โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ให้ต่างชาติซื้อคอนโดฯเสรีดีไหม ?

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 09 ก.พ. 2561 เวลา 14.00 น.

คอลัมน์ พินิจ พิเคราะห์

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ www.facebook.com/VI.Kittichai

ปีนี้เราเห็นการส่งออกของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตในตัวเลขที่สวยงามมาก โดยในเดือน ต.ค. 2560 ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 20,083 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน รวม 10 เดือนแรกปี 2560 การส่งออกมีมูลค่า 195,518 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี เป็นผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ที่ 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่าตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวในทุกตลาด

ทำไมเราคิดถึงเพียงแค่การส่งออกสินค้าเท่านั้น จริง ๆ แล้วเราสามารถสร้างยอดขายให้แก่ผู้ซื้อชาวต่างชาติ เพื่อดึงเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยที่สินค้านั้นมีการใช้ส่วนประกอบและวัสดุที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก รวมทั้งยังต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งจากในการผลิตส่วนประกอบและวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการก่อสร้าง สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม ปัจจุบันคนต่างชาติสามารถที่จะซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยได้ในอัตราที่ไม่เกิน 49% ของแต่ละโครงการ ทำไมเราต้องไปกำหนดหรือจำกัดความต้องการซื้อของชาวต่างชาติ ทั้งทั้งที่คอนโดมิเนียมเป็นสินค้าที่ชาวต่างชาติเมื่อซื้อแล้วไม่สามารถที่จะขนกลับประเทศเขาได้เลย ผมเข้าใจว่าการที่รัฐกำหนดเช่นนั้นเพราะเกรงว่า

1.ต่างชาติอาจจะมีสิทธิ์มีเสียงในคอนโดฯแต่ละอาคารมากเกินไป ในกรณีที่บางอาคารได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก และอาคารนั้นมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากกว่า 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก็จะทำให้คนไทยที่ซื้อโครงการนั้นกลายเป็นคนกลุ่มน้อย อาจจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารจัดการอาคาร

2.ราคาคอนโดมิเนียมในประเทศจะสูงขึ้นจากการที่ชาวต่างชาติเข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก มีการเก็งกำไรกันมากเกินไป อาจจะทำให้ชนชั้นกลางไม่สามารถที่จะสู้ราคากับราคาคอนโดมิเนียมที่พุ่งขึ้นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชนชั้นรากหญ้าซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่สามารถที่จะซื้อคอนโดมิเนียมกระทั่งชานเมืองได้ ทำให้รัฐอาจจะสูญเสียคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วไปได้ที่นี้เรามาดูกันทีละข้อนะครับ

จากข้อที่ 1 รัฐอาจจะกำหนดไว้ว่า ชาวต่างชาติคนใดคนหนึ่งที่จะซื้อคอนโดฯนั้น ไม่สามารถที่จะซื้อเกิน 10% ของโครงการนั้น ๆ เป็นต้น เพื่อลดปัญหาการใช้สิทธิ์ออกเสียงในการบริหารจัดการคอนโดฯนั้น ๆ

ส่วนข้อที่ 2 เมื่อดูประเทศอื่น ๆ บนโลกใบนี้ มีหลายประเทศเป็นจำนวนมากอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่มีเพดานการซื้อเหมือนบ้านเราที่กำหนดไว้ที่ 49% ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ อังกฤษ หรืออเมริกา เพียงแต่ว่าในแต่ละประเทศมีวิธีควบคุมการซื้อคอนโดฯด้วยวิธีอื่น อย่างเช่นที่ฮ่องกง สำหรับคนต่างชาติเมื่อซื้อคอนโดฯที่ฮ่องกงคุณต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งภาษีอีกประมาณ 15% ของราคาคอนโดฯที่คุณจะซื้อ ที่สิงคโปร์ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่าคุณต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวประมาณ 18% ของราคาคอนโดฯที่คุณจะซื้อ ในขณะที่อังกฤษมาแปลกกว่าชาวบ้านเขา คือว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ 1 ยูนิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอสังหาฯที่อยู่ภายในประเทศของคุณหรือประเทศอื่นก็ตาม เมื่อมาซื้อคอนโดฯที่อังกฤษจะต้องจ่ายภาษีมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาฯใด ๆ มาก่อน จริง ๆ แล้วพวก white collar ที่มีอายุการทำงานน้อยกว่า 10 ปีในประเทศอังกฤษก็ไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะซื้อคอนโดฯแม้กระทั่งยูนิตเล็ก ๆ ในลอนดอนได้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้วก็ไม่เห็นรัฐบาลอังกฤษจะเดือดร้อนอะไร เราจึงเห็นความต้องการของคนเหล่านี้ที่ต้องการเช่าอพาร์ตเมนต์ในลอนดอนสูงมากโดยมี vacancy rate ต่ำมาก

ส่วนที่มาเลเซียจะมีการห้ามชาวต่างชาติซื้อคอนโดฯที่มีราคาอยู่ในระดับล่างและระดับกลาง โดยกำหนดราคาขั้นต่ำของคอนโดฯไว้ว่า คอนโดฯที่ชาวต่างชาติจะซื้อจะต้องมีมูลค่ามากกว่า 300,000 ริงกิต (ประมาณ 2.40 ล้านบาท) ขึ้นไปในรัฐ Sarawak และ 650,000 ริงกิต (ประมาณ 5.20 ล้านบาท) ขึ้นไปสำหรับรัฐ Selangor เพื่อป้องกันการเก็งกำไรในคอนโดฯระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาคอนโดฯเหล่านั้นทำให้คนมาเลเซียเองไม่ว่าจะเป็นชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลาง อาจจะไม่สามารถมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะซื้อคอนโดฯเหล่านี้ได้

สำหรับในเมืองไทยผมขอเสนอว่า ควรจะปล่อยให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อคอนโดฯได้เสรี เพียงแต่กำหนดว่าราคาขั้นต่ำของคอนโดฯเหล่านั้นจะต้องมีราคาไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคนไทยที่จะซื้อคอนโดฯระดับนี้ได้จะต้องมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 1.40 ล้านบาท ซึ่งรัฐก็คงไม่ต้องเป็นห่วงคนกลุ่มนี้มากเสียเท่าไร และกำหนด surcharge tax เวลาชาวต่างชาติจะขายคอนโดฯแถวนี้ไว้ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการกำราบนักเก็งกําไรต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง แถมยังได้เงินภาษีดังกล่าวเข้ารัฐด้วย โดยขอเสนอเพิ่มเติมว่าเงินดังกล่าวควรจะนำเข้ากองทุนที่ตั้งขึ้นใหม่เป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนระดับรากหญ้า เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว ได้ทั้งการสร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับโรงงานต่าง ๆ ที่ผลิตวัสดุในการก่อสร้างคอนโดฯเหล่านั้น ทำให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อ GDP ของประเทศไปด้วย ชนชั้นรากหญ้าก็จะได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...