จักรพรรดิมังกรข้ามภพ
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายจักรพรรดิมังกรข้ามภพ
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 五岳之巅(Wǔyuèzhīdiān)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลและเรียบเรียงโดย :Ayna Lunar
พิสูจน์อักษร :กนล ชินพีระเสถียร
------------------------------------------------
มหาภพหลิงเทียนอันกว้างใหญ่ “หยวนจุน” คือนามของจักรพรรดิผู้ครองแดนวิญญาณ
ทว่าในช่วงที่เขาทะลวงพลังผ่านขั้นสูงสุดอยู่นั้น… ก็ถูกสหายและหญิงที่รักร่วมมือสังหาร!
.
เขาถือกำเนิดใหม่อีกครั้งในร่างของเด็กหนุ่มชื่อแซ่เดียวกัน ทว่าร่างนั้นกลับ… ‘ไร้พลังปราณ’!
ในช่วงที่สิ้นหวังที่สุด เขาก็ได้ทดลองฝึกสุดยอดวิชาลับอย่าง ‘อักษรลับเก้าตะวัน’ ในตำนาน
แต่เงื่อนไขของมันก็คือการ ‘ทำลายเส้นชีพจร’ ของตัวเอง ทั่วทั้งดินแดนจึงมีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่กล้าฝึกมัน…
.
หยวนจุนถูกขับออกจากสำนักและถูกไล่ล่า จนชะตานำพาเขาให้ได้พบกับ “เสี่ยวเมิ่ง”
นางทำให้เขาได้รู้จักกับ “นักสร้าง” อาชีพล้ำค่าสุดหายาก ท่ามเหล่าผู้ฝึกยุทธ์
หยวนจุน ที่ผสานดวงจิตจากทั้งสองโลก จึงเริ่มต้นหนทางสู่การเป็นนักสร้างตั้งแต่วันนั้น
.
ท่ามกลางอัจฉริยะชนมากมาย หยวนจุนจะสามารถสะสมพลังและกลับไปเป็นผู้ยิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่?
ติดตามต่อได้ใน “จักรพรรดิมังกรข้ามภพ”
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ดูข้าโต้กลับแล้วกัน
‘ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะโยนหอกออกไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัย!’
‘หากกงเช่อตายอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ก็คงไม่มีผู้ใดโยนความผิดมาให้ข้า นอกจากนี้ หากได้วิชาพลังภายในกับวิชายุทธ์มาบ้าง นั่นก็คงจะดีไม่น้อยเลย!’
‘ยกหอกสีดำนี้ให้เขาถือสักพักแล้วกัน!’
หยวนจุนที่แอบหัวเราะในใจมองกงเช่อกับอารองผู้โง่เขลาของเขาก่อนที่จะยักไหล่แล้วโยนหอกสีดำไปให้กงเช่อ
เมื่อเห็นหยวนจุนมอบอาวุธสวรรค์ให้อย่างง่ายดาย ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ต่างก็ส่ายหน้า ในขณะที่คิดในใจว่ากำลังของตระกูลกงกับกงเช่อมิใช่ผู้ใดก็มีเรื่องได้จริงๆ
ในเขตนี้ ตระกูลกงถือว่ามีอิทธิพล อย่างไรก็ตาม ก็ไม่รู้ว่านักยุทธ์ถูกคนตระกูลกงขู่คุกคามไปมากเท่าไรแล้ว จึงเป็นการดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น
ผลที่เกิดขึ้นนี้ พวกเขาก็คาดเดาไว้อยู่แล้ว
“เหอะ น่าเสียดาย อาวุธสวรรค์ระดับหนึ่งมีค่าถึงหกหมื่นหินพลังเชียว! เจ้าหนุ่มนี้ดันโชคร้ายถูกกงเช่อคุกคาม เขาเลยทำได้เพียงยอมมอบให้อย่างว่าง่ายเท่านั้น”
“แม้ใบหน้าจะดูไม่เจ็บปวด แต่ในใจคงร้องไห้คร่ำครวญอยู่แน่นอน”
กงเช่อถือหอกสีดำด้วยความพอใจก่อนที่จะเก็บอาวุธสวรรค์ที่ได้มาเข้าไปในแหวนมิติ
“อารอง ข้ายังมีธุระสำคัญที่ต้องทำจึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก หากท่านจะทำอะไรกับเจ้านี่ ก็แล้วแต่ใจของท่านเลย!” กงเช่อกอดเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์แล้วกระโดดขึ้นม้าพยศวิญญาณขาวแล้วจากไป!
สัตว์อสูรขั้นหนึ่งวิ่งอย่างบ้าคลั่งจนแรงลมทำให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ ทั้งนี้ ความเร็วนี้เกินกว่าความเร็วของนักยุทธ์ระดับธำรงพิภพวิถีชั้นฟ้าที่หนึ่ง ดังนั้นในชั่วพริบตา กงเช่อที่ขี่ม้าพยศวิญญาณขาวก็หายไปที่สุดปลายถนนแล้ว!
