[จบ] ยุทธการพิชิตวังหลังฉบับองค์หญิงน้อยจอมป่วนผู้ถูกญาติ ๆ อ่านใจ
ข้อมูลเบื้องต้น
ยุทธการพิชิตวังหลังฉบับองค์หญิงน้อยจอมป่วนผู้ถูกญาติ ๆ อ่านใจ
亡国父皇偷读我心后,支棱起来了
** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัทเอ็นจอยบุ๊คจำกัด **
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 红豆煮水 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
จำนวน : 234 ตอนจบ
เรื่องย่อ
‘เซียวฉู่ฉู่’ ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างองค์หญิงแบเบาะที่อีกไม่นานจะต้องตายเพราะไข้หวัดตามบทในนิยายที่เคยอ่าน! ที่สำคัญ คือนางรู้ดีว่าโศกนาฏกรรมไม่ได้จบแค่นั้น… ทั้งตระกูลฝั่งมารดาของนางยังจะถูกกวาดล้างโดยฝีมือของ ‘ฟู่ฉากุ้ยเฟย’ นางเอกในนิยายเรื่องนี้
…ราชวงศ์จะล่มสลาย! แผ่นดินจะเดือดร้อน!!
แต่สิ่งที่ไม่อยู่ในพล็อตคือ… มารดา บิดา พี่ชาย ท่านตา ท่านยายกลับได้ยินเสียงในใจของนางซะอย่างงั้น!
ขณะนี้ สายตาตกตะลึงทั้งหมดจึงต่างก็จับจ้องมายังทารกในผ้าอ้อม… ที่อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนชะตาทั้งแผ่นดิน!
แนะนำนิยายแปลจีน น่ารัก อบอุ่นหัวใจ คลิกที่รูปได้เลย
จบแล้ว
>>> คลิกทดลองอ่านที่รูป
บทที่ 2 ท่านยาย พี่ใหญ่ พวกท่านจะต้องตาย
บทที่ 2 ท่านยาย พี่ใหญ่ พวกท่านจะต้องตาย
ในช่วงปลายปีที่หนาวเหน็บ แม้ว่าในห้องจะมีเตาถ่านลุกไหม้อยู่ แต่หลิ่วตาอิ้งก็ยังรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูก
แม่นมหวังจงใจเปิดหน้าต่างในยามค่ำคืน?
ตอนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี ลมเหนือพัดแรงราวกับมีดบาด ความหนาวเย็นแทรกเข้าถึงหัวใจ
อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังทนลมหนาวไม่ได้
‘เฮ้อ ต่อมาหมอหลวงบอกว่าข้าเพิ่งครบเดือน ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ก็โดนไอเย็นเข้าสู่อวัยวะภายใน ยากที่จะรักษา สุดท้ายไม่ถึงปีก็ทนไม่ไหว…’
‘ท่านแม่รักข้า อุ้มข้านอนด้วย แต่วันนี้เพิ่งออกเดือนก็เป็นไข้หวัด หลังจากนั้นไอติดต่อกันสามเดือน ทำให้ท่านพ่อผู้เป็นฮ่องเต้ที่ตายก่อนวัยอันควรไม่ได้เรียกพบท่านแม่เลย ท่านแม่ป่วยแต่ยังต้องดูแลข้า ตัวเองก็ไม่ได้พักฟื้นให้ดี ช่างทรมานทั้งกายและใจ’
‘ไม่นานร่างกายก็ทรุดหนัก สามปีต่อมาถูกฮ่องเต้องค์ใหม่สั่งประหาร ให้ไปเป็นเครื่องบรรณาการพร้อมบิดา แม้แต่แรงต่อต้านนางก็ยังไม่มี!’
หลิ่วตาอิ้งเกือบเป็นลมล้มพับ แต่เพราะอุ้มเด็กอยู่ นางจึงต้องฝืนประคองตัว
ฮ่องเต้สวรรคตเร็วขนาดนี้ และนางยังต้องตายตามไปอีก?
