โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฤๅเมื่อพันปี เคยมี 'ชาวจาม' อพยพมาอยู่ลำพูน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ต.ค. 2566 เวลา 05.14 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2566 เวลา 01.00 น.

พระเจ้าอินทรวรมันหนีไดเวียดไปทางทิศตะวันตก

จากบันทึกของนายอองรี ปามองติเยร์ สถาปนิก-นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสผู้ค้นพบกลุ่มประติมากรรมหินขนาดใหญ่เป็นคนแรก ที่ดิฉันได้นำเสนอไปเมื่อฉบับก่อน (โปรดอ่านบทความนี้ตอนที่แล้วประกอบกัน) ระหว่างปี ค.ศ.1902 และอีกครั้งเมื่อ 1934 ได้พรรณนาว่า

“ปราสาทดงเดือง เท่าที่ตรวจสอบดู น่าจะเป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในบรรดาปราสาทของศิลปะจามทั้งหมด เพราะลำพังโคปุระ 4 ด้านนั้น ก็แสนจะมหึมาแล้ว น่าเสียดายที่ทั้งปราสาทและพระราชวังที่สร้างโดยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 แห่งราชวงศ์อินทรปุระ ได้ถูกชาว ‘ไดเวียด’ เผาทำลาย ทำให้ศิลปะยุคดงเดืองมีอายุอยู่เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น แค่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10”

ต่อมา ดร.ปิแยร์ บับติสต์ (Dr. Pierre Baptiste) ภัณฑารักษ์และนักโบราณคดีแห่งพิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ลงพื้นที่ศึกษาซากศาสนสถานที่ปราสาทดงเดือง ประเทศเวียดนามอย่างละเอียด เมื่อ พ.ศ.2548 ได้ให้ความเห็นว่า

“ที่ปราสาทดงเดืองนี้ พบประติมากรรมหินขนาดใหญ่จำนวนมาก รูปที่เรามักเรียก เทวดา หรือทวารบาล นั้น เมื่อไปตรวจสอบกับข้อความในศิลาจารึก ตรงกับ พ.ศ.1418 ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ผมอ่านข้อความได้ว่า ปราสาทดงเดืองแห่งนี้ ตั้งใจสร้างถวายให้แก่เทวดานพเคราะห์ (Navahraha- Nine Planets) ทั้งเก้าองค์ตามความเชื่อของคัมภีร์อัคนีปุรานะ”

ดังนั้น รูปเทพนั่งชันเข่าแบบมหาราชลีลา (นั่งยกขาสลับข้างกับพระโพธิสัตว์) บนแท่นฐานรูป “หน้ากาล” นั้น มือซ้ายถือของบางสิ่ง (เราจะเห็นด้านขวา) ดร.ปิแยร์ บับติสต์ ได้เสนอความเห็นไว้สองนัยยะ นัยยะแรกมองว่าเป็นเทวดา 1 ใน 9 ประจำดาวนพเคราะห์ สิ่งที่ถือในมืออาจเป็นแท่งคบเพลิงอัคนี (หากเป็นจริง เทพองค์นี้คือพระอัคนี)

นัยยะที่สอง รูปเคารพนี้ถือสัญลักษณ์ในมือคล้ายแท่งศิวลึงค์ กึ่งศูล อาวุธของพระศิวะ ประกอบกับการทำอุณาโลมคล้ายตาที่สามกลางหน้าผาก นั่งบนหน้ากาลราหู (หากเป็นจริง เทพองค์นี้น่าจะเป็นพระศิวะ)

ดร.ปิแยร์ บับติสต์ ยังได้กล่าวต่อไปในหนังสือ Cham Art ของเขาว่า

“เรื่องราวการล่มสลายของราชวงศ์อินทรปุระมีเงื่อนงำอยู่มาก เพราะมีหลักฐานเขียนแค่ว่าพระเจ้าอินทรปุระ (ไม่ระบุลำดับ ทราบแต่เพียงว่าราชวงศ์ถัดมายังคงมีการใช้ชื่อ อินทรปุระที่ 5 อย่างต่อเนื่องอีก) หลบหนีภัยมาทางทิศตะวันตกของแคว้นจามปา ซึ่งไม่ได้ระบุว่าไกลเพียงไหน แค่ในลาวจามปาสัก หรือข้ามมาถึงศรีเทพ หรือไกลสุดยังหริภุญไชย? เพราะชื่อของปฐมกษัตรีย์เมืองนี้ก็ชื่อ จามเทวี ดินแดนทั้งหมดที่น่าสงสัยล้วนอยู่ทางทิศตะวันตกของจามปา”

