หุ้นค้าปลีก-ไอที-เช่าซื้อ ลุ้นอานิสงส์ ยอดใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมสูงสุดรอบ 16 ปี
ใกล้ช่วงเปิดเทอมของน้องๆ นักเรียนแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองจะมีการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ทั้งเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การเรียน ให้กับบุตรหลาน ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก อุปกรณ์ไอที และกลุ่มเช่าซื้อ
โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเปิดเทอมผู้ปกครองพร้อมจ่าย ทำให้จะมีเงินสะพัดกว่า 62,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 16 ปี ตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 2553
นอกจากนี้ผลสำรวจยังระบุว่า กลุ่มผู้ปกครองที่มีเงินเพียงพอมีสัดส่วนราว 67% ขณะที่ 33%ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผลสำรวจการใช้ จ่ายช่วงวันวิสาขบูชา ยังพบว่า บรรยากาศปีนี้คึกคักกว่าปีก่อน คาดมีมูลค่าใช้จ่าย 3.97 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินประเด็นดังกล่าวเป็นบวกต่อบรรยากาศจับจ่าย โดยเฉพาะหุ้นที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวข้องนักเรียนในกลุ่ม Consumer Staple เช่น CPALL, CPAXT, BJC, MOSHI อุปกรณ์ IT เช่น SPVI, COM7, ADVICE และกลุ่มเช่าซื้อที่อาจจะมียอดกู้ยืมเข้ามาในลักษณะฤดูกาล เช่น SAWAD
จากข้อมูลข้างต้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานและคำแนะนำการลงทุนของ 3 หุ้นฮอตที่นักลงทุนน่าจะให้ความสนใจมาฝาก เริ่มด้วย CPALL บล.กรุงศรี คงคาแนะนา "ซื้อ"ราคาเป้าหมาย 80 บาท คาดกำไรปี 68 ที่ 29,040ล้านบาท โต 14% จากปีก่อน โดย CPALL เป็นหุ้นเด่นสำหรับกลุ่มค้าปลีกเนื่องจากมีรายได้ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดจากความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในธุรกิจ CVS ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ที่ไม่แพงมากที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว -2SD
สำหรับ CPAXT ฝ่ายวิเคราะห์เพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ (จากเป็นกลาง) ราคาเป้าหมาย 30 บาท โดยประเมินยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 2/68 อาจต่ำกว่าไตรมาส 1/68 จากอากาศที่ไม่ร้อนมากอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น รวมถึงเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม SSSG อาจทรงตัวและไม่ลดลงจนติดลบ ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ชอบ CPAXTเนื่องจากเป็นผู้นำในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งนำไปสู่อัตราการเติบโตเฉลี่ยของ SSSG ที่ยืดหยุ่นและอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
และสุดท้าย SAWADฝ่ายวิเคราะห์ปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายปีนี้เป็น 39 บาท เพราะ 1. ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง 2. คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 3. กำไรสุทธิปี 2568คาดกลับมาเติบโต 5% จากปีก่อนที่ทรงตัว 4. ราคาหุ้นปรับลงมากในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าสะท้อนความกังวลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปบ้างแล้ว