โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยังจำได้ไหม? ‘ตา สุรางคณา’ อดีตดาราสาวชื่อดัง ชีวิตพลิกหลังป่วยเป็นมะเร็ง

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ก.ค. 2564 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 08.53 น. • The Bangkok Insight

ถ้าเห็นหน้าคาดตาคงจำกันไห้แม่นในบทบาทนางร้ายบนหน้าจอทีวีที่ในจอร้ายสุดเหวี่ยงจนได้ใจแฟนละครไปเต็ม ๆ ส่วนในชีวิตจริงของ ตา สุรางคณา ที่ได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวเผยว่าเป็นคนเรียบง่าย แถมไม่ค่อยพูดด้วยซ้ำไป พร้อมเล่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตนี้ของตัวเองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงก็ตอนที่ป่วยเป็นมะเร็งเมื่อตอนอายุ 27 ปี ทำให้เข้าสู่เส้นทางสายธรรมอย่างจริงจัง และครั้งหนึ่งเคยสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? จนออกเดินทางค้นหาด้วยตัวเอง

ถาม ก่อนอื่นต้องขออัพเดทก่อนว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง 

ตา สุรางคนา ร้านนี้เพิ่งเปิดได้ประมาณปีกว่า ๆ เริ่มต้นจากการที่เราไปทำงานช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆแล้วเราก็ประชุมกันบ่อยที่บ้านเพื่อนเขาก็ทำอาหารอร่อยให้ทานประจำ ซึ่งเขาก็เคยเป็นชาววัง เป็นหม่อม อาหารที่ทำก็แบบต้นตระกูลสูตรชาววังเลย ก็เลยมาตั้งชื่อว่าร้าน หม่อมหลวงสมิท ข้าวคลุกกะปิ ร้านอยู่แถวประชาชื่นค่ะ ซึ่งทั้งร้านเราจะมีแค่ 5 เมนู แต่ตอนนี้คือยังไม่สามารถที่จะนั่งได้นะคะ แต่สามารถสั่งไปรับเอง หรือว่าให้ทางร้านส่งไปให้ได้ค่ะ ซึ่งอาหารที่ร้านก็จะมี ข้าวคลุกกะปิ จากต้นตำหรับเราใช้หมูเราก็นำมาเคี้ยวกับคาราเมล ซึ่งหนึ่งจานที่เราเสิร์ฟก็จะมีเครื่องเคียงอยู่ 13 อย่าง ตอนที่เราคั่วกะปิจะเป็นสูตรพิเศษของร้านเราจะคั่วเป็นเม็ดทราบจนละเอียดเลยค่ะ ส่วนน้ำมันหมูเราก็เจียวเอง กากหมู เราก็เอาใส่ลงในข้าวคลุกกะปิรสชาติพอได้ทานแล้วจะกลมกล่อมมาก และอีกเมนูที่อยากนำเสนอคือ ข้าวน้ำพริกลงเรือ จะหาทานที่อื่นไม่ได้จะหาทานยากเพราะว่าเป็นสูตรโบราณ ส่วนขนมจีนชาวน้ำ จะเป็นสูตรเด็ดของร้านร้านเราจะมีแจงร้อน(คือปลาบด ทางร้านเราก็บดเอง) พอทานลงไปแล้วจะสดชื่น ถ้าใครที่อยากทานอาหารรสชาติไทยๆราคากันเอง มาที่ร้าน  หม่อมหลวงสมิท ข้าวคลุกกะปิ ได้นะคะ เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์นะคะ

ถาม มาอัพเดทเรื่องราวชีวิตของ ดา กับมุมที่บางคนรู้แต่อีกหลายคนไม่รู้ เพราะว่าภาพของเราเมื่อก่อนคือนางร้าย

