โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดโทษเด็ก "ไม่ใส่ชุดนักเรียน" ต้องลงโทษตามระเบียบ ไม่มีสิทธิ์ห้ามเข้าเรียน

Khaosod

อัพเดต 01 ธ.ค. 2563 เวลา 05.07 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 05.07 น.

ระเบียบชัดการลงโทษนักเรียนมี 4 ข้อ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนน หรือให้ทำกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องลงโทษตามระเบียบ ไม่มีสิทธิ์ห้ามไม่ให้นักเรียนเข้าเรียน

หลัง ภาคีนักเรียน KKC และกลุ่มนักเรียนเลว ประกาศเชิญชวนนักเรียนใส่ชุดไปรเวทไปเรียนในวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกของที่ 2 ปีการศึกษา 2563 พร้อมกับเผยรายชื่อโรงเรียนทั้งหมด 23 โรงเรียนที่จะร่วมแต่งไปรเวท

นักเรียน กับ เครื่องแบบนักเรียน

ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ในมาตราที่ 4 ได้กำหนดความหมายว่า “นักเรียน” คือผู้ซึ่งศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้ซึ่งศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ  อันรวมถึงนักเรียนในสถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ด้วย

และ “เครื่องแบบนักเรียน” หมายความว่า เครื่องแต่งกาย สิ่งประกอบเครื่องแต่งกาย และเครื่องหมายต่างๆ ที่กำหนดให้นักเรียนแต่งตามพระราชบัญญัตินี้

ทำไมต้องใส่ชุดนักเรียน?

ในมาตราที่ 5 ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน ได้ระบุไว้ว่า "ให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบนักเรียน" โดยลักษณะของเครื่องแบบนักเรียน วิธีการแต่ง เงื่อนไขในการแต่ง และการยกเว้นไม่ต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

นักเรียนผู้ใดไม่แต่งเครื่องแบบนักเรียน โดยไม่ได้รับยกเว้นตามวรรคสองอาจได้รับโทษทางวินัย ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548

ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียนพุทธศักราช ๒๔๘๒ ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติบางประการจึงไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันสมควรปรับปรุง โดยกําหนดให้มีเครื่องแบบนักเรียนไว้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อประโยชน์ในการประหยัด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสร้างวินัยให้แก่นักเรียน รวมทั้งเป็นการคุ้มครอง เพื่อมิให้บุคคลอื่น แต่งเครื่องแบบนักเรียนโดยไม่สิทธิที่จะแต่ง จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

การลงโทษนักเรียน

ในข้อที่ 4 ได้กำหนดความหมายว่า“กระทําความผิด” หมายความว่า การที่นักเรียนหรือนักศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของสถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา และ “การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทําความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน

ข้อที่ 5 โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถาน ดังนี้ 1. ว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน 3. ตัดคะแนนความประพฤติ 4. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

และในข้อ 6 ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธหรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย

การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิดและกลับมาประพฤติตนตนในทางที่ดีต่อไป ให้ผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนมอบหมาย เป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษ นักเรียนนักศึกษา

ทั้งนี้หากจะมีการลงโทษในรูปแบบอื่น ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวว่าหากครูเห็นว่าการไม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเป็นการฝ่าฝืนระเบียบก็ลงโทษนักเรียนได้เพียง 4 สถานนี้เท่านั้น ไม่อาจกระทำการอย่างอื่น เช่น ห้ามเข้าเรียน ยึดหรือตรวจค้นทรัพย์สิน ตีหรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งหากกระทำเช่นนั้น ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและอาจมีความรับผิดตามมาได้

อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสำหรับกระทรวงศึกษาฯ และครู คือ การรณรงค์แต่งชุดไปรเวทในวันเปิดภาคเรียนที่จะเกิดขึ้นนี้เป็น “การกระทำความผิด” จริงหรือไม่ จำเป็นต้องมี “การลงโทษ” หรือไม่ ในเมื่อการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อการตั้งคำถามถึงเป้าหมายของการจัดการศึกษา และเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ซึ่งรวมถึงของนักเรียน มิใช่เป็นการประพฤติชั่วซึ่งต้องสั่งสอนให้สำนึกรู้ในความผิดแต่อย่างใด

ที่มา :
พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียนพ.ศ. ๒๕๕๑
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. 2548

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...