หริภุญไชยเคยถูกคนนอกราชวงศ์ปกครองหลายครั้ง

นครหริภุญไชยมีอายุยืนยาวถึง 620 ปี นับจาก พ.ศ.1204 (ยึดตามชินกาลมาลีปกรณ์) จนถึงปีที่เสียเมืองให้พระญามังราย พ.ศ.1824 ความที่อาณาจักรหริภุญไชยมีอายุยืนยาวมาก มีรายชื่อกษัตริย์ปกครองถึง 50 พระองค์ ชื่อเสียงของนครรัฐแหงนี้น่าจะหอมหวนไม่น้อย กษัตริย์ต่างแว่นแคว้นคงหมายปองอยากครอบครองกันน่าดู

เมื่ออ่านตำนานมูลศาสนาและจามเทวีวงศ์ พบว่านครหริภุญไชยไม่ได้ถูกปกครองโดยราชวงศ์ของพระนางจามเทวีที่สืบมาจากละโว้เพียงราชวงศ์เดียว แต่มีการถูกชาวต่างชาติเข้ามายึดครองหลายต่อหลายครั้ง

ทำให้น่าคิดว่า ชนชั้นนำน่าจะมีการผลัดเปลี่ยนด้านชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ และส่งผลไปถึงรูปแบบงานศิลปกรรม

ภายใต้ชื่อกษัตริย์ที่ยกทัพมาจากเมืองแปลกๆ เหล่านี้ (จวบจนปัจจุบันยังตีความไม่ได้แน่ชัดว่าหมายถึงรัฐอะไรกันบ้าง) ได้แก่

กษัตริย์หริภุญไชยลำดับที่ 9 เป็นชาวมิลักขะจากเมืองถมุยนคร หรือเมืองยศมาลาเข้าแย่งชิงบัลลังก์จากกษัตริย์ราชวงศ์จามเทวี ครั้นผ่านไปเพียงรัชกาลเดียว พระญามิลักขไตรราช ก็ยกทัพมาตีเมืองหริภุญไชยและนั่งบัลลังก์เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 10

น่าคิดว่า ครั้งหนึ่งราชวงศ์จามเทวี (ที่สันนิษฐานว่าเป็นมอญละโว้) ยังเพลี่ยงพล้ำถูกชาวมิลักขะ (ซึ่งนักวิชาการตีความว่าเป็นชาวลัวะพื้นเมือง) ยึดบัลลังก์มาได้ถึงสองครั้งสองครา หนแรกเป็นลัวะจากเมืองถมุยนคร (อยู่ที่ไหน? ดร.ฮันส์ เพนธ์ ว่าแสนหวี) ครั้งเดียวมิหนำใจ ไม่นานเลยก็ถูกชาวลัวะอีกกลุ่ม ยึดบัลลังก์จากกษัตริย์ลัวะด้วยกันเองอีกเป็นหนที่สอง คำถามคือ ชาวลัวะทั้งสองแว่นแคว้นนี้มาจากที่ไหนกันบ้าง?

แล้วกษัตริย์ชาวลัวะก็ปกครองหริภุญไชยมายาวนานจนอีก 12 รัชกาล (เลยหรือ?) กระทั่ง

กษัตริย์ลำดับที่ 23 ชื่อพระญาอังตรูจักรพรรติราช หรือเอกุรุจักรพรรติราช ยกพลมาจากเมือง ทุรฆะรัฐนคร (ดร.ฮันส์ เพนธ์ ตีความว่าหมายถึงเมืองยาว แต่อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัยไม่เห็นด้วย) มาได้เมืองหริภุญไชยครองราชสมบัติอยู่ได้ 9 ปี

ผ่านไปอีก 3 รัชกาล กษัตริย์ลำดับที่ 26 พระญาราชะสุปละนคร ยกทัพมาจากเมืองสักกะบาล มาชิงเอาเมืองหริภุญไชย แล้วครองราชสมบัติ ถึงจุดนี้ก็มีผู้ตั้งคำถามอีกเช่นเคยว่า เมืองสักกะบาลอยู่ที่ไหนหรือ?

