โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดที่มา "ปลัดขิก" จากใช้หลอกผี สู่การเป็น "ของขลัง" ยอดฮิตยุคหนึ่งในไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ส.ค. 2566 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2566 เวลา 05.43 น.
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ / ภาพโดย นภ ลัลล้า

“ปลัดขิก” หรือ ขุนเพ็ด เป็น “ของขลัง” ที่คนไทยส่วนมากคุ้นชื่อ เดิมนั้นใช้ปลัดขิกในการหลอกผี ต่อมามีพัฒนาการสู่การเป็นของขลัง แต่ช่วงหนึ่งกลับมีการกวาดล้าง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

“ผี” ในสังคมไทย มีทั้งผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน ผีเรือน ผีเจ้าที่ ผีเจ้าทาง ฯลฯ แต่ยังมีผีอีกจำพวกที่ส่งอิทธิพลแก่ความเป็นอยู่ทุกข์สุขของชาวบ้าน ผีเหล่านี้ดูออกจะเป็นผีชั้นเลว ผีเกเร ผีอันธพาล รังแต่จะคอยรังควานชีวิตไม่ให้สงบราบรื่น ผีกลุ่มนี้เองที่ทำให้เกิด “พิธีกรรมหลอกผี” ขึ้น

วิธีหลอกผีในชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับการเกิดอยู่มาก ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะอัตราการอยู่รอดในช่วงแรกเกิดตลอดไปถึงทารกและเด็กในสมัยโบราณนั้นค่อนข้างจะต่ำ ด้วยเหตุนี้พวกผีๆ ทั้งหลายจึงต้องรับกรรมจำยอมตกเป็นจำเลยของสังคมไปโดยปริยาย

เมื่อท้องแก่ใกล้คลอดก็จำเป็นจะต้องหลอกผี โดยให้ผีเข้าใจไปว่า หญิงนั้นได้ตายไปแล้วในการคลอดลูก และเมื่อถึงการคลอดจริงก็หวังว่าผีจะไม่มาข้องแวะ อย่างน้อยก็คงทำให้สบายใจขึ้น วิธีหลอกผีในที่นี้จะต้องทำตัวแทนเป็นตุ๊กตาดินปั้นอยู่ในรูปหญิงนั่งอุ้มเด็ก จากนั้นจึงทำพิธีหักคอตุ๊กตา และนำไปฝังไว้ทางสามแพร่ง อันเป็นที่สัญจรของเหล่าผีๆ เพื่อให้พวกผีรับรู้กันทั่วว่า หญิงนั้นได้ตายแล้วในการคลอดลูก หรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะใช้กรรมวิธีเดียวกันนี้หลอกผีว่าผู้ป่วยได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ปรากฏหลักฐานในการขุดพบตุ๊กตาดังกล่าวเป็นจำนวนมากในสุโขทัย ที่นิยมเรียกกันว่า “ตุ๊กตาเสียกบาล”

หลังจากคลอดก็ต้องตั้งชื่อเด็กมิให้เป็นมงคล ชมกันว่าน่าเกลียดน่าชัง ไม่มีใครต้องการรับเป็นลูก ดูเหมือน 3 วันแรกคลอดจะนับว่าเป็นช่วงวิกฤต “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” หากพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็ใช่ว่าผีจะไม่มารังควาน ยังจำเป็นจะต้องหลอกหลอนพวกผีๆ กันอีกต่อไป มิให้มารบกวนเด็ก เพราะผีสางนั้นดูเหมือนจะคอยแกล้งมิให้ใครได้อะไรที่รักที่ปรารถนา ฉะนั้นต้องทำเสแสร้งหลอกผีว่าไม่ต้องการ ใครอยากได้ก็เอาไป เพราะเป็นเด็กที่ไม่มีใครปรารถนา

“ทางเมืองเชียงใหม่ ถ้าลูกเจ้าหลานนายเกิดมามักใช้ชื่อ 2 ชื่อ ชื่อหนึ่งเป็นสามัญสำหรับตัว อีกชื่อหนึ่งสำหรับให้ผีเกลียด เช่น ชื่อว่า “อึ่ง” บ้าง “กบ” บ้าง “เขียด” บ้าง” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. “ตำนานเสภา”.)

ช่วงที่ยังเป็นเด็กอยู่นี้ หากเป็นเด็กชายก็จะนิยมให้แขวน “ปลัดขิก”

คำว่า ปลัด หมายถึง “ตำแหน่งรองจากตำแหน่งที่เหนือกว่า” แต่คำว่า ขิก ยังหาที่มาไม่ได้ แต่ก็คงมีความหมายถึง อวัยวะเพศชาย อย่างไม่มีข้อสงสัย และคงเป็นคำท้องถิ่นภาคกลางมาแต่เดิม เพราะรูปลักษณะของปลัดขิกก็คืออวัยวะเพศชายจำลองย่อส่วนที่ปราศจากหนังหุ้มปลาย

คำว่าขิก คงจะเลิกใช้มานานแล้ว เพราะคงจะเห็นว่าเป็นคำหยาบ โดยได้หันมาใช้คุยฺหํ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีแทน และแผลงมาเป็นควยในภาษาไทย แต่อยู่ไปในที่สุดคำนี้ก็กลายเป็นคำหยาบไปอีก แต่ก็ยังคงไม่เลิกใช้กัน ปัจจุบันกลับกลายเป็นคำกำนัลที่มอบให้แก่กันในยามเกิดการพิพาทบาดหมาง

ปลัดขิก บางครั้งก็เรียกว่า “ขุนเพ็ด”