แต่ตอนนี้นางยังไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องในอีกสามปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของบุตรสาว
หลิ่วตาอิ้งเงยหน้าขึ้น จ้องมองแม่นมหวังที่มีใบหน้าซื่อ ๆ ตรงหน้า ก่อนหน้านี้คนผู้นี้ขยันและซื่อสัตย์ นางคิดว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้
แต่ตอนนี้ ภายใต้เสียงในใจที่น่าตกใจนี้ นางอดสงสัยไม่ได้
แม้ว่าเสียงในใจของบุตรสาวตัวน้อยจะแปลกประหลาดผิดธรรมดา แต่ทุกคำที่พูดล้วนเหมือนเป็นการเตือนนางผู้เป็นมารดา
หากเป็นความจริงเล่า?
นางไม่กล้าละเลย
หลิ่วตาอิ้งจ้องมองแม่นมหวังอย่างจริงจังทันที
คืนนี้นางจะไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด!
นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกของนาง!
นางอยากดูซิว่า แม่นมหวังจะกล้าขนาดนั้นหรือไม่
"ทูลพระสนม องค์ชายห้าและฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ บังเอิญพบกันที่ห้องโถงด้านหน้า"
ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งก็มารายงานจากนอกห้อง
หลิ่วตาอิ้งดีใจเป็นอย่างยิ่ง "เชิญพวกเขาเข้ามาเร็ว"
แต่เมื่อเห็นเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่มีสีหน้าเรียบเฉย เดินนำหน้าสตรีวัยกลางคนสามก้าว แววตาของนางก็หม่นลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากนางเข้าวังไม่นาน ก็คลอดองค์ชายห้า และได้รับแต่งตั้งเป็นสนมตำแหน่งตาอิ้ง
องค์ชายห้าก็ถูกส่งไปให้ลี่เฟย*[1] เลี้ยงดูตามธรรมเนียม
บิดาของลี่เฟยเป็นขุนนางชั้นหนึ่ง สามารถให้อนาคตที่ดีกว่าแก่องค์ชายห้าได้ดีกว่านางที่เป็นมารดาแท้ ๆ ซึ่งบิดาเป็นเพียงขุนนางชั้นห้าอยู่มาก
หลิ่วตาอิ้งรู้ดีว่า ลี่เฟยไม่ต้องการให้องค์ชายห้าติดต่อกับนางผู้เป็นมารดาแท้ ๆ มากนัก
มีเพียงการให้นางผู้เป็นมารดาแท้ ๆ อยู่ห่างจากองค์ชายห้า ถึงจะทำให้ลี่เฟยวางใจและดูแลองค์ชายห้าด้วยความจริงใจได้
หลิ่วตาอิ้งคิดเช่นนั้น จึงพยายามระงับความยินดีบนใบหน้าที่ได้พบบุตรชายเอาไว้
"ลูกเฉิงเฉียนคารวะท่านแม่หลิ่ว"
เด็กชายวัยเจ็ดขวบในอาภรณ์สีเหลืองทอง ดวงตาเฉียบคม จมูกโด่งดั่งคมดาบ แม้ยังไม่โตเต็มวัย แต่ก็มีเค้าโครงความสง่างามของบุรุษหนุ่มแล้ว
เมื่อเขาเดินเข้ามา เห็นหลิ่วตาอิ้งทำหน้าเคร่ง สายตามองเพียงทารกในผ้าอ้อม ดวงตาของเขาก็หม่นลง
แต่ไม่นานเขาก็ก้มหน้าเยาะหยันตัวเอง ซ่อนความหม่นหมองในดวงตา แล้วทำหน้าเคร่งขึ้นมาใหม่
ท่านแม่หลิวไม่ชอบเขา ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันนี้
ตั้งแต่เขาจำความได้ นางก็ไม่เคยสนใจเขา
องค์ชายองค์อื่น แม้จะถูกส่งไปให้พระสนมอื่นเลี้ยงดู ก็ยังได้รับความเอาใจใส่จากมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอ
ได้รับผ้าห่ม เสื้อผ้าฤดูหนาว หรืออาหารอุ่น ๆ ยามค่ำคืน ที่สำนักศึกษาหลวงมีเพียงเขาเท่านั้นในบรรดาพี่น้องที่เหมือนถูกมารดาแท้ ๆ ทอดทิ้ง
องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองต่างบอกว่ามารดาของเขาขี้ขลาด ไม่กล้าแย่งชิงเขากับลี่เฟย
ตอนนั้นเขาโกรธมาก จึงไม่คบหากับองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองที่ด่ามารดาของเขาอีกเลย!