ทั้งนี้ ยังไม่นับเหตุการณ์สำคัญ “ยุคสงครามสามนคร” ที่ดิฉันเอ่ยถึงบ่อยมากในคอลัมน์นี้ ว่าทางนครศรีธรรมราชยกทัพมายึดละโว้ กษัตริย์ละโว้มายึดหริภุญไชย จนกษัตริย์หริภุญไชยต้องทิ้งเมืองแล้วหนีไปทางใต้ (ไม่ทราบว่าใต้แค่ไหน?) ช่วงนั้นกษัตรย์ละโว้เป็นราชวงศ์อะไรเล่า ศรีวิชัย ขอม หรือจามปา? คนที่มานั่งเมืองลำพูนแทนคนเดิมน่ะ?

เห็นได้ว่า นครหริภุญไชยไม่ได้ปกครองอย่างราบรื่นภายใต้ราชวงศ์เดียว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นปกครองบ่อยครั้งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าบางช่วงบางตอนอาจมีกษัตริย์เลือดผสมชาวจามปา เข้ามายึดครองดินแดนหริภุญไชยนี้ด้วย อาจเป็นช่วงที่ราชวงศ์อินทรปุระล่มสลายเพราะไดเวียดบุกทำลาย ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ลงมาได้หรือไม่?

พระโพธิสัตว์ vs พระศิวะ

ย้อนกลับมาไขปริศนา ประติมากรรมดินเผาสองชิ้นที่พบในนครหริภุญไชย ซึ่งไปมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันกับศิลปะจามปาสมัยดงเดืองอย่างมาก ตามที่ค้างคำถามไว้ในฉบับก่อน

ฉบับที่แล้ว ดิฉันได้นำหลักฐานเปรียบเทียบให้ท่านดูเฉพาะแค่สองกลุ่มงานเท่านั้น คือกลุ่มพระโพธิสัตว์หินที่ทำประภามณฑลเปลวไฟคล้ายเส้นขนมจีน กับกลุ่มของเทวดาที่คล้ายพระศิวะเพราะมีตาที่สามและถืออาวุธคือศูล (หรืออาจเป็นอัคนี) ทั้งหมดทุกองค์พบที่ปราสาทดงเดือง เมืองกวางนาม ศิลปะยุคดงเดือง

มีข้อมูลเพิ่มเติมอยากให้ท่านพิจารณาประติมากรรมอีก 3 ชิ้นนี้ในประเทศเวียดนาม แล้วช่วยกันวิเคราะห์

ชิ้นแรก เป็นรูปพระโพธิสัตว์ พบที่ปราสาทภูล็อค (Phu Loc) ในชั้นดินลึกมากถึง 5 เมตร เป็นศิลปะจามปายุคที่เริ่มคลี่คลายเพราะผสมกับไดเวียดแล้ว เห็นได้ว่าดวงตาเล็กลง ริมฝีปากไม่หนาเทอะทะแบบศิลปะดงเดือง นักวิชาการกำหนดอายุให้เป็นพุทธศตวรรษที่ 17

สิ่งพิเศษของรูปพระโพธิสัตว์นี้ ใบหน้าไม่ดุดัน ถมึงทึง ซ้ำมองไปมองมากลับละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากกับใบหน้าของประติมากรรมดินเผาสองชิ้นที่พบในหริภุญไชยอย่างเหลือเชื่อ!

ชิ้นที่สอง เป็นเทวรูป ศิลปะยุคบิญดิญ (รอยต่อจากสมัยดงเดืองสู่ยุคถับมัม) มีความปากหนา แต่ตาเริ่มโปนน้อยลงเกือบดูเป็นชาวเวียดนาม ยังไม่ถึงกับตาตี่

นักวิชาการด้านจามศึกษาหลายท่านฟันธงให้เรียกองค์นี้ไปเลยว่า พระศิวะ เพราะประติมากรรมดินเผาสององค์ของหริภุญไชยก็ถืออาวุธอะไรบางอย่างในมือ ไม่ได้นั่งเท้าแขนแอ่นหลังเหมือนพระโพธิสัตว์กลุ่มดงเดือง