‘สัตว์อสูรตัวนี้เร็วกว่าระดับธำรงพิภพขั้นต้นเสียอีก ด้วยพลังของเพลิงอัคคีกลืนสวรรค์ที่ข้าใช้ ก็อาจจะยังตามความเร็วนี้ไม่ทัน’
หยวนจุนแอบคิดเรื่องนี้ในใจ
พลังอักษรลับเก้าตะวันเพิ่มระดับขึ้นพร้อมกับหยวนจุน ดังนั้นเขาจึงสามารถใช้พลังจิตกับเพลิงอัคคีกลืนสวรรค์ที่ให้ผลต่างกันได้!
แม้อัคนีเก้าโชติจะเป็นสิ่งประหลาด แต่ก็จำเป็นต้องใช้ร่วมกับอักษรลับเก้าตะวัน
หยวนจุนต้องรีบตามไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะพลาดโอกาสแล้วปล่อยให้กงเช่อหลุดมือไป
“ตอนนี้ไม่อวดดีแล้วหรืออย่างไร? ของถูกหลานชายของข้าชิงไป ตอนนี้ข้าจึงอารมณ์ขึ้นจนลงไม่ได้แล้ว!” เมื่ออารองของกงเช่อพูดจบ หยวนจุนก็เตะเข้าไปที่เป้ากางเกงของเขา!
หลังจากที่ได้ยินเสียงกระแทก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ค่อยๆ ดังออกมาท่ามกลางนักยุทธ์ที่กำลังเฝ้าดู
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจความรู้สึกของอารองของกงเช่อ!
หยวนจุนเตะเข้าไปตรงนั้น เกรงว่าเขาคงแย่แล้ว…
เมื่อเห็นว่าอารองของกงเช่อล้มลงกับพื้นแล้วนอนกุมระหว่างขาอย่างพูดอะไรไม่ออก หยวนจุนก็พูดโดยที่ไม่หันหลังกลับไปว่า “หึ เสียเวลาข้าจริงๆ ข้าจะไว้ชีวิตสุนัขอย่างเจ้าให้อยู่ได้นานอีกหน่อย!”
เหตุผลที่ไว้ชีวิตอารองของกงเช่อแล้วทำลายแค่กล่องดวงใจของเขา เพราะหยวนจุนรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่นานเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาลงมือฆ่าคนตอนนี้ จะต้องถูกตระกูลกงจับตาดูอย่างแน่นอน เช่นนั้นหากเขาฆ่ากงเช่ออีก ก็จะต้องมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
การไม่ลงมือเป็นเพียงการปกปิดว่าเขามีพลังที่สามารถสังหารระดับธำรงพิภพวิถีชั้นฟ้าที่หนึ่งได้
หยวนจุนจากไปอย่างสง่า เพียงแต่ว่าทิศทางที่เขาไปมิใช่ที่ที่ม้าพยศวิญญาณขาวมุ่งหน้าไปแต่เป็นเส้นทางเล็กๆ ที่ใช้หลบเลี่ยงสายตาของผู้คน
“ฟ้าว”
ขนาดของเมืองนี้เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์และมิใช่สิ่งที่ผู้คนจะสามารถวัดได้ ทั้งนี้ บนถนนที่พลุกพล่าน หยวนจุนที่ใช้เพลิงอัคคีกลืนสวรรค์สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของม้าพยศวิญญาณขาว ดังนั้นเขาจึงรีบตามไปอย่างบ้าคลั่ง!
ความแข็งแกร่งของเพลิงอัคคีกลืนสวรรค์แตกต่างจากเพลิงอัคคีกลืนสวรรค์ที่กระจายอยู่ในร่างกายของหยวนจุน และเนื่องจากมีไฟอมตะกับเพลิงนิจนิรันดร์อยู่ด้านใน จึงทำให้พลังกับพลังจิตของหยวนจุนเพิ่มขึ้นในขณะที่เหนื่อยหอบจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ม้าพยศวิญญาณขาวก็เป็นสัตว์อสูรขั้นหนึ่งซึ่งความเร็วของมันเท่ากับหยวนจุน ดังนั้นหากเขาต้องการไล่ตามสัตว์อสูรตัวนั้น เขาอาจจะต้องรอให้กงเช่อหยุดม้าเอง
‘หึ ของของข้ามิใช่ของดีอะไรขนาดนั้นหรอก!’
มุมปากของหยวนจุนยกยิ้มซึ่งเผยให้เห็นถึงการเยาะเย้ย
เขารู้ว่าไม่มีนักยุทธ์ของตระกูลกงตามมาและมีเพียงคนโง่เท่านั้นที่อยู่คนเดียว ดังนั้นนี่จะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!
“พี่จุน สัตว์อสูรตัวนั้นหยุดก้าวต่อแล้ว!”
เสียงของเสี่ยวเมิ่งดังอยู่ในใจ
หยวนจุนพยักหน้าแล้วขมวดคิ้ว “เหอะเหอะ วิ่งมาหนึ่งชั่วยามก็อยู่ห่างจากตัวเมืองมากแล้ว!”
