โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Financing for the New S-Curve ผลงานทางวิชาการ วตท. 34

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 17.32 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2568 เวลา 08.25 น.

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่เข้มข้นในระดับโลก เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเร่งด่วน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ และด้วยเหตุนี้เอง “อุตสาหกรรม New S-Curve” จึงถูกกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต

อย่างไรก็ดี การจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและกลไกทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินในมิติต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน เช่น นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากร ตลอดจนการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรม New S-Curve แต่ละสาขาล้วนมีความหลากหลายและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน การวางแนวทางและสร้างสรรค์กลไกเพื่อส่งเสริม แต่ละอุตสาหกรรมจึงต้องอาศัยแนวทางที่เหมาะสมและปรับให้เข้ากับบริบทเฉพาะตัว

เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่รอบด้านเพื่อส่งเสริมกลไกทางการเงินที่นำสู่New S-Curve ให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสถาบันวิทยาการตลาดรุ่นที่ 34 (วตท.34) จึงได้ออกแบบระเบียบวิธีวิจัยที่รัดกุม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจากผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลายในทุกอุตสาหกรรมNew S-Curve ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งการศึกษาลักษณะเชิงบูรณาการเช่นนี้ยังไม่ค่อยมีให้เห็นในประเทศไทย และจะช่วยปูพื้นฐานทางวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมNew S-Curve ของไทยได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาพรวมและความสำคัญของ New S-Curve

New S-Curveคืออุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยองค์ความรู้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดดในระยะยาว ในงานศึกษานี้ได้ระบุอุตสาหกรรมNew S-Curve ที่สำคัญจำนวน 8 ประเภท ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคการผลิต บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนี้

  • Robotics and Automation อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งมีบทบาทในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์ และปรับโครงสร้างการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • Bio-Materials and Technology การใช้เทคโนโลยีชีวภาพและวัสดุชีวภาพ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองแนวโน้มของผู้บริโภคที่ต้องการความยั่งยืน
  • High-value Food and Agriculture การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและกระบวนการแปรรูปที่ซับซ้อน เพื่อเพิ่มคุณภาพและสร้างมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชั่น โปรตีนทางเลือก บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ และการเกษตรอัจฉริยะ
  • Health and Wellness ธุรกิจด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งบริการทางการแพทย์ระดับสูง การแพทย์ทางเลือก ธุรกิจสปา การดูแลผู้สูงอายุ และการพัฒนายาและเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่
  • Tourism คุณภาพสูง การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและประสบการณ์เฉพาะ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม เชิงอาหาร และการท่องเที่ยวอัจฉริยะที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล
  • Soft Power and Creative Economy อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ เช่น สื่อบันเทิง ดนตรี แอนิเมชั่น เกม อาหาร แฟชั่น และงานออกแบบ ซึ่งใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจ
  • Digital อุตสาหกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ของซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ฟินเทค บล็อกเชน บิ๊กดาต้า การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกภาคส่วน
  • Climate and ESG อุตสาหกรรมที่เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมมุ่งสู่วิถีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงการปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอน ธุรกิจบริหารจัดการขยะครบวงจร และสินทรัพย์ดิจิทัลด้านคาร์บอนเครดิต

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ ลดการพึ่งพาแรงงานเข้มข้น และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในหลายอุตสาหกรรมยังสามารถต่อยอดจากจุดแข็งของไทย เช่น องค์ความรู้ภาคเกษตร และภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนและก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ค้นพบ

  • กฎหมายและกฎระเบียบไม่เอื้อ พบว่า หลายกฎหมายและมาตรการยังไม่ทันสมัย เช่น การจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติในอุตสาหกรรมไฮเทค หรือขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อที่ซ้ำซ้อน ทำให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสตาร์ตอัปเสี่ยงสูงไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ
  • เครื่องมือทางการเงินจำกัด แม้มีเครื่องมือ เช่น สินเชื่อปกติ กองทุนร่วมลงทุน แต่กลับไม่ตรงตามความต้องการของธุรกิจนวัตกรรมที่ต้องการเงินทุนระยะยาว มีความเสี่ยงสูง และมักขาดหลักประกัน
  • บุคลากรภาครัฐขาดทักษะด้านนวัตกรรม เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังขาดความเข้าใจเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลต่อการให้บริการ บังคับใช้กฎระเบียบ และพัฒนามาตรการสนับสนุนได้ไม่ตรงจุด
  • การเชื่อมโยงบริการรัฐไม่เป็นระบบ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการหลายขั้นตอนข้ามหลายหน่วยงาน ก่อให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนแฝง ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ล้มเหลวได้ง่าย
  • การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาไม่เพียงพอ งบประมาณวิจัยของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ GPD อีกทั้งเม็ดเงิน R&D จำนวนมากยังกระจุกอยู่ในโครงการเดิมๆ หรือขาดเป้าหมายชัดเจน