องค์ชายห้าก้มมองพื้นกระเบื้อง
เขาเดาว่า มารดาไม่ได้กลัวลี่เฟย แต่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับเขาเท่าไรนักต่างหาก
องค์ชายห้าหลับตาลงอย่างยากลำบาก
แต่ทันใดนั้น เขาก็ชะงัก
‘หล่อจังเลย พี่ชายของข้า~’
เฉิงเฉียนกำลังกดความเศร้าลง จะมอบของขวัญวันครบเดือนเป็นหยกขาวรูปกิเลนให้น้องหญิงในผ้าอ้อมเล่น เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็แทบจะทำหยกหล่น
ใครกำลังพูด?
เฉิงเฉียนต้องอดทนเป็นอย่างมากที่จะไม่มองไปรอบ ๆ ห้องของมารดา
เซียวฉู่ฉู่มองหนุ่มน้อยตรงหน้าอย่างจริงจัง แม้จะหล่อเหลาแต่ก็ดูเคร่งขรึมจนแข็งทื่อไปหน่อย
‘นี่คือพี่ชายแท้ ๆ ของข้าจริง ๆ หรือ? สวรรค์ ใบหน้านี้เมื่อโตขึ้นต้องเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีเป็นแน่ ทั้งยังเขียนบทความได้งดงามและขี่ม้ายิงธนูได้ด้วย ภายภาคหน้าต้องเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊แน่นอน’
เซียวฉู่ฉู่ยื่นมือจะลูบใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลาของพี่ชายที่ดูเคร่งขรึม
‘มีพี่ชายแบบนี้ ช่างดีจริง ๆ’
องค์ชายห้าเกือบจะรักษาสีหน้าเคร่งขรึมของตนเอาไว้ไม่ได้ เขามองดูเด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวอมชมพูที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดาอย่างละเอียด
น้องหญิงของเขากำลังพูดอยู่หรือ?
แม้เขามีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า เขาแอบสังเกตหลิ่วตาอิ้งและนางกำนัล พบว่าพวกนางล้วนมีสีหน้าปกติ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
หรือว่ามีเพียงเขาที่ได้ยิน?
ริมฝีปากที่เม้มแน่นขององค์ชายห้ากลายเป็นเส้นตรงมากขึ้น
แต่ที่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
น้องหญิงกำลังชมเขาหรือ?
เป็นเรื่องจริงที่เขาเรียนในสำนักศึกษาหลวงอย่างตั้งใจที่สุด
เพราะเขาต้องการเป็นองค์ชายที่โดดเด่นที่สุด เพื่อให้มารดาที่ไม่ชอบเขาหันมามองเขาสักครั้ง
หวังว่านางจะส่งผ้าห่มฤดูหนาวมาให้เขาเหมือนมารดาขององค์ชายองค์อื่น และให้รางวัลเขาด้วยอาหารว่างยามค่ำคืนในฤดูหนาว
และหวังว่าเขาจะโตเร็ว ๆ ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ ทำให้มารดาได้รับความเคารพตามไปด้วย และมีชีวิตในวังที่ดีขึ้น
อย่างน้อยก็ให้นางได้เลื่อนจากตำแหน่งตาอิ้งเป็นเฟย!