เมื่อม้าพยศวิญญาณขาวหยุด หยวนจุนก็รีบตามไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรแล้ว ด้วยความเร็วของเขาในตอนนี้ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็คงถึง
เขาสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังจักรวาลที่แผ่ซ่านออกมาจากกงเช่ออยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!
“ฟึ่บ”
หยวนจุนใช้พลังจิตควบคุมกระสวยเสวียนหลงให้ตรงไปหาทั้งสองที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนแผ่นหญ้าสีเขียว
“แย่แล้ว!”
กงเช่อส่งเสียงดังก้องเนื่องจากสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังจักรวาลที่มาจากหยวนจุน อย่างไรก็ตาม เมื่อครู่นี้เขาก็สนใจเพียงเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังจะออกกำลังกายด้วยกันเท่านั้น ซึ่งมันเกือบจะเข้าด้ายเข้าเข็มแล้ว!
“ชิ้ง”
แต่เมื่อเขาตอบสนอง กระสวยเสวียนหลงก็เข้ามาใกล้แล้ว ซึ่งมันสายเกินไปแล้วที่กงเช่อจะซ่อนตัว
“อั่ก”
เพื่อป้องกันมิให้กระสวยแทงทะลุหัวใจ สีหน้าของกงเช่อก็เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมแล้วบีบคอเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ใต้ร่างแล้วผลักนางมาอยู่ด้านหน้าเพื่อใช้เป็นโล่!
กระสวยเสวียนหลงแทงทะลุหน้าอกของเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์ ในขณะที่เลือดพุ่งออกมาแล้วสาดกระเด็นไปที่หน้าของกงเช่อจนทำให้ใบหน้าที่โหดเหี้ยมของเขากลายเป็นบิดเบี้ยว!
“คุณชาย…กงเช่อ”
เมื่อเห็นเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์หมดลมหายใจหลังจากที่พูดประโยคนี้จบ กงเช่อก็โยนร่างของนางทิ้งไปแล้วพูดในใจว่า ‘ถึงอย่างไรก็เสร็จกิจไปแล้ว จะให้กระทำอีกรอบก็คงไม่มีใจแล้ว’
“แน่จริงก็ออกมาสู้กับข้าตัวต่อตัวสิ!”
หยวนจุนควบคุมกระสวยเสวียนหลงให้กลับมา กระสวยเสวียนหลงทั้งสามที่พุ่งออกไปจึงกลายเป็นลำแสงสามทางแล้วพุ่งเข้าหากงเช่ออีกครั้ง
“รนหาที่!”
กงเช่อหยิบกงจักรที่เต็มไปด้วยลายเส้นที่ด้านบนมีรอยฉลุเป็นวงกลมซึ่งทำให้รู้สึกถึงพลังแผ่ซ่านที่ปกคลุมออกมา นี่เป็นอาวุธสวรรค์ระดับหนึ่งอย่างแท้จริง
ด้วยพลังบ่มเพาะของเขารวมถึงอาวุธสวรรค์และสัตว์อสูรขั้นหนึ่งที่เป็นพาหนะ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนของตระกูลกงแห่งเมืองนี้!
ความรักใคร่ที่ตระกูลกงมีให้กงเช่อ เป็นความรักที่คนทั่วไปมิอาจจินตนาการได้จริงๆ
“แต่ว่าของพวกนี้ข้าเล็งไว้หมดแล้ว และทุกอย่างก็ต้องตกเป็นของข้า!” หยวนจุนยิ้มอ่อนในขณะที่ใช้พลังจิตควบคุมกระสวยเสวียนหลงทั้งสามให้แยกย้ายกันโจมตีจุดสำคัญของกงเช่อ
แม้กงจักรนี้จะเป็นอาวุธสวรรค์ระดับหนึ่ง แต่กงเช่อก็ไม่สามารถใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่แตกต่างจากหยวนจุนที่ใช้กระสวยเสวียนหลงกับหอกทั้งสองเล่มได้อย่างเชี่ยวชาญ!
แต่ถึงอย่างนั้น พลังที่อาวุธสวรรค์นำมาให้ผู้ใช้ก็มิใช่เพิ่มแค่น้อยนิด เพราะอย่างน้อยกงเช่อที่กวัดแกว่งกงจักรก็สามารถสร้างพลังอันแข็งแกร่งที่ทำให้กระสวยเสวียนหลงกระเด็นออกไปได้!
โชคดีที่กระสวยเสวียนหลงทั้งสามอันแยกกันโจมตีทั้งสามด้าน และเพื่อสลัดกระสวยเสวียนหลงออกไป กงเช่อจึงต้องเหวี่ยงกงจักรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เขาเสียงพลังจักรวาลไปอย่างมาก!
“เหอะ”
เมื่อหยวนจุนมองกงเช่อที่ยังใส่ชุดไม่เรียบร้อยกวัดแกว่งกงจักรราวกับคนโง่ เขาก็ยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า “ดูข้าโต้กลับแล้วกัน!”