ตา สุรางคนา เล่นเป็นนางร้ายตบอย่างเดียวเลยค่ะ ตอนนี้เป็นคนที่ใช้อารมณ์เยอะมาก ช่วงหนึ่งของชีวิตเรียกว่า 7  วันอยู่กับละครเลยแล้วเมื่อก่อนละครคือ ถ่ายไปออกอากาศไปด้วย จนแทบไม่มีเวลาเป็นชีวิตจริงๆของเราเลย (ซึ่งชีวิตเราก็วี๊ดไปตามตัวละครที่เราเล่นเลยจนแทบแยกไม่ออกเลย จริงเราเป็นคนสนุก แต่ถ้าเอาลึกๆกว่านั้นคือเราเป็นคนเงียบๆนะ) แต่ที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนเลยคืออายุ 27 เพราะเราไปตรวจเจอมะเร็งท่อน้ำดี พอหลังจากนั้นต้องนอนโรงพยาบาล 10 วัน ซึ่งตอนนั้นถ้าเป็นดาราคือห้ามออกข่าว เจ็บ ป่วย ตาย หรือมีแฟน ต้องเก็บตัวเงียบอย่างเดียว เพราะถ้าเขารู้ว่าเราป่วยคือ งานเราก็จะหายไปเลยเพราะเขาจะคิดว่าเราทำงานไม่ได้เลยให้รู้ไม่ได้เลยว่าเราป่วย ซึ่งตอนนั้นที่เราป่วยคือ เป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่เราทำงานมาได้หยุดนอนอยู่โรงพยาบาลสิบวันเลย แล้วคือผ่าตัดของเราคือ ความยาวแปดนิ้วเลยเพราะการผ่าตัดสมัยก่อนไม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัยมากเท่ากับปัจจุบันนี้ และมะเร็วที่เป็นก้อนคือก้อนใหญ่มากเท่า   กำมือของเราเลย ซึ่งเรานอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงเจ็ดวันแรกคือ หมอเขาให้มอร์ฟีน พอหลังจากนั้นคือพอเขาหยุดให้เราต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดเพราะหายใจแต่ละครั้งน้ำตาคือไหลเลยคือไม่อยากหายใจเลย ไม่หายใจได้ไหม และเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเพื่อนที่ดีที่สุดของเราคือลมหายใจนะ เพราะเมื่อก่อนเราไม่เคยสนใจลมหายใจตัวเองเลยแต่พอเวลาที่เราจะตายเราคิดว่ายังไงฉันขออีกเฮือกเถอะ เพราะว่าฉันไม่อยากให้ลมหายใจของฉันมันหมดไป

แล้ววันนั้นคือช่วงที่เราเมามอร์ฟีนอยู่สองวันเพื่อนเอาหนังสื่อธรรมะมาทิ้งไว้ชื่อ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธธาตุ เราก็หยิบขึ้นมาเปิดแล้วไปเจอท่อน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือมันยากนะภาษาบาลีแต่พอเราอ่านในเนื้อหาคือ ทุกอย่างมันไม่เที่ยงว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนน้ำตาเราเลย เพราะเรามองย้อนไปคือก่อนที่เราจะมาผ่าตัดเรายังแข็งแรงอยู่เลย แต่พอเราได้อ่านแล้วเราป่วยอยู่ตอนนั้น ทำให้เราคิดได้ว่าร่างกายไม่ใช่ของเราเหรอ เราไม่สามารถที่จะสั่งให้ไม่เจ็บไม่ปวดได้เหรอ เรามองไปหาพ่อแม่ที่รักเรา มองไปหาแฟนที่เรารัก เขาเจ็บไปกับเราก็จริง แต่เขาไม่ได้เจ็บเหมือนที่เราเจ็บ เราก็คิดว่านี่เราต้องตายไปคนเดียวจริงๆเหรอ คือ ชีวิตทุกอย่างตอนนั้นพลิกไปหมดเลย จากตอนนั้นที่เราอายุ 27 เราก็ตามหาว่าใครกันนะที่สอนข้อความนี้ไว้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราก็มารู้ว่าเป็นท่านพุทธธาตุ แต่ท่านมรณะภาพไปแล้วก็คือเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งจริงแล้วเป็นสิ่งที่เราเคยเรียนมาแล้วตั้งแต่ตอนที่เราเด็กๆในวิชาพระพุทธศาสนา แต่ตอนที่ป่วยเราเห็นสัจจะธรรม เห็นชีวิตจริง ว่าถ้าลมหายใจเฮือกนั้นหมดไปคือเราก็ตาย ถ้าเราตายเราก็ทำอะไรไม่ได้ เราก็ได้แต่ภาวนาของให้เรายังมีโอกาสที่จะใช้ชีวิตต่อไป จะใช้ชีวิตให้รู้จักชีวิตจริงๆ ใช้ชีวิตที่เราจะรักตัวเองจริงๆ คือก็เริ่มพอเราแข็งแรงขึ้นมาก็เลิกอย่างแรกคือ เราเลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่เลย