‘เฮ้อ น่าเสียดายที่พี่ชายเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ผิด คิดว่าตนเองถูกมารดาแท้ ๆ รังเกียจจนกลุ้มใจทั้งวัน’
‘ภายหลังพี่ชายทำหน้าบึ้งในสำนักศึกษาหลวง ถูกฮ่องเต้มองว่าเป็น 'ลูกอกตัญญู เกลียดชังบิดา' 'ไม่ปรองดองกับพี่น้อง' ถูกบันทึกไว้ในบันทึกราชสำนัก จึงไม่มีโอกาสได้ครองราชย์อีกต่อไป’
สีหน้าขององค์ชายห้าเปลี่ยนไปในทันที
หลิ่วตาอิ้งเกือบเซถลา
เซียวฉู่ฉู่เพิ่งครบเดือน ยังไม่สามารถชูคอเล็ก ๆ ของตัวเองได้
มิเช่นนั้นนางคงส่ายหน้าแล้ว
นางถอนหายใจในใจ ริมฝีปากอมชมพูพ่นฟองนมออกมา
‘พี่ชายเข้าใจผิดมหันต์แล้ว ที่ท่านแม่ทำหน้าเย็นชาใส่ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่ต้องการปกป้องท่านต่างหาก มิเช่นนั้นด้วยความอิจฉาของลี่เฟย หากนางคิดว่าเลี้ยงท่านไม่เชื่อง ท่านจะมีชีวิตรอดถึงวันนี้ได้อย่างไร?’
‘ท่านแม่ ท่านช่างโง่เขลาเหลือเกิน ทำไมไม่ปิดประตูแล้วอธิบายให้พี่ชายเข้าใจเสียล่ะ? มิเช่นนั้นพี่ชายก็จะไม่กลายเป็นคนหน้าบึ้ง จนฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาไม่โปรด’
หลิ่วตาอิ้งรู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น ดวงตาแดงก่ำ
นางเกือบทำร้ายบุตรชาย เกือบทำให้เขาหลงผิดไปแล้วหรือ?
"เฉิงเฉียน…"
หลิ่วตาอิ้งมองบุตรชาย น้ำตาของนางเอ่อคลอ ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความรักที่พยายามกลั้นไว้แต่ก็ไม่อาจกลั้นได้
องค์ชายห้าเฉิงเฉียนในตอนนี้ราวกับถูกรดด้วยน้ำอมฤต
เมื่อได้ยินเสียงในใจอันประหลาดของน้องหญิง แล้วมองสีหน้าน้ำตานองของท่านแม่ เขาถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาเข้าใจผิดไปหรือ?
"ท่านแม่!" องค์ชายห้าข่มความรู้สึก ก่อนจะคุกเข่าคำนับหลิ่วตาอิ้งอย่างจริงจัง
"วันครบเดือนของน้องหญิง ท่านคงเหนื่อยมามาก วันนี้ข้านำหยกขาวรูปกิเลนมาให้น้องหญิงขอรับ"
ตอนที่เขาครบเดือน ท่านแม่ก็คงรักเขาเช่นนี้กระมัง?
หลิ่วตาอิ้งรีบให้คนพยุงเขาลุกขึ้น
ทั้งสองมองทารกในผ้าอ้อมที่คือเซียวฉู่ฉู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความรักและความโล่งอก
แต่ไม่นาน พวกเขาก็ชะงักค้างพร้อมกัน
‘โอ้ พี่ชายข้าช่างน่าสงสารนัก หลังจากไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ก็ไม่มีวาสนากับบัลลังก์ พอฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ กลับหวาดระแวงที่พี่ชายข้าที่เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น อีกทั้งมีชื่อเสียงดีเกินไป’
‘ไม่นานฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ส่งพี่ชายข้าไปรบ ปล่อยให้เขาตายในสนามรบ’
หัวใจที่เพิ่งผ่อนคลายของหลิ่วตาอิ้งกับองค์ชายห้าก็ถูกบีบรัดอีกครั้ง!
และเช่นเดียวกับพวกเขา ในห้องโถงยังมีอีกคนที่ตกตะลึงอยู่
นั่นก็คือฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วที่เดินตามองค์ชายห้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อครู่!
ผู้เฒ่าหลิ่วสอบจิ้นซื่อ*[2] เมื่อสิบปีก่อน ปีนี้ได้ตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงขั้นห้า
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วจึงถือโอกาสวันมงคลที่หลานสาวอายุครบเดือน ยื่นฎีกาเข้าวังมาเยี่ยมบุตรสาวและหลาน ๆ ดูว่าในวังเป็นอย่างไรบ้าง
แต่ใครจะคิดว่า พอนางเพิ่งก้าวเข้าห้องบุตรสาว ก็ได้ยินคำพูดประหลาดเหล่านี้เสียแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วตกใจจนแทบช็อก
และไม่นานเสียงนั้นก็สังเกตเห็นนาง
‘เอ๊ะ? นี่คือท่านยายของข้าหรือ? ดูอ่อนเยาว์จังเลย ท่านแม่คงได้ความงามมาจากนางกระมัง?’