Kawebookพร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อัพเดตเร็วดี ตอนฟรีมากกว่า
อ่านเลย >>> http://kawebook.co/8lEl
ใช้ร่างสร้างปราณ
แม้หญิงสาวจะเดินด้วยท่าทางงดงามไปไกลกว่าร้อยก้าวแล้ว แต่ยังคงดึงดูดสายตาของศิษย์ในสำนักอยู่ บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด
“เสิ่นเฟยเสวี่ย ศิษย์สำนักเสวี่ยเจี้ยน คำนับประมุขสำนักหยวน ขอให้ประมุขอายุมั่นขวัญยืน” เสิ่นเฟยเสวี่ยกล่าวอวยพรหยวนฉางเทียนพร้อมกับยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยน แล้วมอบของขวัญแด่ผู้อาวุโส
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ หยวนฉางเทียนก็ยิ้มอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า “ตาแก่หัวรั้นสำนักเสวี่ยเจี้ยนโชคดีเสียจริงที่ได้เด็กดีมีมารยาทเช่นเจ้าเป็นศิษย์”
“จุนเอ๋อร์ นำยาหนิงเสินไปให้เฟยเสวี่ยสิ”
หยวนฉางเทียนพยักหน้าให้หยวนจุน ในมือถือกล่องสวยงามใบเล็กที่ภายในเต็มไปด้วยยาหนิงเสิน
หลังจากรับกล่องไม้สวยงามมาจากหยวนฉางเทียน หยวนจุนรู้อยู่แล้วว่าปู่ของเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ การให้เขานำยาในมือไปมอบให้แก่เสิ่นเฟยเสวี่ยทั้งที่ไม่จำเป็นนั้นเป็นเพราะต้องการให้เขามีตัวตน
เพราะการที่ยาราคาแพงเช่นนี้ผ่านมือย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นได้อยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดึงดูดความสนใจจากเสิ่นเฟยเสวี่ยด้วยเช่นกัน
แต่หยวนจุนในตอนนี้ไม่ใช่หยวนจุนคนเดิมแล้ว เขาผ่านประสบการณ์เลวร้ายมามากมาย จะให้เขาหลงใหลหญิงสาวได้อย่างไร
เมื่อเห็นว่าหยวนจุนส่งกล่องไม้ที่บรรจุยาหนิงเสินให้ ใบหน้างดงามนั้นก็บ่งบอกถึงความดีใจ นางรับกล่องไม้มาถือไว้อย่างระวัง แล้วกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ขอบคุณประมุขน้อย”
หยวนจุนพยักหน้าไม่พูดจา ทั้งยังไม่มองใบหน้าเรียวงามที่ดึงดูดผู้คนมากมายนั้นด้วย เขาหันหลังกลับไปยืนที่เดิม
วั่นเฮ่าซิงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในสายตาก็รู้สึกอิจฉา ทั้งสติปัญญา ทั้งพละกำลัง เรียกได้ว่าสำหรับคนทั่วไปแล้วเขาเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นจากหนึ่งในหมื่นคน
หากประมุขสำนักหมิงเจี้ยนเป็นปู่ของตน ไม่ใช่หยวนฉางเทียน! วันนี้คนที่มอบยาและได้รอยยิ้มจากหญิงงามไปก็ต้องเป็นเขา!
เขาเติบโตมาพร้อมกับหยวนจุน ทั้งยาสารพัดโรค และชิ้นส่วนสมบัติสวรรค์ ล้วนแต่ถูกมอบให้อยู่ในมือของคนที่ไม่เอาไหนและไร้เส้นปราณแต่กำเนิดอย่างหยวนจุน ส่วนเขาที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่ได้กินเพียงแค่ “กากยา” เท่านั้น!
สิ่งที่ได้รับช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ความคิดนี้ติดอยู่ในใจวั่นเฮ่าซิงมานาน แต่หยวนฉางเทียนรักหยวนจุนมาก เขาจึงลงมือโจ่งแจ้งไม่ได้ มิเช่นนั้นคงไม่มีคนอย่างหยวนจุนในสำนักหมิงเจี้ยนแล้ว!
วั่นเฮ่าซิงไม่อาจเผยความคิดในใจต่อหน้าผู้คน เขาจึงได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ความโกรธอัดแน่นอยู่เต็มอก!
“เจ้ามาจากแดนไกล ถ้านำแค่ยาหนิงเสินกลับไป ตาแก่หัวรั้นคงหัวเราะเยาะหาว่าสำนักหมิงเจี้ยนของข้าใจแคบ ข้าว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าพักอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวัน ข้าจะกลั่นยาพั่วซิงให้อีกสักหน่อย ถือว่าเป็นของขวัญพบหน้าเจ้า”
หยวนฉางเทียนเอ่ยปากให้ยาพั่วซิง!
นักยุทธ์ระดับดาราที่ได้กินจะมีโอกาสบรรลุผ่านสำเร็จถึง 3 เท่า หากวางยาไว้นอกสำนัก ทุกคนจะต้องแย่งชิงสมบัตินี้อย่างบ้าคลั่งแน่นอน!
