โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Rebalance รอบพิเศษ "Nasdaq 100 Index" ผลกระทบต่อนักลงทุน?

Finnomena

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2566 เวลา 07.00 น. • ประกิต สิริวัฒนเกตุ

นับถอยหลังการเตรียมประกาศ Rebalance รอบพิเศษของดัชนี Nasdaq 100 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เป็นผลจากราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาและมีหุ้นหลายบริษัทมีสัดส่วนในดัชนีสูงเกินไป จนทำให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ต้องประกาศดำเนินการ Rebalance รอบพิเศษในรอบนี้เป็นครั้งที่ 3 จากเคยดำเนินการมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 1998 และพฤษภาคม 2011 ตั้งแต่ต้นปีดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้นมากกว่า 30% สำหรับชนวนความร้อนแรงรอบนี้ เริ่มต้นจากกระแส AI หวนกลับมาเป็นธีมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังของนักลงทุนที่มองความนิยมใน "ChatGPT" มีมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังจะส่งผลให้กำไรเติบโตได้ดีในอนาคต ขณะที่ปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสจะหยุดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นและสภาพคล่องที่ดีขึ้นช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุนผลักดันราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม "Growth Stocks" ที่ถูกเรียกว่า "Magnificent Seven" โดยช่วงครึ่งปีแรกราคาหุ้นของทั้ง 7 บริษัทได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อน้ำหนักในปัจจุบันของดัชนี Nasdaq 100 รวมกันสูงถึง 55% ของ Index ประกอบด้วย Microsoft (MSFT), Apple (AAPL), NVIDIA (NVDA), Amazon.com (AMZN), Tesla (TSLA), Meta Platforms (META), Alphabet Class A (GOOGL) และ Class C (GOOG)

ผลกระทบต่อนักลงทุน?

ตามรายงานของ "Morningstar Thailand" ระบุว่าที่ผ่านมาดัชนี Nasdaq 100 มีน้ำหนักกระจุกตัวอยู่ในหุ้นแค่บางกลุ่มมานานแล้ว การทำ Rebalance รอบพิเศษนี้จึงจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องดังกล่าว ทำให้คาดว่าน้ำหนักของกลุ่ม "Magnificent Seven" จะถูกปรับลดลง แต่ก็คาดว่าจะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากสัดส่วนรวมในปัจจุบันที่มีค่ารวมกันเกินกว่า 50% ของ Index โดย Nasdaq จะประกาศแผนการก่อนที่จะทำการ Rebalance จริงประมาณหนี่งสัปดาห์ ผลจาก Rebalance รอบพิเศษนี้ ทำให้กองทุนที่ลงทุนล้อตามดัชนี Nasdaq 100 จะต้องทำการขายหุ้นหลัก ๆ ที่ถืออยู่ตาม Index ออกไป และซื้อหุ้นตัวอื่นเข้ามาใน Portfolio ตาม Index ซึ่งรายการซื้อขายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ก.ค.นี้ โดยในมิติของนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนที่ล้อตามดัชนี Nasdaq 100 จะพบว่า Portfolio มีการปรับเปลี่ยนไป และจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อกองทุนจากการทำรายการซื้อขายหุ้นเพื่อ Rebalance รวมถึงมีภาษีจ่ายจากการขายหุ้นของกองทุนในกลุ่มที่มีราคาหุ้นปรับขึ้นมามากออกไป ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อผลการดำเนินงานของกองทุนได้เล็กน้อย รวมไปถึงนักลงทุนทั่วไปในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้ผลกระทบทางอ้อมไปด้วยจากการ Rebalance ครั้งนี้ด้วยจากการที่หุ้นในตลาดจะถูกซื้อและขายจำนวนมากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ดี การทำ Rebalance ครั้งนี้เกิดกับหุ้นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นจำกัด

มุมมองการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคฯ

ทีมกลยุทธ์ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด มีมุมมองเชิงบวกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อส่งสัญญาณชะลอตัว ทำให้ Fed มีโอกาสจะหยุดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นและเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่เกิดภาวะถดถอยรุนแรง เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่าดัชนี S&P500 เป็นตัวแทนของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในสหรัฐฯจำนวน 500 บริษัทอาจปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) ได้ภายในครึ่งหลังของปี 2023 แต่อย่างไรก็ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มองว่าระยะสั้นอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรบ้าง แต่ระยะกลาง-ยาวยังเป็นโอกาสเข้าถือลงทุน กองทุนทุนเด่นแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า KT-WTAI-A, และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เอ็นดีคิว (ชนิดสะสมมูลค่า) SCBNDQ(A)

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...