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วดีใจยิ่งนัก
หลานสาวที่น่ารักของนางช่างมีสายตาดีจริง ๆ
‘แต่น่าเสียดาย ท่านยายที่งดงามเช่นนี้ ทั้งครอบครัวก็ไม่มีจุดจบที่ดี’
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที “!!!”
[1] เฟย คือ ชื่อเรียกยศ ตำแหน่งสนมระดับขั้นที่สอง
[2] จิ้นซื่อ คือการสอบขุนนางจีนโดยจะแบ่งเป็นสามรอบ จิ้นซื่อคือรอบที่สาม ต้องสอบต่อหน้าพระพักตร์
บทที่ 3 องค์หญิงน้อยเป็นเทพธิดากลับชาติมาเกิดหรือ?
บทที่ 3 องค์หญิงน้อยเป็นเทพธิดากลับชาติมาเกิดหรือ?
‘ฮ่องเต้องค์ใหม่บังคับให้มารดาของข้าตายตามบิดาไป อีกทั้งยังทำให้พี่ชายของข้าต้องตายทางอ้อม ไม่นานก็เริ่มระแวงขุนนางตระกูลหลิ่วที่รับราชการอยู่ในราชสำนัก ซึ่งก็คือท่านตาและท่านลุงของข้า’
‘ไม่นานก็มีคนกล่าวโทษท่านตาด้วยความผิดเจ็ดประการ ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปเป็นทหารไกลถึงสามพันลี้ ท่านยาย ท่านตา ท่านลุงใหญ่และท่านลุงรอง… ต่างล้มป่วยตายระหว่างทางตามกันไป’
จุดจบของตระกูลหลิ่วช่างโหดร้ายเหลือเกิน!
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วและหลิ่วตาอิ้งต่างตกตะลึง
องค์ชายห้าถึงกับกำหมัดแน่น
ก่อนหน้านี้นั้นเขาไม่เคยคิดจะแย่งชิงบัลลังก์เลย ด้วยเป็นเพียงองค์ชายลำดับที่ห้า
เขาตั้งใจเพียงจะเป็นองค์ชายที่เป็นประโยชน์ต่อราชสำนัก
แต่หากสิ่งที่น้องหญิงพูดในใจเป็นความจริง เช่นนั้นเขา… จะต้องแย่งชิงบัลลังก์ให้ได้!
มิเช่นนั้นเมื่อมีฮ่องเต้องค์ใหม่ ทั้งเขาและวงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาจะต้องตาย!
เซียวฉู่ฉู่เป่าฟองนมพลางคิดในใจ ‘ข้าต้องหาทางปกป้องพี่ชาย ท่านแม่และท่านยายให้ได้… จะไม่ยอมให้ท่านแม่และท่านยายที่งดงาม รวมถึงพี่ชายที่หล่อเหลาต้องลำบากหรือถูกผู้อื่นทำร้าย’
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่ว หลิ่วตาอิ้ง และองค์ชายห้าต่างรู้สึกสะเทือนใจ
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองใบหน้าของทารกน้อยในผ้าอ้อม
เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ นุ่มนิ่ม
ยังเดินไม่ได้ก็คิดจะปกป้องพวกเขาแล้ว
ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่ารักจริง ๆ
พวกเขายิ่งมองก็ยิ่งหลงรัก
"องค์ชายห้า ข้าขออุ้มองค์หญิงน้อยหน่อยเถิด"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วไม่สนใจเรื่องลำดับชั้นต่อหน้าองค์ชายอีกต่อไป
นางแย่งตัวเซียวฉู่ฉู่จากอ้อมกอดขององค์ชายห้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
องค์ชายห้า “…”
เขายังอยากอุ้มน้องหญิงต่อ
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วมองหลานสาวที่กำลังเป่าฟองนม อุ้มไว้ในอ้อมอกแล้วไม่ยอมปล่อย
"ข้าเห็นว่าองค์หญิงน้อยมีหน้าผากโหงวเฮ้งดี ดวงตาเป็นประกายมีชีวิตชีวา ต้องเป็นผู้มีบุญวาสนาแน่นอน"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วเอ่ยพลางมองหลิ่วตาอิ้งอย่างจริงจัง
มีเพียงยายคนนี้เท่านั้นหรือที่ได้ยินเสียงกระซิบเหมือนเทพธิดาของหลานสาว?
