โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EEC ตั้งเป้าดึง 5G ลงทุน 50,000 ล้าน/ ปี ดันอุตฯหุ่นยนต์-ปรับตัวการผลิต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ย 2564 เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2564 เวลา 09.17 น.

EEC – Mitsubishi Electric และเครือข่ายพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น เปิดแผน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ผ่านโครงการ EEC Automation Park ดึงระบบ 5G เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพิ่มทักษะบุคลากร ลดต้นทุนภาคการปลิต เพิ่มมูลค่า ดันเข้าสู่ Industry 4.0 คาดเกิดการลงทุน 50,000 ล้านบาท/ปี 

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในการผลักดันการใช้ Automation เพื่อพัฒนา Smart Factory 4.0 ในไทยได้ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะ Mitsubishi Electric ที่ร่วมก่อตั้ง EEC Automation Park ที่มหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระบบ e-F@ctory ซึ่งข้อมูลจากงาน JETRO Manufacturing Digital เมื่อต้นปี 2564 ได้คาดการณ์ว่า ตลาด IOT & Digital ของโลกภายในปี 2568 จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสัดส่วนจากเมืองอัจฉริยะ 28.6% และจากภาคอุตสาหกรรม 26.4% หรือประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

และภาคเอกชนญี่ปุ่นยังประเมินอีกว่า หากนำ IOT & Automation มาใช้จะช่วยให้ลดภาระงานลงกว่า 1,131 ชั่วโมง/เดือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ของ COVID-19 ยังเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต มีการนำเข้าและลงทุน Robotics & Automation เพิ่มขึ้นมาก การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มทักษะแรงงาน Digital Technologies, Automation และ Digital Platforms จึงถือเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการแข่งขัน (Competitiveness) ในตลาดโลกได้ 

และเพื่อต่อยอดแนวคิดนี้ให้สำเร็จ จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจ Ecosystem นำศักยภาพของเครือข่ายมุ่งขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ Robotics & Automation เพื่อให้เกิด Industry 4.0 ขึ้นจริงใน EEC และดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve

ซึ่ง EEC ได้ตั้งเป้าให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5G, Digital, Smart Factory, Data Center, Cloud Services, Digital Platforms มูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท/ ปี  ภายใต้การให้บริการ 5G ในพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุมถึง 100%

นอกจากนี้ EEC Automation Park ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้าน Robotics, Automation ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโดย EEC-HDC ศูนย์เครือข่าย EEC Net และการส่งเสริมให้มีการรับรองทักษะตามมาตรฐานสากล (Skill Qualification) เพื่อให้มีทักษะและผลิตภาพแรงงาน หรือ Labor Productivity สูงขึ้นด้วยมาตรฐานสากล ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก โดยตั้งเป้าอย่างน้อย 2,000 คน/ ปี หรือ 15,000 คนภายใน 5 ปี  

นายอัทสึชิ  ทาเคทานิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO กล่าวว่า ตามรายงานของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ ยอดขายประจำปีของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 13% ต่อปีในช่วง 10 ปีตั้งแต่ปี 2010 – 2020 แม้ว่าตลาดจะหดตัวในระยะสั้น จากเหตุอันเนื่องมาจากสถานการณ์ COVID-19 แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวนั้น วิกฤตครั้งนี้อาจจะกระตุ้นให้คนใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งก็เป็นโอกาสการเติบโตสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทั่วโลกอีกด้วย  และย้อนไปในปี 2019 ญี่ปุ่นเป็นตลาดอันดับที่ 2 (รองจากจีน) และไทยเป็นตลาดอันดับ 1 ในประเทศอาเซียน 

ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมการผลิตจำนวนมาก และบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยก็มีจำนวนมากเช่นกัน แต่ความท้าทายคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าในฐานการผลิตที่สำคัญต่อไปนั้น ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติจะแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยลดเวลาในการผลิตและยังตรวจจับความผิดปกติของไลน์ผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

โดย Mitsubishi Electric เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ที่ยาวนานในระบบอัตโนมัติในโรงงาน เช่น หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยเทคโนโลยีและความรู้ของญี่ปุ่นจะเผยแพร่สู่ประเทศไทยผ่านทาง EEC Automation Park แห่งนี้ ในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศไทย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า EEC Automation Park จะสามารถส่งเสริมและผลักดันเกี่ยวกับการปรับใช้ระบบอัตโนมัติของโรงงานและการเพิ่มผลผลิตในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของทาง JETRO เองได้มีการดำเนินโครงการ “JETRO Robot Automation Project” ในปีที่แล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากสำนัก EEC ทั้งการจัดตั้งเว็บไซต์พิเศษ, การสัมมนาออนไลน์ และการประชุมทางธุรกิจ นอกจากนี้ในการฝึกอบรม SI ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการแนะนำหุ่นยนต์อัตโนมัติ ซึ่ง JETRO Bangkok ก็ยังได้เข้าร่วมและสนับสนุนการฝึกอบรมนี้ ผ่านโครงการ “LASI (Lean Automation System Integrators)” ตั้งแต่ปี 2018 โดยมีวิศวกรมากกว่า 900 คนที่ได้เข้าร่วมเรียนในหลักสูตรนี้

นายอภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินงานร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัย ในพื้นที่ EEC และกับมหาวิทยาลัยนอกเขต EEC อีก 20 มหาวิทยาลัย และพัฒนาความร่วมมือกับ 40 วิทยาลัยระดับอาชีวศึกษาในพื้นที่ โดยพุ่งเป้าผลิตบุคลากรด้านออโตเมชั่นตามโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ดิจิทัล โรโบติกส์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์สมัยใหม่ และโลจิสติกส์ ซึ่งในกลุ่มความต้องการบุคลากรกลุ่มนี้มีความต้องการตามแผนการลงทุนใน EEC ใน 5 ปีนี้รวมทั้งสิ้นราว 375,624 คน

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า Mitsubishi Electric Group ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ โดยประมาณ 50 ปี ที่ได้ทำให้คนไทยมีความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์รูปเพชรสามแฉกมายาวนาน และเข้าใจดีถึงความหมายอันลึกซึ้งด้านคุณภาพและเทคโนโลยีของเรา ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ปรับอากาศ สินค้าระบบอาคารหรือที่เข้าใจกัน คือ ลิฟต์และบันไดเลื่อน อุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบไฟฟ้าและพลังงานมากมาย ซึ่งมีกลุ่มบริษัท Mitsubishi Electric ในประเทศไทยรวมแล้วทั้งหมด 11 บริษัท และได้มีการจัดตั้งโรงงานทั้งใน EEC และนอก EEC ด้วยยอดขายประมาณ 120,000 ล้านบาท มีการสร้างงานให้คนไทยประมาณ 20,000 คน และอีกผลิตภัณฑ์สำคัญที่ทำให้เรามารวมตัวทำความร่วมมือกันในวันนี้ คือ ระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงานและอาคาร โดยเราได้เริ่มนำ โซลูชั่น e-F@ctory เข้ามาในเมืองไทยเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ด้วยเชื่อว่า Key Success 

สำหรับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ประกอบด้วย 3 ฟันเฟืองหลัก ได้แก่ 1. Machine Automation 2. Digital Engineering และ 3. Human Knowledge แต่การดำเนินงานเพียงลำพังนั้นไปได้ค่อนข้างช้า และไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จในวงกว้าง การได้ร่วมงานกับหน่วยงาน EEC-HDC ทำให้เกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา และวันนี้ความร่วมมือนั้นก็ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ระดับหนึ่งแล้วที่ EEC Automation Park  และการจะต่อยอดความสำเร็จต่อไปในภาคอุตสาหกรรมไทย คือการสร้าง Ecosystem ให้เกิดความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมไทย ที่ช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการสายโรงงาน และสถานศึกษาได้เรียนรู้ ปรึกษาหารือในเทคโนโลยีใหม่ ๆ

นายไพบูลย์ ลิ้มปิติพานิชย์ ผู้อำนวยการ EEC Automation Park กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการในส่วนต่าง ๆ ว่า EEC Automation Park เป็นศูนย์เครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและบุคลากร ด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และดิจิทัล เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) โดยเป็นแหล่งรวมเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาและเรียนรู้ระบบสายการผลิตอัตโนมัติแบบดิจิทัล (IIoT) และการใช้เทคโนโลยี 5G อีกทั้งยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะความชำนาญให้แก่บุคลากรที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 25 หลักสูตร รวมถึงการให้บริการข้อมูลฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ในรูปแบบ Business Matching โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทในกลุ่มพันธมิตรเพื่อให้เกิดการนำไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมได้จริง รวมถึงบริการด้านการให้คำปรึกษาการปรับปรุงการผลิตแก่ภาคอุตสาหกรรม การจัดหาแหล่งทุน และบริการพื้นที่ Industrial Sandbox เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ่านความร่วมกับกลุ่มพันธมิตรโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ EEC

นายบวร เทียนสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาโครงการและกลุ่มพันธมิตร กล่าวถึงภาพรวมในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตตามแนวทาง e-F@ctory และหลักการ SMKL – Smart Manufacturing Kaizen Level ว่า Mitsubishi Electric และกลุ่ม e-F@ctory Alliance ได้ร่วมกัน เป็นที่ปรึกษาในการนำโซลูชั่นต่างๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ปัจจุบันมีพันธมิตรเข้าร่วมกลุ่ม e-F@ctory Alliance เพื่อพัฒนาสินค้าและโซลูชั่นกว่า 900 บริษัท มีการนำโซลูชั่นไปใช้จริงแล้วมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยเริ่มโครงการ e-F@ctory Alliance ในปี 2019 โดยในปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 58 บริษัท ครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของผู้ประกอบการในความต้องการพัฒนากระบวนการผลิต ไปสู่ Industry 4.0

โดยโครงการ e-F@ctory Alliance นั้น เราได้แบ่งกลุ่มพันธมิตรออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Software Partner, Device Partner และ System Integration Partner เรามีการทำงานร่วมกัน แบ่งปันเทคโนโลยี ความรู้ และพัฒนาโซลูชั่นเพื่อนำเสนอให้กับภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เรายังมีพันธมิตรส่วนเสริมอื่น ๆ อีก เช่น Education Partners ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักตามแนวทางของ e-F@ctory + SMKL (Smart Manufacturing Kaizen Level)”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...