แม้แต่เทพธิดาสวรรค์อย่างเสิ่นเฟยเสวี่ยก็ยังมิอาจเมินยาพั่วซิงนี้เลย
“ขอบคุณประมุขที่เมตตา! เฟยเสวี่ยซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้!”
หลังจากผู้คนส่วนใหญ่ออกจากห้องโถง หยวนจุนก็หายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น ครั้นเมื่อเห็นนักยุทธ์หลายร้อยคนอยู่ที่ลานประลองกระบี่ แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
กระบี่ เขาเองก็เคยมีกระบี่ยาวอยู่เล่มหนึ่ง แต่เมื่อเขากำเนิดใหม่ กระบี่โหยวหลงที่อยู่ข้างกายเขาก็ไม่รู้หายไปไหน
“กระบี่ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ล้ำค่าสูงส่งและผู้คนต่างยกย่อง หรือประมุขน้อยก็สนใจทักษะกระบี่?”
หยวนจุนได้ยินเสียงเบาๆ จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เขาเห็นเสิ่นเฟยเสวี่ยกำลังเดินมาด้วยท่าทางงดงาม พร้อมกับน้ำเสียงแสดงความเป็นมิตร
“ฟิ้วฟิ้ว”
เสียงแหลมสูงแหวกอากาศดังขึ้นบนท้องฟ้าแล้วตรงมาทางหยวนจุน วั่นเฮ่าซิงจับกระบี่ยาวด้วยสายตาเย็นชา จ่อลำคอหยวนจุนอย่างไม่ลังเล
หยวนจุนทำท่าโต้กลับด้วยการหันหลังมือ และใช้สองนิ้วเพื่อที่จะหนีบกระบี่ยาวอันคมกริบออกไป แต่ออกท่าไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็นึกได้ว่าหยวนจุนในตอนนี้ไม่มีแรงที่จะรับกระบี่!
ตามองคมมีดที่กำลังจะสัมผัสนิ้ว จะหยุดตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว หยวนจุนจึงทำได้เพียงแสร้งจนมุม จากนั้นก็ถอยหลังไปหลายก้าวจนกระแทกเข้ากับเสาหินเสียงดัง
เมื่อเห็นหยวนจุนจนมุม แววตาของวั่นเฮ่าซิงก็เปลี่ยนไปทันที เขาดึงปราณดารากลับสู่ภายในร่างกาย และนำกระบี่ยาวที่ชักออกมาเมื่อครู่กลับเข้าฝัก
“ฮาฮา ทำให้แม่นางเฟยเสวี่ยตกใจแล้ว น้องหยวนจุนไร้เส้นปราณแต่กำเนิดเลยทำให้บ่มเพาะพลังยุทธ์ไม่ได้ และไม่มีทางฝึกวิชากระบี่ได้สำเร็จ เราหยอกล้อเขาเป็นประจำ แต่ไม่เคยทำร้ายเขา!”
วั่นเฮ่าซิงยกแขนขึ้น ผายมือท่าทางเชื้อเชิญเสิ่นเฟยเสวี่ย “หากแม่นางเฟยเสวี่ยสนใจวิชากระบี่สำนักหมิงเจี้ยน ข้าสามารถเป็นที่ปรึกษาเพลงกระบี่ให้แม่นางเฟยเสวี่ยได้นะ ว่าอย่างไรล่ะ?”
เสิ่นเฟยเสวี่ยเหลือบมองหยวนจุนที่ถูกวั่นเฮ่าซิงบีบให้จนมุม นางพยักหน้า แต่ในใจก็ยังตกใจไม่หาย
หยวนจุนเป็นคนไม่เอาไหนจริงๆ! หยวนฉางเทียนอุตส่าห์สะสมยาสารพัดโรคมาหลายสิบปีเพื่อเขา แต่แค่วิชากระบี่ธรรมดาเขาก็ยังรับไม่ได้!
“เชิญคุณชายเฮ่าซิง” เสิ่นเฟยเสวี่ยทิ้งสายตาความผิดหวัง นางพยักหน้าเบาๆ ให้กับวั่นเฮ่าซิงที่คุยกันระหว่างทางไปศาลาลานกระบี่ที่อยู่ไม่ไกล
“อยากใช้ความอับอายของข้าเพื่ออวดสตรี! วั่นเฮ่าซิง ข้าว่าเจ้าเลือกผิดคนแล้ว! คิดว่าข้ายังเป็นหยวนจุนที่ไม่สู้คน คนที่ยอมเจ้าคนเดิมอย่างนั้นหรือ!”