นางเห็นว่าหลิ่วตาอิ้งไม่มีท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายห้าก็ยืนนิ่งไม่ขยับ
ไม่ได้การ!
นางต้องเตือนบุตรสาวอย่างลับ ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วรีบตักเตือนทันที "การที่พระสนมได้องค์หญิงน้อยผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ นับเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่ จำต้องดูแลองค์หญิงน้อยให้ดี บุญวาสนาของท่านยังรออยู่ข้างหน้า"
หลิ่วตาอิ้งรักบุตรสาวดั่งดวงใจอยู่แล้ว จะต้องให้มารดาเอ่ยปากด้วยหรือ?
แต่ขณะที่นางกำลังจะตอบ กลับถูกองค์ชายห้าที่ทำท่าจริงจังราวผู้ใหญ่แย่งพูดเสียก่อน
เขาพยักหน้ารับคำ "ท่านยายวางใจได้ หลังเลิกเรียนจากสำนักศึกษาหลวง
ข้าจะมาเยี่ยมน้องหญิงทุกวัน"
หลิ่วตาอิ้งชะงัก
เมื่อก่อนนางจงใจเมินเฉยต่อองค์ชายห้า องค์ชายห้าจึงมาเยี่ยมทุกสามวันครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วรู้สึกปลื้มใจยิ่ง "องค์ชายห้าเป็นพี่ชายที่ดีจริง ๆ"
นางมีโอกาสเข้าวังไม่บ่อย จึงรีบถามถึงความเป็นอยู่ของบุตรสาวในวังหลัง
อีกทั้งยังเงี่ยหูฟังว่าเสียงจากทารกน้อยเซียวฉู่ฉู่จะมีอะไรอีกหรือไม่
แม้ไม่รู้ว่าเรื่องที่ได้ยินเป็นความจริงหรือไม่ แต่เนื้อหานั้นน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะมองข้าม
แต่เซียวฉู่ฉู่ในผ้าอ้อมเพิ่งครบเดือน นางนึกถึงจุดจบของทุกคนในนิยายเล็กน้อย ก็รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้ง แทบจะลืมไม่ขึ้น
ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วที่ชำนาญการอุ้มทารก นางขยับศีรษะด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ เมื่อหาตำแหน่งที่สบายที่สุดได้แล้ว ก็ขยับยุกยิกชวนให้น่าเอ็นดูซุกตัวเข้าไป
‘ง่วงจัง…’
‘ลูกจะนอนแล้ว…’
แต่เซียวฉู่ฉู่หลับตาลงแล้วก็ดิ้นครางอีกครั้ง
‘ไม่ได้ ข้าห้ามหลับ… คืนนี้ท่านแม่จะให้คนร้ายมาเฝ้ายาม…’
‘… ข้าห้าม… หลับ… ข้าต้องตื่น… หากข้าเห็นแม่นมใจร้ายไม่ปิดหน้าต่างก็ต้องร้องไห้… ด้วยวิธีนี้ ข้ากับท่านแม่… จึงจะไม่ล้มป่วยหนัก…’
แต่นางดิ้นรนได้สักพัก ร่างน้อย ๆ ก็ทนไม่ไหว ด้วยข้อจำกัดของร่างทารก จึงหลับใหลไป
เพียงแต่เสียงในใจก่อนหลับที่ทิ้งไว้ ทำให้ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วและองค์ชายห้าต่างตกใจและโกรธเป็นอย่างมาก
ในวังยังมีทาสชั่วช้าเช่นนี้ด้วยหรือ?
