อนุฯ เห็นชอบให้ คดีฮั้วสว.เป็นคดีพิเศษ เปิดแนวทางบอร์ด 6 มี.ค. รับ-ไม่รับ ทำไงต่อ
บอร์ดอนุกรรมการ เห็นชอบให้คดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ 6 มี.ค.นี้ แจงเอกสาร 1,200 รายชื่อพยาน ไม่ได้หลุดจากสำนวนสืบสวนดีเอสไอ คาดมาจากวันคัดเลือก สว. รอบสุดท้าย 800 ราย
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 3 มี.ค.2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองด้านอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งหมด 9 ราย และ 4 ผู้แทนหน่วยงาน อันประกอบด้วย สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะอนุกรรมการ
เพื่อพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กรณี การคัดเลือกสว. ที่มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งมีพฤติการณ์อันอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นไปตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2561
โดยวัตถุประสงค์การประชุมของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในเรื่องของการดำเนินการในความผิดอาญาที่เป็นภารกิจของดีเอสไอ เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ และเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งตามกฎหมาย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) ที่ให้อำนาจคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเรื่องหลักใจความสำคัญ คือ
เรื่องที่เสนอนั้น เป็นการกระทำความผิดอาญาหรือไม่ และในฐานความผิดใด ระหว่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 (ฐานอั้งยี่) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (3) และความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 รวมทั้งมีเหตุสมควรเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติให้เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) หรือการเป็นคดีความผิดทางอาญาอื่น หรือไม่
ร.ต.อ.สุรวุฒิ เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุม ว่า วันนี้เป็นการประชุมตามที่บอร์ด กคพ. ได้มอบหมายดำเนินการเพื่อให้เกิดความรอบคอบในประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ ในที่ประชุมได้พูดคุยตามอำนาจหน้าที่ของเรา ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ 3 ข้อ คือ
1.มีการกำหนดไว้ว่าเรื่องดังกล่าวมีมีความผิดอาญาฐานใดบ้าง ซึ่งกรรมการทุกคนได้เห็นเป็นเอกฉันท์ตรงกันว่า มันมีมีความผิดอาญาเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 116 (ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ) มาตรา 77 (1) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 ววรคหนึ่ง (ก) - (จ) แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
เนื่องจากมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน รวมถึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอต่อบอร์ด กคพ. ในวันที่ 6 มี.ค.นี้ เพื่อให้รับเป็นคดีพิเศษทั้ง 2 กรณี โดยกรณีที่ 1 คือ กรณีการกระทำความผิดทางอาญาอื่นที่เกิดขึ้นจากการอั้งยี่ รวมทั้งการกระทำความผิดที่เป็นการได้มาซึ่ง สว. ตามมาตรา 77 (1) ส่วนกรณีที่ 2 คือ ความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการคดีพิเศษ
ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า ในที่ประชุม ได้พูดคุยค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะได้เปิดมาตรา 44 ที่มีการระบุว่าได้ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในเรื่องใดบ้าง และไม่ได้ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนอื่น ขอให้พนักงานสอบสวนอื่นดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งในทางปฏิบัติก็มีเช่นนั้นมาโดยตลอดยืนยันว่า ดีเอสไอไม่ได้ทำเรื่องการเลือกตั้ง แต่ทำเรื่องความผิดทางอาญาอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ความเห็นโดยสรุปของคณะอนุกรรมการในวันนี้ เราทำตามหน้าที่ที่บอร์ด กคพ. ได้มอบหมาย ความเห็นไปตามที่เรียนแจ้ง แต่ส่วนบอร์ดกคพ. จะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นในส่วนของบอร์ดฯ คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ไม่สามารถก้าวล่วงได้
โดยปกติ คณะอนุกรรมการมีความเห็นอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่าบอร์ด กคพ.จะต้องเห็นแย้งหรือเห็นคล้อยตามด้วย เพราะที่ผ่านมามีทั้งเห็นต่างกันและเห็นร่วมกัน หรือบอร์ด จะไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะต้องดูความเห็นบอร์ดฯ เป็นหลัก เนื่องด้วยการจะรับหรือไม่รับเป็นคดีพิเศษจะต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของบอร์ดฯ ดังเดิม คณะอนุกรรมการฯ มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองเรื่อง
สำหรับกรณีวันที่ 5 มี.ค. ซึ่งอธิบดีดีเอสไอจะต้องหารือกับประธานกกต.นั้น ตนในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ ไม่สามารถทราบรายละเอียดได้ แต่วันนี้ถือเป็นการพิจารณาเรื่องสำนวนสืบสวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ชี้แจงในการประชุมของบอร์ดกคพ.ไปแล้ว โดยไม่ได้มีการหารือถึงเรื่องรายชื่อ 1,200 ราย ที่ปรากฏว่าเป็นพยานของดีเอสไอในคดีฮั้ว สว. เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องอนาคต ขอให้มีการรับเป็นคดีพิเศษก่อน
ย้ำว่ารายชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นเอกสารที่หลุดออกมาจากดีเอสไอ แต่เท่าที่ดูเหมือนจะเป็นเอกสารที่หลุดออกมาจากวันที่มีการประกาศรายชื่อ 800 ราย ที่เข้ารอบสุดท้าย ไม่ได้หลุดมาจากสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอ
แนวทางของบอร์ดกคพ.ในวันที่ 6 มี.ค. มีดังนี้ หากรับเป็นคดีพิเศษ ก็จะมีการสอบสวนโดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับพนักงานอัยการ แต่ถ้าไม่รับเป็นคดีพิเศษ ก็ต้องมีมติว่าจะส่งต่อหน่วยงานใดดำเนินการแทน ย้ำว่าดีเอสไอทำเรื่องคดีอาญาอย่างเดียว ส่วนเรื่องการเพิกถอนการเลือกตั้งเป็นอำนาจของกกต. ไม่ได้เกี่ยวกับดีเอสไอหรือหน่วยงานใด เพราะเป็นกฎหมายของ กกต. โดยเฉพาะ
นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การพิจารณาพยานหลักฐานมาจากการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอเป็นหลัก เพื่อให้ที่ประชุมน่าเชื่อว่า มีความผิดอาญาเกิดขึ้น ซึ่งความผิดที่เกิดขึ้นมีทั้งในส่วนของประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ซึ่งเราก็พิจารณาตามพยานหลักฐานทั้งหมด
ส่วนหลักฐานจะเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้างนั้น ตนไม่สามารถนำออกมาบอกแก่สื่อมวลชนได้ แต่ในที่ประชุมได้ดูและฟัง รับทราบจนเชื่อได้ว่ามันมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และความเห็นในวันนี้ของเรา มีขึ้นเพื่อไปใช้นำเสนอแก่บอร์ด กคพ.เพื่อพิจารณา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุฯ เห็นชอบให้ คดีฮั้วสว.เป็นคดีพิเศษ เปิดแนวทางบอร์ด 6 มี.ค. รับ-ไม่รับ ทำไงต่อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th