หยวนจุนรู้ว่าการทะเลาะในห้องโถงนั้นไม่ค่อยเหมาะจึงไม่อยากต่อปากต่อคำกับวั่นเฮ่าซิง ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกลืนคำพูดนี้ลงท้องไป
“ในใต้หล้า ไม่มีอำนาจใดเหนือกว่าสตรีและคนร้าย…” หยวนจุนเม้มปากแน่นแล้วเดินกลับห้องตนเองโดยไม่สนใจ
หลังจากเข้าห้องมาแล้ว เขานั่งขัดสมาธิ ระลึกความทรงจำของการฝึกฝนเคล็ดวิชา และดูดซับปราณดาราบางๆ อย่างไม่หยุดหย่อน
บนท้องฟ้ามีกลุ่มดวงดาวอยู่ทุกทิศทุกทาง และกลุ่มดาวประกอบด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน
ดาวที่กำเนิดมาแต่โบราณ เรียกว่า แปดกลุ่มดาว ได้แก่ จื๋อฝู เถิงเสอ ไท่หยาง ลิ่วเหอ จิ่วเทียน จิ่วตี้ โกวเฉิน และจูเชวี่ย
ดวงดาวมี 3 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นแกนหลักของดาว 8 ดวง ชั้นที่สองเป็นปราณธาตุดาว และชั้นที่สามเป็นดวงดาวทั่วไป ซึ่งนักยุทธ์สามารถใช้ประโยชน์จากการดูดซับกระแสปราณได้
และการเชื่อมประสานธาตุดาว ที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับปราณดาราเท่านั้น แต่ยังสามารถรวมวิญญาณดาราได้ด้วย ดังนั้น เมื่อเชื่อมประสานธาตุดาวกับร่างกายแล้วก็จะทำให้ได้รับคุณสมบัติธาตุลม ไฟ อากาศ น้ำ หรือดิน
ตอนแรกหยวนจุนไปถึงระดับสูงสุดของระดับตะวันวงแหวนใหญ่ขั้นเก้า และด้วยความพยายามทำให้เขาเชื่อมประสานปราณดาราของแกนดาวจูเชวี่ยได้สำเร็จ เพียงกวัดแกว่งนิ้ว ที่นั่นก็จะเป็นทะเลเพลิง!
“หวือ”
แสงประกายรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องที่จุดตันเถียนของหยวนจุน แม้จะยังเบาบางเช่นเดิม แต่ก็มีสัญญาณของการรวมตัวกันเป็นกระแสปราณ
“ใช้ร่างสร้างปราณ!”
แก่นแท้ของอักษรลับเก้าตะวันเป็นอย่างนี้นี่เอง! และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าทำไมต้องทำลายปราณก่อนจึงจะฝึกเคล็ดวิชานี้ได้
หยวนจุนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการใช้ร่างสร้างปราณแล้ว หลังจากผ่านไปสามวัน กายเขาปกคลุมด้วยแสงของดวงดาวราวกับระฆังที่แผ่ออก เขาจึงบีบเค้นพลังปราณให้มารวมกันแล้วส่งไปที่จุดตันเถียน เพื่อเตรียมสำหรับการก่อตัวของกระแสปราณในขั้นสุดท้าย
------------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์
และให้กำลังใจนักเขียน นักแปลได้ที่นี่~
.
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ข้าขอลอง
“ตูม”
พลังปราณที่ทรงพลังแผ่ออกจากร่างกายของหยวนจุน เป็นกระแสปราณขนาดประมาณฝ่ามือ เหมือนดั่งเมฆที่รวมกันบนท้องฟ้าแล้วค่อยๆ แผ่ออกจากจุดตันเถียนของเขา
“สำเร็จแล้ว!” เขารู้สึกถึงพลังปราณที่พวยพุ่งออกจากร่างกาย หยวนจุนทั้งประหลาดใจและดีใจ นึกถึงครั้งแรกที่เขารวมกระแสปราณได้ ตอนนั้นเขาใช้เวลาถึงเจ็ดวัน
แต่ตอนนี้เขาใช้เวลาเพียงสามวันก็สำเร็จแล้ว! เทียบกับวั่นเฮ่าซิงแห่งสำนักเสวี่ยเจี้ยน นั่นใช้เวลาตั้งสามเดือนกว่าจะรวมกระแสปราณได้!
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเพราะเขามีประสบการณ์ในการรวมกระแสปราณ แต่อักษรลับเก้าตะวันก็มีบทบาทสำคัญด้วย
วิชายุทธ์พลังภายใน มี 4 ประเภท คือ เจ้าฮั่ว เนี่ยผาน เจวี๋ยซื่อ และจิงเสิน ซึ่งแต่ละประเภทแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง รวมเป็น 12 ขั้น!
อักษรลับเก้าตะวันไม่จัดอยู่ในประเภทใด แล้วหยวนจุนก็มองไม่ออกด้วยว่าเป็นวิชายุทธ์พลังภายในอะไร แต่เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกถึงความพิเศษของมันได้แล้ว!
มีเพียงการบ่มเพาะจนภายในกายปรากฏตะวันทรงกลดเก้าวงออกมา อานุภาพของพลังภายในจึงจะแผ่ออกจนถึงขีดสุด!
กายในบ่มเพาะตะวันทรงกลด!
หยวนจุนเพิ่งรวมกระแสปราณได้ ภายในร่างกายจึงไม่ปรากฏตะวันทรงกลดอยู่แล้ว กล่าวคือตอนนี้เขาเข้าใจอักษรลับเก้าตะวันเพียงผิวเผินเท่านั้น!