ลงมือกับองค์หญิงน้อยที่เพิ่งครบเดือนซึ่งไม่มีผลต่อราชบัลลังก์!
แต่เมื่อพวกเขาคิดอีกครั้ง ก็เข้าใจได้
หลิ่วตาอิ้งไม่ได้เป็นที่โปรดปรานในวังหลัง เมื่อหกปีก่อนฮ่องเต้เคยโปรดปรานเพียงครั้งเดียว นางก็สามารถให้กำเนิดองค์ชายห้า และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสนมตาอิ้งแล้ว
ในช่วงหกปีนี้ ฮ่องเต้เรียกตัวหลิ่วตาอิ้งเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี
ด้วยความโปรดปรานเพียงน้อยนิด แต่หลิ่วตาอิ้งกลับให้กำเนิดองค์หญิงที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้อีกคนหนึ่ง
หากปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจมีองค์ชายรอง องค์ชายสาม…
ในสายตาของบางคน นี่คือภัยคุกคามอย่างแน่นอน!
ถือโอกาสลงมือตอนองค์หญิงน้อยครบเดือน หากองค์หญิงเป็นอะไรไป หลิ่วตาอิ้งที่เพิ่งออกเดือนก็จะล้มป่วยไปด้วย
นี่คือการฆ่านกสองตัวด้วยลูกธนูดอกเดียว
ช่างเป็นแผนร้ายที่น่ากลัวเหลือเกิน!
ดวงตาขององค์ชายห้าหม่นหมอง
"ท่านแม่ ช่วงนี้ลมเหนือพัดแรง พี่ใหญ่และพี่รองต่างเป็นหวัดเล็กน้อย ทั้งยังไอไม่หยุด"
องค์ชายห้าครุ่นคิดก่อนเอ่ยปาก "ท่านแม่กับน้องหญิงควรระวังรักษาความอบอุ่นด้วย พี่ใหญ่กับพี่รองฝึกยิงธนูขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก พวกเขายังทนลมหนาวไม่ได้ แล้วท่านแม่ที่เพิ่งออกเดือน กับน้องหญิงที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงจะทนได้อย่างไร? ต้องระมัดระวังให้มาก"
ระวังไว้ดีกว่าประมาท
"เตาผิงต้องไม่ดับ ตอนกลางคืนนอกจากแม่นมที่ดูแลองค์หญิงน้อย ควรเพิ่มขันทีที่ไว้ใจได้มาเฝ้ายามอีกคน"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วพยักหน้าติด ๆ กัน
หลานชายพูดได้เหมาะเจาะ
นางรีบแนะนำหลิ่วตาอิ้ง "องค์ชายห้าพูดถูกแล้ว หากตอนนี้ยังหาคนที่ไว้ใจได้ไม่พบ ข้าเห็นว่าชิวหลีที่อยู่ข้างกายเจ้ามาหกปี ปกติก็กล้าหาญและละเอียดรอบคอบ ช่วงนี้ให้ชิวหลีดูแลให้มากหน่อย"
"โดยเฉพาะช่วงนี้ หิมะตกหนัก ลมแรง…"
หลิ่วตาอิ้งมองทารกน้อยที่ว่าง่ายในผ้าอ้อม ในใจก็ตื่นตัว
"ดี วันนี้ข้าจะจัดการ"
"เฉิงเฉียน ใกล้ถึงเวลาไปสำนักศึกษาหลวงแล้ว เจ้าอย่าไปสายให้อาจารย์ลู่โกรธล่ะ"
พอนางพูดจบ ใบหน้าเคร่งขรึมขององค์ชายห้าก็เปล่งประกาย
ท่านแม่รู้ด้วยว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษาหลวงแซ่ลู่
เสียงในใจของน้องหญิง… ไม่ผิดเลย
มารดาของเขาคอยห่วงใยเขาในที่ลับมาตลอด เขาเข้าใจผิดไปเอง
"ขอรับ ลูกจะไปเดี๋ยวนี้" องค์ชายห้าลุกขึ้นยืน มองน้องหญิงอย่างอาลัย ก่อนจะคำนับลาฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วและหลิ่วตาอิ้งอย่างนอบน้อม
หลังจากเขาจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วและหลิ่วตาอิ้งก็สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วได้ให้คำแนะนำบุตรสาวมากมาย "องค์หญิงน้อยเพิ่งเกิด ร่างกายยังอ่อนแอ ทั้งอาหารและของใช้ต้องให้คนที่ไว้ใจได้เท่านั้นเป็นผู้จัดการ"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วไม่สามารถอยู่ในวังได้นาน
วันนี้เป็นเพียงโอกาสที่องค์หญิงน้อยครบเดือน จึงได้มีโอกาสพบหน้าบุตรสาว
ก่อนจากไปฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วลังเลอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยเรื่องเสียงในใจประหลาดของหลานสาวตัวน้อยให้หลิ่วตาอิ้งฟัง
เพราะกำแพงในวังมีหูมากมายนัก
หากเรื่องประหลาดเช่นนี้แพร่ออกไป องค์หญิงน้อยอาจถูกมองว่าเป็นปีศาจ คงไม่มีจุดจบที่ดี
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วไม่กล้าพูดมาก โดยเฉพาะเมื่อหลิ่วตาอิ้งเพิ่งออกเดือน ยังรับความตื่นตระหนกไม่ได้ อย่างน้อยต้องรอให้ร่างกายบุตรสาวแข็งแรงก่อน
อีกอย่าง นางก็ไม่แน่ใจว่าเสียงในใจของหลานสาวนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
หากเป็นไปได้ว่านางเองเป็นโรคประสาทหลอน และทั้งหมดนี้เป็นเพียงจินตนาการของนาง ไม่เกี่ยวกับองค์หญิงน้อยเลย
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วกดความรู้สึกในใจเอาไว้
"พระสนม เจ้าต้องจำไว้ให้ดี ให้ชิวหลีเป็นผู้ดูแลองค์หญิงน้อย"
ก่อนจากไป นางได้รับคำสัญญาจากหลิ่วตาอิ้ง จึงค่อยอำลาด้วยความอาลัยอาวรณ์
"ท่านแม่กับท่านพ่อก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย"
หลิ่วตาอิ้งคิดว่าอย่างน้อยต้องรอถึงเทศกาลปานจิน ที่วังจะเชิญขุนนางและฮูหยินมาร่วมงานเลี้ยง จึงจะได้พบมารดาอีกครั้ง น้ำตาของนางพลันไหลออกมา
ท่านแม่ช่างรอบคอบและมีไหวพริบ
ไม่เหมือนนาง หากไม่ได้ยินเสียงในใจของบุตรสาว นางคงไม่สงสัยแม่นม
แม้จะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่นางไม่กล้าเอาชีวิตบุตรสาวมาเสี่ยง
"ชิวหลี คืนนี้เจ้าเฝ้าเวรกับข้าในห้องด้านใน"
หลิ่วตาอิ้งรอจนทุกคนจากไปแล้ว จึงวางบุตรสาวที่อุ้มอยู่ลงบนเตียงในห้องชั้นในของตนเบา ๆ
…
ยามราตรี แสงจันทร์ฤดูหนาวลอดผ่านช่องหน้าต่าง สาดส่องลงที่หัวเตียงในห้องชั้นใน
พื้นเป็นสีขาวเงินไปทั่ว ภายในห้องเงียบสงัด
แต่ไม่นานนัก ก็มีเงาร่างน่าสงสัยย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แอบย่องมาที่หน้าหน้าต่าง
เอี๊ยด——
หน้าต่างห้องถูกเปิดออกจากด้านนอก
ลมเหนือพัดโหมกระหน่ำเข้ามาในห้องทันที!
เงาดำนั้นทำท่าจะรีบหลบหนีไป แต่เพิ่งถอยหลังได้เพียงครึ่งก้าว ก็ถูกมือคู่หนึ่งที่ยื่นออกมาจากหน้าต่างคว้าจับไว้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
"นังทาสชั้นต่ำ! เจ้าช่างกล้านัก กล้าวางแผนทำร้ายองค์หญิงและพระสนม!"
โคมไฟทั่วทั้งลานเล็ก ๆ ถูกจุดขึ้นในพริบตา