ตา สุรางคนา พอหลังจากนั้นเราก็เริ่มแสวงหาความจริงในชีวิตค่ะ เริ่มไปปฏิบัติธรรม สนใจธรรมะ อยากที่จะรู้จริงๆ เราก็เลยไปนั่งสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ พอครบหนึ่งเดือนเราสามารถสวดได้คล่องเลย ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งที่เราสวดมนต์อยู่แล้วจิตของเราอีกจิตหนึ่งคือคิดว่าพอสวดมนต์เสร็จฉันต้องไปร้านข้าวมันไก่ ซึ่งตอนนั้นเราคิดเลยว่าไม่ได้แล้วจิตเรายังไม่นิ่ง เราต้องตั้งใจมีสมาธิมากกว่านี้

ถาม เห็นบอกว่าจริงจังจนถึงขนาดที่ว่าไปที่ที่หนึ่งเขาสอนให้ตัดกรรมจนเห็นอดีตชาติของตัวเอง

ตา สุรางคนา คือ สถานที่นี้อยู่ที่ ลพบุรี เป็นกรรมฐานเปิดโลกเป็นวัดที่สอนให้เราสูดลมหายใจแรงๆเดินจงกรมสองชั่วโมง ยืนสองชั่วโมง นั่งสองชั่งโมง ฝึกหมดทั้งสี่อย่าง แต่ที่เน้นที่สุดคือการหายใจ ซึ่งพอเราทำแบบนี้แล้วมีพระอาจารย์นำ เราจะสามารถย้อนกลับไปเห็นอดีตชาติในสามชาติคือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อย่าง กายกรรม บางคนก็จะออกมาเลื้อยเป็นงูเลยค่ะ หรือบางคนก็รำออกมาเต็มองค์เต็มร่างไปหมด แต่ต้องบอกแบบนี้นะคะ จะมีทั้งคนที่มโน และ คนที่เข้าถึงจริงก็มีอันนี้แล้วแต่บุญกรรมและความรู้เก่า แต่อยากจะบอกว่าที่เราไปเราต้องไม่คิดไปเองก่อนนะคะ เพราะอย่างที่เราไปคือ เราไม่เชื่อเลยแล้วอยากไปลองแล้วสิ่งที่เราเห็นคือ เราเคยเป็นพญาทนาค อยากจะบอกว่าคนที่ลงไปเลื้อยคือตัว ตา ซึ่งเรารู้สึกตัวทุกอย่าง ไม่ไม่ขาดสติแต่มันฝืนลมหายใจตัวเองไม่ได้ ซึ่งรูปร่างพญานาคที่เราเห็นคือ สวยมากมีขนงามมากแล้วก็เปล่งแสงสีเขียว แล้ววันนั้นเราก็ช็อคไปเลยไม่น่าเชื่อ ตอนแรกไม่ได้เชื่อเรื่องพยานาคหรืออะไรมาก่อนเพราะต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่เราไปนั่งคือ ไม่ได้เห็นที่ชาติที่เราเป็นพญานาคแค่ชาติเดียวนะ เราย้อนกลับไปเห็นถึงสิบชาติ ว่าชาตินั้นๆเราเป็นอะไรบ้าง ที่เห็นคือเตยเกิดในวังด้วยเคยเป็นนางสนมในวังด้วย แล้วก็มีหลายชาติเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี ลงไปในนรกก็มี

ถาม พอเห็นอดีตชาติไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามเราได้อะไร

ตา สุรางคนา ที่เราได้คือ รู้จักคำว่าเวียนว่ายตายเกิด และกฎแห่งกรรมที่แท้จริง เชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาแค่ชาติเดียว เชื่อว่ากรรมมีจริง เชื่อว่าผลของการกระทำที่เราทำไว้จะส่งผลกลับมาหาเรา เราไม่เชื่อเรื่องการย้อนกลับไปแก้กรรมนะ แต่เชื่อในการกระทำในปัจจุบัน ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ดีๆ ทำแต่กุศลตลอดเวลาต่อให้กรรมยังมีอยู่มันจะเจือจางและเบาบางลง เชื่อในสิ่งนี้มากกว่า ซึ่งกรรมก็มีอยู่แต่บุญก็ต้องสร้าง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนให้พวกเรามีความเพียร คือ ให้เราละอกุศล สร้างแต่กุศล