ปลัดขิก หรือ ขุนเพ็ด จะทำจากไม้มงคล กัลปังหา เขาสัตว์ หรืองา นิยมแขวนไว้ที่ระดับเอว เพราะฉะนั้นเด็กที่แขวนปลัดขิกจึงควรมีอายุประมาณ 3-4 ขวบขึ้นไป เพราะจะเริ่มมีเอวแล้ว ระยะนี้ภูมิคุ้มกันของเด็กจะลดถอยลง ด้วยว่าหย่านมแล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะเจ็บไข้ได้ง่าย และในกรณีนี้พวกผีๆ ที่น่าสงสารก็ต้องตกเป็นจำเลยสังคมอีกตามเคย

จะสังเกตได้ว่า ปลัดขิกที่นำมาแขวนให้กับเด็กชายนั้น จะอยู่ในลักษณะของ “องคชาต” จำลองย่อส่วนโดยปราศจากหนังหุ้มปลาย ระดับของการแขวนก็อยู่ที่เอว มิใช่คอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ห้อยลงมาใกล้กับระดับองคชาต (อ้ายจู๋) ของเด็กให้มากที่สุด เพื่อจะหลอกผีให้เข้าใจผิดไปว่าเด็กชายนั้นใช่เด็ก หากเป็นผู้ชายเต็มตัวแล้ว โดยมีองคชาตที่ปลายเปิดไม่มีหนังหุ้ม ส่วนปลัดขิกเหล่านี้ หากจะให้มีความขลังยิ่งขึ้นก็ควรจะต้องผ่านการปลุกเสกเสียด้วยอีกต่างหาก

ปลัดขิกเริ่มด้วยเป็นเครื่องมือหลอกผี แต่แล้วต่อมาก็ได้ยกระดับตัวเองให้กลายสภาพจากเครื่องมือหลอกผีมาเป็น “ของขลัง” ในตัวของมันเอง โดยไม่จำกัดอยู่กับวัยอีกต่อไป ผู้ใหญ่ซึ่งไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดที่จะหลอกผีให้เข้าใจผิด ก็ยังนิยมที่จะแขวนไว้เป็น “เครื่องราง” ป้องกันสิ่งชั่วร้าย โดยไม่รู้ถึงสาเหตุหน้าที่ของมัน

ในที่สุด ปลัดขิก หรือ ขุนเพ็ด ก็ได้ประกาศอิสรภาพยกฐานะตัวเองขึ้นไปอีกระดับ กลายเป็นสิ่งสมควรแก่การเคารพบูชากราบไหว้ สถิตอยู่ตามศาลหรือเป็นเครื่องนำโชคลาภตั้งไว้บูชา หรือเป็นเครื่องมือเพื่อนำความเจริญก้าวหน้าเนื่องในการทำมาค้าขาย โดยทั่วไปจะนำปลัดขิกไปจิ้มลงบนสินค้าพร้อมกับมีคาถากำกับว่า “โอม ระรวยมหาระรวย สามสิบสอง-วยแห่ห้อมล้อม-ีค้าง่ายขายดีแหก-ีกลับบ้าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” (ควรร่ายด้วยลมหายใจเฮือกเดียว แต่ทำไมจึงต้องสามสิบสอง เรื่องนี้ยังสืบไม่ได้)

หรือ “…โอม ไอ้ขลิกไอ้ขลัก เงี่ยงหักเงี่ยงหงิก ปกเอยปกหาง หางเอยหางอะไร บุรุษชอบ-ี สตรีชอบ-วย ทำให้กูร่ำรวย โพะหัว โพะหัว โพะหัว” (คาถาของหลวงพ่อซ่วน เมืองแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา) แต่หากจะตรองดูก็จะเห็นว่า การที่ใช้คำที่ไม่ค่อยสุภาพเป็นคาถากำกับ ก็เพื่อจะให้พวกผีๆ เข้าใจไปว่า สินค้าที่วางขายนั้นเป็นของที่ไม่มีราคาค่างวดวิเศษวิโสอะไร ไม่คุ้มกันที่พวกผีจะมาใส่ใจเสียเวลามารบกวน

การเปลี่ยนหน้าที่ยกฐานะ 3 ระดับ จากเครื่องมือหลอกผี มาเป็นเครื่องรางของขลัง และในที่สุดกลายมาเป็นสิ่งควรแก่การเคารพบูชา หรือเครื่องนำโชคลาภ ยังให้เกิด “ลัทธิบูชาปลัดขิก” ขึ้น โดยมีศาลผุดขึ้นทั่วไป ศาลใดมีอานุภาพเฉพาะกิจสามารถบันดาลให้มีลูกชายได้สมตามที่ได้บนบานไว้ มีผู้คนที่จะนำเอาปลัดขิกไปบูชาเพิ่มขึ้น ลามไปถึงความก้าวหน้าทางธุรกิจทำมาหากิน

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ราว พ.ศ. 2549 จำนวนศาลเหล่านี้ได้ถูกกำจัดไปเสียมากโดยทางการ จึงคงยังมีเหลือไม่มากนัก ที่ยังมีเหลืออยู่ในบริเวณพื้นที่ส่วนบุคคลที่ทางการไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ หรือไม่ก็เป็นศาลที่อยู่ไกลหูไกลตา

เหตุผลที่ทางการใช้อ้างในการกวาดล้างศาลเหล่านี้ก็เพราะ “อายชาวต่างชาติ” ซึ่งเรื่องนี้ความสำคัญมิได้อยู่ที่การคุกคามกวาดล้างจัดระเบียบศาลทั้งหลาย หากเป็นเกณฑ์ที่สามารถส่อให้เห็นถึงการขาดขั้นตอนในความสืบเนื่องของสังคมเสียมากกว่า

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ปลัดขิกและองคชาต” เขียนโดย พิทยา บุนนาค ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 สิงหาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...