ขับรถลุยน้ำท่วม ต้องดูแลรถยังไง? วิธีเช็กสภาพหลังลุยน้ำ
ช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้ว และเข้าเร็วกว่าปกติด้วย ฝนก็ดูเหมือนจะตกทุกวัน และสิ่งที่หนีไม่ได้เลยบนท้องถนนเมืองไทยคือ “น้ำท่วมขัง” วันนี้ตู๋ลิ่วล้อ อีจัน ขอเอาวิธีดูแลรถยนต์และจักรยานยนต์หลังขับลุยน้ำท่วมมา จะต้องดูแลอย่างไร?
- เช็กระดับน้ำที่ลุยมา ถ้าน้ำสูงไม่เกินครึ่งล้อ โอกาสเสียหายน้อย แต่ถ้าเกินครึ่งล้อหรือท่วมถึงฝากระโปรง ต้องรีบตรวจสอบโดยด่วน เพราะอาจมีน้ำเข้าระบบต่างๆ
- ห้ามดับเครื่องทันที ถ้าน้ำยังสูง หากเครื่องยังติดอยู่ ห้ามรีบดับเครื่อง เพราะเมื่อน้ำยังล้อมรอบอยู่ การสตาร์ทใหม่หลังน้ำเข้าห้องเครื่องอาจทำให้ “เครื่องยนต์พัง” ได้ ควรรอให้น้ำลดก่อนแล้วค่อยขยับรถหรือดับเครื่อง
- เช็กไส้กรองอากาศ เปิดฝากระโปรงดูว่า ไส้กรองเปียกหรือไม่ ถ้าเปียก อย่าฝืนสตาร์ทรถเด็ดขาด ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะน้ำอาจเข้าห้องเผาไหม้ได้
- ตรวจเช็กน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องมาดู ถ้ามีสีขุ่นๆ หรือเป็นน้ำนม แปลว่า มีน้ำปนเข้าไปแล้ว ต้องรีบถ่ายน้ำมันออก เปลี่ยนใหม่ทันที
- ตรวจระบบเบรก หลังจากลุยน้ำลึก อาจมีน้ำเข้าไปในผ้าเบรก ทำให้เบรก “ไม่จับ” หรือ “ลื่น” ให้ลองขับช้าๆ แล้วแตะเบรกหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ความร้อนจากเบรกช่วยไล่น้ำออก ถ้ายังมีเสียงหรือเบรกไม่มั่นใจ ควรเข้าศูนย์
- ตรวจระบบไฟฟ้าและฟิวส์ ระบบไฟฟ้าในรถเปราะบางมาก ถ้าน้ำเข้าจริงอาจทำให้ไฟรวน หรือ “ช็อต” ได้ ต้องให้ช่างเช็กสายไฟ กล่อง ECU และเซ็นเซอร์ต่างๆ
- เป่าความชื้นในห้องโดยสาร ถ้าพรมเปียกหรือมีน้ำขังในรถ ต้องรีบถอดพรมออกมาตากแดด และใช้เครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องเป่าลมช่วย อย่าปล่อยให้ชื้นนาน เพราะจะเกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็น
- ควรให้ช่างมืออาชีพตรวจเช็กอย่างละเอียด หากลุยน้ำลึก หรือรู้สึกว่ารถผิดปกติ เช่น สตาร์ทยาก เบรกไม่อยู่ หรือไฟโชว์หน้าปัดแปลกๆ ควรเข้าศูนย์หรืออู่ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายระยะยาว
จำไว้สักนิดนะครับ รถลุยน้ำได้ ในระดับที่เหมาะสมและต้องรู้วิธีดูแลเพราะถ้าไม่รีบเช็ก รถคุณอาจต้องเข้าอู่ซ่อมนานแบบไม่รู้ตัว! เสียทั้งเงินและเวลา