหาของภาพยนตร์ก็จะยังคงกลิ่นอายเดิมเพื่อตอบสนองกับผู้ชมกลุ่มเดิมและดึงดูดผู้ชมนอกถิ่นอย่างทางตอนเหนือให้ได้มากขึ้น
เพราะอะไร ทำไมถึงปัง
ในปี 2021 อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียใต้สร้างรายได้มากกว่าบ็อกซ์ออฟฟิศของภาพยนตร์ฮินดีถึง 3 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยสนับสนุนแรกก็คือ จำนวนเรื่องที่ฉายในปีนั้นที่มีมากกว่ากันเยอะ กล่าวคือ ภาพยนตร์เตลูกู 204 เรื่อง ภาพยนตร์ทมิฬ 152 เรื่อง เทียบกับภาพยนตร์ที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภาษาฮินดีเพียง 84 เรื่องเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาพยนตร์จากอินเดียใต้นั้นคือการเพิ่มขึ้นของจำนวนของ “ผู้ชม” ที่ก้าวข้าม “กำแพงของคำบรรยายสูงหนึ่งนิ้ว” เพื่อมุ่งหวังจะเข้าถึงความบันเทิงคุณภาพสูง โดยไม่สนเรื่องภูมิภาคหรือภาษาอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะในยุคที่มีแพลตฟอร์ม OTT แพร่หลาย ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าถึงภาพยนตร์จากทั่วอินเดียได้ง่ายขึ้น ทั้งในแบบที่มีเสียงพากย์และมีเพียงคำบรรยาย ยิ่งไปกว่านั้นการล็อกดาวน์ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดยังส่งผลให้ผู้คนได้เข้าถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิงมากขึ้น ซึ่งก็กลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำให้ผู้ชมได้ค้นพบภาพยนตร์ใหม่ ๆ อีกมากมายเช่นกัน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนดูหลั่งไหลเข้ามาชมงานจากอินเดียใต้ก็คือ “คุณภาพการผลิตภาพยนตร์” ที่ตกคนได้อยู่หมัด ทุกวันนี้หากจะพูดถึงฉากที่ปังที่สุด ท่าทางแอ็กชันที่น่าตื่นเต้นที่สุด รวมไปถึงเทคนิกการถ่ายและเสียงที่น่าทึ่งที่สุด ก็ต้องยกให้ภาพยนตร์ทมิฬ เตลูกู กันนาดา และมาลายาลัม เท่านั้นเลย รวมไปถึงส่วนของเนื้อเรื่องที่ขยันทดลองชูประเด็นใหม่ ๆ ตั้งแต่แนวสัตว์ประหลาดแฟนตาซี ไปจนถึงการถ่ายทอดเสี้ยวเล็ก ๆ ของชีวิต ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ผู้ชมโหยหา ทั้งยังมีอีกหลายครั้งที่บทซึ่งชูประเด็นสดใหม่เหล่านี้จะได้รับการนำไปรีเมกในเวอร์ชันภาษาฮินดีต่อไป
จะมาดังเท่ากันไม่ได้
รายงาน “อินเดียใต้: การตั้งค่าเกณฑ์มาตรฐานสำหรับประเทศในสื่อและความบันเทิง” ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียใต้มีส่วนถึง 52% ของรายได้โดยประมาณจากอินเดียทั้งหมด โดยภาพยนตร์ทมิฬนาฑูมีสัดส่วนราว 38% ของรายได้ในภาคใต้ ตามมาด้วยเตลูกู 32% กันนาดา 20% และมาลายาลัม 10%
กระนั้นหากพูดถึงกระแสของภาพยนตร์อินเดียใต้ในภูมิภาคอื่นนอกเหนือพื้นที่ กลับดูเหมือนว่าหนังเตลูกูและมาลายาลัมจะทำได้ดีกว่าหนังทมิฬนาฑูอยู่โข สร้างให้เกิดข้อสงสัยที่ว่า เพราะเหตุใดภาพยนตร์ทมิฬนาฑูที่เรียกได้ว่า “โคตรฮิต” ในบ้านเกิด กลับไม่อาจทำให้คนดูต่างถิ่น เช่น แถบภาคเหนือรู้สึก “ว้าว” ได้มากเท่าภาพยนตร์อินเดียใต้อื่น ๆ