ชิ้นสุดท้าย เป็นเทวรูปพระศิวะ ศิลปะจามปา กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 17 พบที่เมืองหว่องลา (Vong La) กรุงฮานอย นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสลงความเห็นว่า เป็นศิลปะจามที่ทำขึ้นในลัทธิไศวนิกาย (ลัทธิที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่) รับอิทธิพลการทำประภามณฑลเปลวไฟสูงยาวมาจากยุคดงเดือง แต่คลี่คลายมากขึ้น มีการเปลี่ยนท่านั่งแบบมหาราชลีลายกขาหนึ่งข้าง ให้เป็นท่านั่งขัดสมาธิเลียนแบบพระพุทธรูปของพุทธมหายาน

ข้อสำคัญมีการสวมกรองศอ สังวาล แตกต่างไปจากรูปพระโพธิสัตว์กับเทวรูปยุคดงเดือง หรือพระศิวะยุคบิญดิญ รวมทั้งพระโพธิสัตว์ที่ปราสาทภูล็อค ทั้งหมดนี้ต่างก็ไม่มีองค์ไหนสวมกรองศอแผ่นสามเหลี่ยม

หันมาพิจารณาประติมากรรมดินเผาหริภุญไชยทั้งสององค์ (ซึ่งจวบบัดนี้ยังไม่รู้จะเรียกว่าเป็นรูปเคารพประเภทไหนดี) มีลักษณะโดยรวมว่ารับอิทธิพลจากศิลปะจามมาแน่นอน สามารถแยกส่วนได้ดังนี้

1. ประภามณฑลเปลวไฟลายเส้นขนมจีน รับมาจากพระโพธิสัตว์สมัยดงเดือง

2. ท่านั่งชันเข่าแบบมหาราชลีลา รับมาจากทั้งพระโพธิสัตว์และพระศิวะสมัยดงเดือง

3. การนั่งเอนวรกาย (หากยืนก็คงเรียกตริภังค์) รับมาจากพระโพธิสัตว์สมัยดงเดือง (เห็นได้ว่ารูปเคารพสมัยบิญดิญ ถับมัมไม่เอนกาย นั่งแบบสมมาตร)

4. การถืออาวุธบางอย่างที่หายไปแล้วในพระหัตถ์ขวา (เราจะเห็นเป็นข้างซ้าย) รับมาจากพระศิวะตั้งแต่สมัยดงเดือง บิญดิญ ถับมัม

5. พระพักตร์ไม่ถมึงทึง ตาเล็ก ปากเล็ก รับมาจากพระโพธิสัตว์ปราสาทภูล็อค พุทธศตวรรษที่ 17

6. การสวมกรองศอแผ่นสามเหลี่ยมคล้ายพระศิวะที่วัดหว่องลา ฮานอย พุทธศตวรรษที่ 17

ถ้าจะให้สรุป ณ ตอนนี้ ก็คงกล่าวได้พียงว่า ประติมากรรมดินเผาหริภุญไชยแบบจามปาสองชิ้นนี้ (ชิ้นหนึ่งเป็นสมบัติส่วนบุคคลของคุณสำราญ กาญจนคูหา อีกชิ้นอยู่ที่วัดพระเจ้าเหลื้อม เวียงมโน) น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 (1600-1700) คือหริภุญไชยตอนกลางค่อนปลาย (เพราะหน้าไม่ดุดันร่วมสมัยกับดงเดือง พุทธศตวรรษที่ 15 อายุจึงต้องหย่อนลงมา ร่วมสมัยกับที่ภูล็อคมากกว่า) ผู้สร้างรูปเคารพน่าจะมีเชื้อสายจามปา เดินทางมาไกลสู่นครหริภุญไชย จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่

ปัญหาอยู่ที่ว่า รูปเคารพนี้ควรจะเป็นพระโพธิสัตว์ (เหตุที่มีประภามณฑลเปลวไฟรายรอบพระเศียร) หรือควรจะเป็นพระศิวะ ซึ่งคนไทยมองเป็นแม่อุมา เหตุที่มีอุระนูน? อันที่จริงรูปเคารพชายยุคโบราณนิยมทำทรวงอกนูนชัดเจนไม่ต่างจากสตรีด้วยเช่นกัน

แต่ก็ไม่แน่ แนวคิดเรื่องการบูชาเทวี (ศากติ) ในดินแดนหริภุญไชยนั้นก็ค่อนข้างเข้มข้นยิ่งนัก หากไม่ใช่พระศิวะ ก็อาจเป็นพระอุมาเทวีได้เหมือนกัน หรือดีไม่ดีอาจรวมความเป็นพระโพธิสัตว์+ลัทธิศากติ •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...