ถาม ได้ศึกษา ปฏิบัติ ทำความเข้าใจแล้วก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหมเลยออกเดินทางตามหา

ตา สุรางคนา พอเราปฏิบัติมา 7 ปี สิ่งหนึ่งเลยที่เราตั้งใจคือในชีวิตนี้ต้องบรรลุโสดาบัน แต่พอเราทำทุกอย่างแล้วเราก็ยังไม่บรรลุสักทีเราเลยเกิดการท้อแท้ และศรัทธาเสื่อม ซึ่งสิ่งที่เรารู้สึกว่าทำไมเรายังไม่บรรลุเพราะว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมคือ ยังมีความโกรธ ความทุกข์ ซึ่งถ้าบรรลุเราต้องโกรธน้อยลง มีความสุขมากขึ้น แต่นี่คือเหมือนเดิม เราเลยออกไปตามหาเลยบินไปที่อินเดียเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้วที่นั่นคือ ถนนไม่มี ห้องน้ำไม่มี พอเราไปคือทำให้เรารู้สึกถึงนรกกับสวรรค์เลย เพราะว่าอยู่เมืองไทยเราได้นอนที่นอนสบาย แต่ที่โน้นคือเขาต้องนอนกับพื้นกัน แต่ที่เราเดินผ่านคนเหล่านั้นไป แล้วก้าวเข้าเขตพุทธคญาณเคนโค ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พอเราก้าวเข้าไปคือ นิ่งสงบ และเจอกับทุกคนที่ได้เดินทางมาหาพระพุทธเจ้าด้วยใจศรัทธา พอเราเข้าไปถึงสถานที่นี้คือ ไม่เหมือนที่อื่นเลยเราเข้าไปแล้ว อิ่มใจ ซึ่งตอนนั้นที่เราไปคือ เราจะไปเพื่ออธิษฐาน แล้วเราก็ยังคงตามหาว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม แล้วคนอย่างเราจะสามารถบรรลุโสดาบันได้ไหมเราสงสัยมาก เราเลยตั้งใจที่จะไปอธิษฐานจิตที่ใต้ต้นโพธิ์ซึ่งเราตั้งจิตว่าถ้าคำอธิษฐานของเราไม่เป็นจริงฉันจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งเราก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม แล้วตัวของเราที่เป็นผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้ไหมในชาตินี้ ถ้าทุกอย่างมีจริงคือ ระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่ขอให้ใบโพธิ์หล่นลงมาตรงบริเวณไหนก็ได้ ซึ่งพอเราเริ่มนั่งสมาธิแค่ 3 วิ คืออะไรหล่นมาอยู่ที่กลางมือของเราเลยเราก็เอามือกำๆซึ่งทำให้เราเชื่อเลย และเราก็บอกท่านว่าขอโทษที่มีจิตลบลู่ ตอนนี้เชื่อแล้ว ซึ่งเราก็ได้อธิษฐานจิตอีกว่าต่อจากนี้ไปคือจะมาที่อินเดียปีละครั้งเพราะว่าเราไม่รู้จิตศรัทธาของเราจะเสื่อมอีกเมื่อไหร่เราก็ได้กลับไปตลอดเลยปีละสองครั้ง ยกเว้นช่วงที่เกิดโควิดมาคือ ไม่ได้ไปเลย

ตา สุรางคนา ตั้งแต่ที่พอเรากลับมาจากอินเดียก็ได้เริ่มทำเพจธรรมะชื่อ ตา สุรางคนางค์ ก็จะมีคนมาติดตาม แลเวเราจะพูดคำง่าย และก็เริ่มพาคนไปที่ประเทสอินเดีย แล้วเราก็มองว่าเราอยู่ในวงการบันเทิงเราเลยร่วมกับทาง สสส. จัดกิจกรรมเพื่อพระพุทธศาสนาขึ้นมาก็มีดารารุ่นใหญ่หลายท่านมาร่วมค่ะ แต่เป็นการปฏิบัติธรรมแนวใหม่ที่เราไม่ได้เดินจงกรม แต่เราเชื่อว่าเราต้องกลับมารู้จักตัวเองก่อน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...