แม้ว่าดาราจากคอลลิวูด (ซึ่งเป็นชื่อเรียกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทมิฬนาฑู) จะครองตำแหน่งบ็อกซ์ออฟฟิศในรัฐบ้านเกิดของตน แต่เมื่อออกไปเจาะตลาดภายนอกแล้ว ทุกคนก็ต่างต้องดิ้นรนเท่ากัน นี่จึงเป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียใต้ถิ่นอื่น ๆ ได้เฉิดฉายผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การพานักแสดงนำ รวมไปถึงทีมงาน และผู้กำกับออกโปรโมตในรัฐต่าง ๆ นอกพื้นที่ ให้แฟนคลับได้เข้าถึงดาราที่ชื่นชอบแบบตัวเป็น ๆ เพื่อสร้างกระแสให้แรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งศรีธาร์ พิลไล นักวิจารณ์ภาพยนตร์ก็เห็นว่า หนังทมิฬนาฑูยังไม่ได้รับการโปรโมตอย่างจริงจังในรูปแบบนี้ ต่างจากเพื่อนร่วมภูมิภาคอื่น ๆ ที่โปรโมตอย่างเต็มขั้น
นอกจากนั้น “โซเชียลมีเดีย” ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในยุคนี้ ซึ่งภาพยนตร์เตลูกูได้เจาะตลาดเข้าไปอย่างถูกจุด เพลงจากภาพยนตร์กลายเป็นไวรัลฮิตอยู่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่นเดียวกับบทพูดที่โดนใจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มักจะดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จากการเทียบภาพยนตร์ทมิฬที่พากย์เสียงทับ กับการนำไปรีเมกเป็นเวอร์ชันฮินดียังเห็นว่า ขณะที่รูปแบบพากย์ทำกระแสได้ไม่ดีนัก แต่การรีเมกใหม่เลยกลับได้เสียงตอบรับที่ดีกว่า ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะตัวเส้นเรื่องที่เข้าใกล้กับชีวิตจริง แตกต่างจากภาพยนตร์เตลูกูที่เล่นกับความแมส เชื่อมโยงผู้คนด้วยอารมณ์ขัน โดยไม่ได้สนว่าเส้นเรื่องจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้หรือไม่ ในขณะที่ภาพยนตร์มาลายาลัมที่เป็นที่นิยมหลายเรื่องก็ไม่ได้มีการโฟกัสเรื่องชนชั้นวรรณะหรือการเมือง หากแต่เน้นไปที่ความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับฝั่งทมิฬนาฑู ถึงอย่างนั้นภาพยนตร์ออริจินัลของทมิฬก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวเอง เนื่องจากมันก็ขายได้ดียู่แล้วในรัฐบ้านเกิด และดาราในพื้นที่ก็ยินดีกับความสำเร็จนี้
สู่การจุดประเด็นสำคัญว่าด้วยเรื่องของ “ภาษา”
กระแสการเติบโตขึ้นของภาพยนตร์ในภูมิภาคอินเดียใต้ เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในการสนับสนุนกลุ่มชาตินิยมฮินดู รวมไปถึงคำกล่าวของอามิต ชาห์ รัฐมนตรีมหาดไทย ที่ว่าภาษาฮินดีควรเป็นภาษาประจำชาติ และเสนอที่จะใช้ภาษาดังกล่าวเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนสถาบันของรัฐ
อินเดียไม่มีภาษาประจำชาติ แต่มีภาษาที่รับรองในรัฐธรรมนูญถึง 22 ภาษา และมีภาษาราชการสำหรับติดต่อกับรัฐบาลกลาง 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ โดยประชากรราว 43% จาก 1.3 พันล้านคนของอินเดียพูดภาษาฮินดีและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในตอนเหนือของประเทศ ต่างจากคนทางใต้และตะวันออกที่นิยมใช้ภาษาพื้นถิ่นและภาษาอังกฤษมากกว่า