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเครื่องมือทางการเงิน

มิติภาครัฐ (Government Matters)

1. การปรับปรุงกฏระเบียบ (Regulatory Guillotine) ปรับแก้กฎหมาย-ระเบียบให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ เช่น อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ในอุตสาหกรรม Robotics, Digital, Bio-Materials และ Climate & ESG สร้างกระบวนการ “Fast Track” สำหรับโครงการนวัตกรรมเสี่ยงสูงที่ผ่านเกณฑ์เฉพาะ เช่น การพิสูจน์เทคโนโลยี หรือมีทีม R&D ที่เข้มแข็ง รับฟังความเห็นสาธารณะและผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้านก่อนออกกฎหมาย เพื่อป้องกันการออกกฎเกณฑ์ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อน ดึงดูดบุคลากรนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญสำหรับNew S-Curve สู่ตลาดแรงงานไทย ปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้รัฐสามารถรับความเสี่ยงด้านการเงินได้สูงขึ้น ไม่ยึดติดกับแนวคิดเงินของรัฐ “ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้” ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงได้

2. การเชื่อมโยงบริการและมาตรการภาครัฐ (Integrated Government Service) พัฒนา “One Stop Service” ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางแบบครบวงจร ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและมาตรการสำคัญต่างๆ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทุนสนับสนุนเทคโนโลยี สิทธิประโยชน์ด้านภาษี รวมถึงขั้นตอนการอนุมัติที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยแพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ลดความซับซ้อนและเวลาที่เสียไป

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มควรมีระบบดิจิทัลที่รองรับการตรวจสอบสถานะเอกสารและการติดตามผลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีระบบคอยช่วยให้คำแนะนำและตอบคำถามอย่างทันท่วงที ตั้งเป้าลดเอกสาร ลดระยะเวลาขั้นตอนอนุมัติ (Service Level Agreement) และใช้ระบบดิจิทัลเพื่อทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ จัดกลุ่มมาตรการให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมทั้ง 8 หมวด เพื่อสนับสนุนอย่างตรงจุด

3. พัฒนาทักษะและแนวคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ (New S-Curve Business Skillset) จัดโปรแกรมอบรมความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐพร้อมสนับสนุนธุรกิจไฮเทค ปรับโครงสร้างบุคลากร ส่งเสริมการดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนมาช่วยปรับปรุงการบริการรัฐ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

มิติการสนันสนุนทางการเงินจากภาครัฐเพื่อส่งเสริม New S-Curve

1. มาตรการรองรับอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง (Higher Risk Absorption) ออกมาตรการภาษีพิเศษ เช่น ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Green Loan หรือการลงทุนที่มีลักษณะ ESG สนับสนุนโมเดล “Revenue-based Financing” และ “Investment Tokens” ที่ให้ผู้ประกอบการชำระหนี้ตามกระแสรายได้ พร้อมมีหลักค้ำประกันบางส่วนจากรัฐ

2. หน่วยงานจัดหาเงินทุนที่นำโดยเอกชน (Private-Led Authoritative Funding Body) ตั้งองค์กรรูปแบบใหม่ที่รัฐร่วมค้ำประกันความเสี่ยงและดูแลเชิงนโยบาย (แต่ต้องจำกัดการแทรกแซง) และเปิดให้เอกชนบริหารกองทุน มีหน้าที่คัดกรองโครงการและจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการร่วมลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและบริษัทข้ามชาติ เพิ่มช่องทางระดมทุนให้สตาร์ตอัปและ SMEs

3. Big Data for Financial Activities and Transactions สำหรับการบริหารเครดิตแห่งชาติ พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นถนนเชื่อมข้อมูลเพื่อนำมาบริหารจัดการ เพื่อสร้างระบบ National Credit Rating ที่มีข้อมูลหลากหลาย (เช่น พฤติกรรมการชำระเงิน สถานะทางบัญชีออนไลน์) ช่วยให้การปล่อยสินเชื่อแม่นยำขึ้นมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งนี้ต้องระวังการผูกขาดข้อมูล ลดข้อจำกัดในการประเมินความเสี่ยงสำหรับสตาร์ตอัปที่ไม่มีประวัติทางการเงินในอดีต พร้อมยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อ

มิติเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

1. Revenue-based Financing (RBF) แบบจับคู่ (Matching Fund) ช่วยให้ธุรกิจปรับการชำระคืนได้ตามกระแสรายได้ แทนการชำระคงที่ รัฐบาลอาจสนับสนุนโดยร่วมลงทุน 50% หรือบางส่วน เพื่อแบ่งเบาความเสี่ยง

2. การใช้ Smart Contract นำบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะมาจัดการ Fractionalize กรรมสิทธิ์ให้ผู้ลู้งทุนรายย่อยถือโทเคนที่เป็นตัวแทนการลงทุน เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบการแบ่งรายได้และเงินปันผลอัตโนมัติ ลดค่าใช้จ่ายคนกลาง

3. พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) ออกพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย ESG หากบริษัทบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอน อัตราดอกเบี้ยลดลง หรือได้รับแรงจูงใจภาษี สนับสนุนให้ SMEs เข้าถึง Green Finance ได้ง่ายขึ้น โดยลดต้นทุนการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และให้เงินอุดหนุนการตรวจสอบคาร์บอนเครดิต

มิติเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนระยะยาว

1. กองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิต (Well-Being Fund) เน้นสนับสนุนโครงการที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม (โรงพยาบาล สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการผู้สูงอายุ) สร้างผลกระทบเชิงบวกยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยอาจเป็นกองทุนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ภาคเอกชนและองค์กรการกุศลร่วมลงทุน

2. กองทุนร่วมลงทุนแบบจับคู่ (VC Matching Fund) ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและนักลงทุนเอกชน ร่วมกันคัดกรองโครงการที่มีศักยภาพ จับคู่เงินลงทุนในสัดส่วน เช่น 1:1 หรือ 7:3 เพื่อแบ่งเบาความเสี่ยงให้สตาร์ตอัป และกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

3. กองทุนวิจัยและพัฒนา (R&D Fund) จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศไทยยังล้าหลัง เช่น AI, Blockchain, เทคโนโลยีดิจิทัล ขั้นสูงด้านหุ่นยนต์ หรือวัสดุชีวภาพ กระตุ้นการทำวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย-เอกชน พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยให้ทันสมัยและเข้าถึงได้

มิติทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบาย

งานวิจัยนี้มี Academic Contributions อย่างหลากหลาย ทั้งการประยุกต์ทฤษฎี “Innovation-led Growth” กับกรอบเศรษฐกิจจริงของไทย การวิเคราะห์เชิงระบบที่เชื่อมโยงตลาดการเงิน ตลาดทุน โครงสร้างอุตสาหกรรม และปัจจัยเชิงสถาบัน ตลอดจนระเบียบวิธีศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ที่ผสานการสัมภาษณ์เชิงลึก การทำ Focus Group การสำรวจด้วยแบบสอบถาม และการประมวลข้อมูลเชิงเอกสารเข้าด้วยกันอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้ข้อเสนอแนะมีมิติที่สมบูรณ์ ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ

นอกจากนี้ ผลการศึกษามีนัยสำคัญ (Policy Implications) ทั้งระยะสั้นและระยะยาว :

  • ระยะสั้น (Short Term)

  • การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจเสี่ยงสูง

  • รื้อกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติใน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และกำหนดเงื่อนไขการได้รับสิทธิ์ประโยชน์ในการลงทุน และต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทักษะองค์ความรู้และการจ้างงานให้กับคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ

  • เปิดตัวแพลตฟอร์ม One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนขอรับการสนับสนุน

  • กระตุ้นโครงการ Revenue-based Financing และ Crowdfunding สำหรับสตาร์ตอัป

  • ระยะยาว (Long Term)

  • ปรับบทบาทรัฐมุ่งสร้าง “Integrated Government Service” และสนับสนุน “หน่วยงานจัดหาเงินทุนที่นำโดยเอกชน”

  • ลงทุนในบุคลากรภาครัฐให้เข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึก ปรับแนวคิดด้านนวัตกรรม

  • ขยายเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนสีเขียวและการลงทุนระยะยาว เช่น กองทุน R&D, VC Matching Fund, Sustainable Bonds

  • ตั้ง Big Data หรือระบบเครดิตแห่งชาติที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนในวงกว้าง

ทั้งนี้ หากดำเนินตามข้อเสนอเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมNew S-Curve ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน โดยยังคงมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และแข่งขันได้ในเวทีโลกต่อไปในระยะยาว

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฉบับที่ 514 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...