ชาติก่อนมีวิชายุทธ์หรือพลังภายในอะไรที่เขาไม่เคยเห็นบ้าง? แม้จะนำตำราพลังภายในขั้นเจวี๋ยซื่อมากองเป็นภูเขาตรงหน้า เขาก็ไม่มีทางเหลียวมอง!
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกอัศจรรย์กับอักษรลับเก้าตะวันที่ไม่จัดอยู่ในประเภทใด
“เอ๋? นี่มัน… แผ่นกระดาษหรือ?”
หลังจากหยวนจุนสร้างกระแสปราณสำเร็จก็อดไม่ได้ที่จะมองจุดตันเถียนของตนเอง นั่นจึงทำให้เขาเห็นแผ่นกระดาษสีแดงรูปร่างไม่ชัดเจน กำลังลอยหมุนอย่างช้าๆ อยู่เหนือพลังปราณ
แผ่นกระดาษสีแดงที่มาจากภายในร่างกายนี้ยากที่จะเข้าใจ หยวนจุนหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่รู้จะอธิบายสิ่งประหลาดนี้อย่างไรดี
แผ่นกระดาษบางเท่าปีกจักจั่น ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย
“ข้าจำได้แล้ว แผ่นกระดาษนี้น่าจะมาจากซากปรักหักพังโบราณเมื่อตอนข้าเป็นจักรพรรดิแดนวิญญาณ นึกไม่ถึงว่ามันจะมากำเนิดใหม่พร้อมข้าด้วย”
บางครั้งแผ่นกระดาษสีแดงก็มีระลอกคลื่นแผ่ออกมาเป็นวงกลม กลายเป็นคลื่นวนขนาดเล็กที่น่าทึ่ง ทั้งยังมีแสงอ่อนที่สะท้อนออกมา ซึ่งแฝงไปด้วยความนุ่มนวลและความสงบ
“ที่ข้ารอดจากน้ำมือนักยุทธ์ระดับตะวันวงแหวนขั้นเก้าสองคนได้อย่างหวุดหวิด แปดส่วนอาจเกี่ยวข้องกับมัน แม้ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าแผ่นนี้ใช้ทำอะไร แต่ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อข้า”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของกระแสปราณ หยวนจุนก็ตกอยู่ในภวังค์ของการดื่มด่ำปราณดารา กระแสปราณเป็นเพียงการเริ่มต้นของนักยุทธ์ หากต้องการเป็นนักยุทธ์ที่ใช้ปราณดาราต่อสู้ เขาจำเป็นต้องบรรลุถึงระดับดาราวงแหวนขั้นหนึ่งให้ได้
สร้างกระแสปราณกับบรรลุระดับดาราวงแหวนขั้นหนึ่ง สองระดับนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนดั่งกระบี่วิเศษสองเล่มที่แผ่พลังกับเก็บพลัง หรือใช้สังหารศัตรูกับใช้รักษาพลัง
แม้ตอนนี้พลังยุทธ์ของหยวนจุนจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ดีขึ้นกว่าวันก่อนมาก หูตาชัดเจนมากขึ้น สามารถได้ยินเสียงฝีเท้าจากระยะไกลได้แล้ว
เมื่อสังเกตว่ามีคนมา เขาก็หยุดการบ่มเพาะ กลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว แล้วทำเป็นรินชาให้ตนเองดื่ม
“ประมุขน้อย ตามคำร้องขอของแม่นางเฟยเสวี่ยที่อยากใช้โอกาสนี้ประลองเพลงกระบี่กับศิษย์สำนักหมิงเจี้ยนของเรา ประมุขกับผู้อาวุโสทั้งสามถึงกับไปดูด้วยตนเอง ท่านอยากจะไปดูการประลองนี้ไหม?”
ผู้นี้คือโจวเฉิน พ่อบ้านของสำนักหมิงเจี้ยน เป็นคนอ่อนน้อม กันเอง และดีกับหยวนจุน ทั้งยังมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา ราวกับเขาไม่รู้จักว่าความโกรธคืออะไร
“เข้าใจแล้ว ลุงโจว”
หยวนจุนตอบด้วยรอยยิ้ม เขาดื่มชาในถ้วยจนหมด แล้วตรงไปที่ลานประลองกระบี่ของสำนักกับโจวเฉิน
รอบลานกระบี่เต็มไปด้วยศิษย์ในสำนักที่มาดูกันอย่างคึกคัก ทุกคนล้วนแต่มีทักษะกระบี่
“ชิ้งชิ้ง”
เขาได้ยินเสียงกระบี่ยาวกระทบกันมาแต่ไกล ศิษย์สำนักหมิงเจี้ยนทยอยเข้ามาที่ลานกระบี่อย่างต่อเนื่อง เสิ่นเฟยเสวี่ยถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ทักษะกระบี่ของเขาแพรวพราวมากจนไม่มีใครสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่หยวนฉางเทียนกับผู้อาวุโสทั้งสามถอนหายใจให้กับความเก่งกาจของเสิ่นเฟยเสวี่ย สีหน้าชราของพวกเขาก็ดูไม่ดีนัก แม้นี่จะเป็นที่ของพวกเขา แต่เหล่าศิษย์มากมายในสำนักก็ยังแพ้อย่างราบคาบให้แก่หญิงสาวคนเดียว
หากคนนอกได้เห็นภาพนี้ ชื่อเสียงของสำนักหมิงเจี้ยนคงต้องอับอายขายหน้าจนถึงสวรรค์
“เฮ่าซิง เจ้ามาลองหน่อย!”
ผู้อาวุโสหยิบกระบี่ยาวที่ว่างอยู่แล้วรีบเอาใส่มือของวั่นเฮ่าซิง ขณะที่จับกระบี่เขาแสดงความเคร่งขรึม แต่ในใจกลับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เพื่อความยุติธรรมในการประลองเพลงกระบี่ครั้งนี้ จึงไม่อนุญาตให้ใช้ปราณดาราภายในร่างกาย โดยขึ้นอยู่กับวิชากระบี่และความสามารถในการตอบโต้เท่านั้น
นี่จึงเป็นข้อจำกัดของศิษย์ในสำนักเป็นอย่างมาก เนื่องจากสำนักหมิงเจี้ยนมีชื่อเสียงในด้านการใช้ปราณกระบี่ สามารถใช้ปราณกระบี่สังหารศัตรูได้โดยตรง
ทักษะกระบี่ของเสิ่นเฟยเสวี่ยไม่ธรรมดาก็จริง แต่วั่นเฮ่าซิงเองก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสโดยตรงตั้งแต่ยังเด็ก เขาย่อมมีวิชากระบี่เหนือกว่าผู้อื่นแน่นอน
หญิงงามพ่ายแพ้ วั่นเฮ่าซิงทำตัวเป็นสุภาพบุรุษประคองนาง ทั้งสองคนทำท่าทางปรองดองกัน
แม้ว่าเสิ่นเฟยเสวี่ยไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คนที่ตาไวจะเห็นรอยยิ้มเบาๆ บนใบหน้างดงามหลังความพ่ายแพ้ ซึ่งกำลังมองไปที่วั่นเฮ่าซิงด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“เยี่ยม!”
ผู้อาวุโส หยวนฉางเทียน และคนอื่นๆ พยักหน้าด้วยความพอใจ วั่นเฮ่าซิงสามารถเอาชนะเสิ่นเฟยเสวี่ยได้ด้วยวิชากระบี่ แม้ไม่ได้หวังไว้ แต่พวกเขาก็เห็นด้วยตาตนเอง จะไม่ชมก็คงไม่ได้
“วิชากระบี่คู่ กระบี่ต้องเบา เอวเคลื่อนไหวรวดเร็ว ย่างก้าวมีพลัง สำคัญกว่านั้นคือกำลังของเอวและข้อมือ สองมือของวั่นเฮ่าซิงถือกระบี่ไม่คงที่ ข้อมือแข็ง กระบวนท่าอ่อนแอ นี่หรือที่เรียกว่าเยี่ยม?”
เมื่อหยวนจุนได้ยินเสียงโห่ร้องยินดี ก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
อาศัยระดับฝีมือของเขาในชาติก่อนพิจารณา วั่นเฮ่าซิงถือว่ายังไม่เข้าขั้นดีเลยด้วยซ้ำ
โจวเฉินที่ยืนอยู่ด้านหลังหยวนจุน หลังจากได้ยินเขาพึมพำด้วยความดูถูก จากใบหน้ายิ้มแย้มก็เปลี่ยนอารมณ์ในทันที
จากนั้นเขาก็มองไปที่หยวนจุนด้วยสายตาที่ประหลาดใจและตกใจ
เขาอยู่ในสำนักหมิงเจี้ยนมานานกว่ายี่สิบปี ไม่เคยรู้เลยว่าหยวนจุนมีความเข้าใจทักษะกระบี่อย่างลึกซึ้ง
“มีใครอยากจะประลองอีกไหม? ข้าวั่นเฮ่าซิงจะสู้จนถึงที่สุดแน่นอน!”
แม้คำพูดเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาใช้เพลงกระบี่เอาชนะเสิ่นเฟยเสวี่ย ไม่มีศิษย์คนไหนในสำนักหมิงเจี้ยนที่มีคุณสมบัติสามารถประลองกับเขา!
เมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นมีใครกล้าก้าวออกมา วั่นเฮ่าซิงจึงค่อยๆ ยกยิ้มที่มุมปาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปลื้มใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีความสุขมากอย่างนี้
“ข้าขอลอง”
ขณะที่ทุกคนรู้ว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะความเก่งกาจของวั่นเฮ่าซิงได้ หยวนจุนที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่มุมหนึ่งก็ได้กล่าวไปทางลานประลอง
------------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์
และให้กำลังใจนักเขียน นักแปลได้ที่นี่~
.
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