ด้วยเหตุดังกล่าว ท่าทีของรัฐบาลในการพยายามจะผลักดันให้ภาษาฮินดีเป็นภาษาประจำชาติจึงถูกวิพากษ์จากรัฐทางใต้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น มุขยมนตรีแห่งรัฐเกรละ ที่ได้เขียนจดหมายหาโมดีเพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงแก่นแท้ของอินเดียในความเป็น “เอกภาพในความหลากหลาย” ทางด้านวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งการส่งเสริมภาษาใดภาษาหนึ่งเหนือภาษาอื่นจะทำลายบูรณภาพนี้ ในขณะที่มุขมนตรีรัฐทมิฬนาฑูก็ชี้ให้เห็นว่า การพยายามผลักดันสร้างให้ผู้ที่ไม่รู้ภาษาฮินดีเสียเปรียบในหลายด้านเช่นกัน
สิ่งที่ปรากฏการณ์กระแสภาพยนตร์อินเดียใต้ได้ฉายชัดออกมาสะท้อนกับประเด็นเรื่องภาษา ก็คือเสน่ห์ของความเป็นอินเดียที่สวยงาม มีเอกลักษณ์จากความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเชิดชู “ความเฟื่องฟูของภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาษาฮินดี เตือนใจเราเช่นเดียวกับที่บอลลิวูดไม่เท่ากับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดีย และฮินดีก็ไม่ใช่ภาษาประจำชาติของอินเดีย” โซฮินี ซี นักวิจารณ์ภาพยนตร์และนักข่าวอิสระกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา : บทความ “Why are Tamil films losing the pan-India race to Telugu and Malayalam movies? -#BigStory” โดย Saradha Natarajan และ Bharti Dubey จาก timesofindia.indiatimes.com
บทความ “Tamil film industry leads south Indian cinema mkt” จาก timesofindia.indiatimes.com
บทความ “Pan-Indian success of South Indian films reveals emergence of new region, language-agnostic audience” โดย Saradha Natarajan และ Bharti Dubey จาก indianexpress.com
บทความ “Top Producers Break Down Idealized Concept of a Pan India Film at CII Dakshin Conference” โดย Naman Ramachandran จาก variety.com
บทความ “The Irresistible Rise Of Popular South Indian Cinema In The Pan-Indian Market” โดย Naman Ramachandran จาก outlookindia.com
รายงาน “Indywood–The Indian Film Industry” จาก deloitte.com
บทความ “What is Bollywood?” จาก bollycurves.com
บทความ “Baahubali: The Beginning การเติบโตของภาพยนตร์ Tollywood” จาก thaipublica.org
บทความ “อินเดียประเทศที่ผลิตภาพยนตร์มากสุดในโลก แฟชั่น ดนตรี เต้นรำสนั่นจอ” โดย Chalathip Thirasoonthrakul จาก workpointtoday.com
บทความ “หมดยุคร้องเพลงวิ่งข้ามเขา หนังอินเดียแบบเก่ากำลังเปลี่ยน” โดย ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก จาก the101.world
บทความ “หนึ่งประเทศหนึ่งภาษา รัฐบาลอินเดียพยายามผลักดันให้ภาษาฮินดีเป็นภาษาประจำชาติ” โดย พรพิมพ์ แซ่ลิ้ม จาก themomentum.co
บทความ “In India, rising success of Tamil and Telugu films are challenging Modi’s Hindi push” โดย Sohini C จาก scmp.com
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง