Financing for the New S-Curve ผลงานทางวิชาการ วตท. 34
ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่เข้มข้นในระดับโลก เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเร่งด่วน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ และด้วยเหตุนี้เอง “อุตสาหกรรม New S-Curve” จึงถูกกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต
อย่างไรก็ดี การจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและกลไกทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินในมิติต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน เช่น นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากร ตลอดจนการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรม New S-Curve แต่ละสาขาล้วนมีความหลากหลายและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน การวางแนวทางและสร้างสรรค์กลไกเพื่อส่งเสริม แต่ละอุตสาหกรรมจึงต้องอาศัยแนวทางที่เหมาะสมและปรับให้เข้ากับบริบทเฉพาะตัว
เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่รอบด้านเพื่อส่งเสริมกลไกทางการเงินที่นำสู่New S-Curve ให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสถาบันวิทยาการตลาดรุ่นที่ 34 (วตท.34) จึงได้ออกแบบระเบียบวิธีวิจัยที่รัดกุม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจากผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลายในทุกอุตสาหกรรมNew S-Curve ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งการศึกษาลักษณะเชิงบูรณาการเช่นนี้ยังไม่ค่อยมีให้เห็นในประเทศไทย และจะช่วยปูพื้นฐานทางวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมNew S-Curve ของไทยได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ภาพรวมและความสำคัญของ New S-Curve
New S-Curveคืออุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยองค์ความรู้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดดในระยะยาว ในงานศึกษานี้ได้ระบุอุตสาหกรรมNew S-Curve ที่สำคัญจำนวน 8 ประเภท ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคการผลิต บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนี้
- Robotics and Automation อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งมีบทบาทในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์ และปรับโครงสร้างการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- Bio-Materials and Technology การใช้เทคโนโลยีชีวภาพและวัสดุชีวภาพ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองแนวโน้มของผู้บริโภคที่ต้องการความยั่งยืน
- High-value Food and Agriculture การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและกระบวนการแปรรูปที่ซับซ้อน เพื่อเพิ่มคุณภาพและสร้างมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชั่น โปรตีนทางเลือก บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ และการเกษตรอัจฉริยะ
- Health and Wellness ธุรกิจด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งบริการทางการแพทย์ระดับสูง การแพทย์ทางเลือก ธุรกิจสปา การดูแลผู้สูงอายุ และการพัฒนายาและเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่
- Tourism คุณภาพสูง การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและประสบการณ์เฉพาะ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม เชิงอาหาร และการท่องเที่ยวอัจฉริยะที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล
- Soft Power and Creative Economy อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ เช่น สื่อบันเทิง ดนตรี แอนิเมชั่น เกม อาหาร แฟชั่น และงานออกแบบ ซึ่งใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจ
- Digital อุตสาหกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ของซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ฟินเทค บล็อกเชน บิ๊กดาต้า การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกภาคส่วน
- Climate and ESG อุตสาหกรรมที่เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมมุ่งสู่วิถีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงการปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอน ธุรกิจบริหารจัดการขยะครบวงจร และสินทรัพย์ดิจิทัลด้านคาร์บอนเครดิต
อุตสาหกรรมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ ลดการพึ่งพาแรงงานเข้มข้น และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในหลายอุตสาหกรรมยังสามารถต่อยอดจากจุดแข็งของไทย เช่น องค์ความรู้ภาคเกษตร และภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนและก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ค้นพบ
- กฎหมายและกฎระเบียบไม่เอื้อ พบว่า หลายกฎหมายและมาตรการยังไม่ทันสมัย เช่น การจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติในอุตสาหกรรมไฮเทค หรือขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อที่ซ้ำซ้อน ทำให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสตาร์ตอัปเสี่ยงสูงไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ
- เครื่องมือทางการเงินจำกัด แม้มีเครื่องมือ เช่น สินเชื่อปกติ กองทุนร่วมลงทุน แต่กลับไม่ตรงตามความต้องการของธุรกิจนวัตกรรมที่ต้องการเงินทุนระยะยาว มีความเสี่ยงสูง และมักขาดหลักประกัน
- บุคลากรภาครัฐขาดทักษะด้านนวัตกรรม เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังขาดความเข้าใจเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลต่อการให้บริการ บังคับใช้กฎระเบียบ และพัฒนามาตรการสนับสนุนได้ไม่ตรงจุด
- การเชื่อมโยงบริการรัฐไม่เป็นระบบ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการหลายขั้นตอนข้ามหลายหน่วยงาน ก่อให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนแฝง ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ล้มเหลวได้ง่าย
- การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาไม่เพียงพอ งบประมาณวิจัยของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับ GPD อีกทั้งเม็ดเงิน R&D จำนวนมากยังกระจุกอยู่ในโครงการเดิมๆ หรือขาดเป้าหมายชัดเจน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเครื่องมือทางการเงิน
มิติภาครัฐ (Government Matters)
1. การปรับปรุงกฏระเบียบ (Regulatory Guillotine) ปรับแก้กฎหมาย-ระเบียบให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ เช่น อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ในอุตสาหกรรม Robotics, Digital, Bio-Materials และ Climate & ESG สร้างกระบวนการ “Fast Track” สำหรับโครงการนวัตกรรมเสี่ยงสูงที่ผ่านเกณฑ์เฉพาะ เช่น การพิสูจน์เทคโนโลยี หรือมีทีม R&D ที่เข้มแข็ง รับฟังความเห็นสาธารณะและผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้านก่อนออกกฎหมาย เพื่อป้องกันการออกกฎเกณฑ์ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อน ดึงดูดบุคลากรนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญสำหรับNew S-Curve สู่ตลาดแรงงานไทย ปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้รัฐสามารถรับความเสี่ยงด้านการเงินได้สูงขึ้น ไม่ยึดติดกับแนวคิดเงินของรัฐ “ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้” ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงได้
2. การเชื่อมโยงบริการและมาตรการภาครัฐ (Integrated Government Service) พัฒนา “One Stop Service” ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางแบบครบวงจร ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและมาตรการสำคัญต่างๆ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทุนสนับสนุนเทคโนโลยี สิทธิประโยชน์ด้านภาษี รวมถึงขั้นตอนการอนุมัติที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยแพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ลดความซับซ้อนและเวลาที่เสียไป
ทั้งนี้ แพลตฟอร์มควรมีระบบดิจิทัลที่รองรับการตรวจสอบสถานะเอกสารและการติดตามผลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีระบบคอยช่วยให้คำแนะนำและตอบคำถามอย่างทันท่วงที ตั้งเป้าลดเอกสาร ลดระยะเวลาขั้นตอนอนุมัติ (Service Level Agreement) และใช้ระบบดิจิทัลเพื่อทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ จัดกลุ่มมาตรการให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมทั้ง 8 หมวด เพื่อสนับสนุนอย่างตรงจุด
3. พัฒนาทักษะและแนวคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ (New S-Curve Business Skillset) จัดโปรแกรมอบรมความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐพร้อมสนับสนุนธุรกิจไฮเทค ปรับโครงสร้างบุคลากร ส่งเสริมการดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนมาช่วยปรับปรุงการบริการรัฐ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง
มิติการสนันสนุนทางการเงินจากภาครัฐเพื่อส่งเสริม New S-Curve
1. มาตรการรองรับอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง (Higher Risk Absorption) ออกมาตรการภาษีพิเศษ เช่น ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Green Loan หรือการลงทุนที่มีลักษณะ ESG สนับสนุนโมเดล “Revenue-based Financing” และ “Investment Tokens” ที่ให้ผู้ประกอบการชำระหนี้ตามกระแสรายได้ พร้อมมีหลักค้ำประกันบางส่วนจากรัฐ
2. หน่วยงานจัดหาเงินทุนที่นำโดยเอกชน (Private-Led Authoritative Funding Body) ตั้งองค์กรรูปแบบใหม่ที่รัฐร่วมค้ำประกันความเสี่ยงและดูแลเชิงนโยบาย (แต่ต้องจำกัดการแทรกแซง) และเปิดให้เอกชนบริหารกองทุน มีหน้าที่คัดกรองโครงการและจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการร่วมลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและบริษัทข้ามชาติ เพิ่มช่องทางระดมทุนให้สตาร์ตอัปและ SMEs
3. Big Data for Financial Activities and Transactions สำหรับการบริหารเครดิตแห่งชาติ พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นถนนเชื่อมข้อมูลเพื่อนำมาบริหารจัดการ เพื่อสร้างระบบ National Credit Rating ที่มีข้อมูลหลากหลาย (เช่น พฤติกรรมการชำระเงิน สถานะทางบัญชีออนไลน์) ช่วยให้การปล่อยสินเชื่อแม่นยำขึ้นมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งนี้ต้องระวังการผูกขาดข้อมูล ลดข้อจำกัดในการประเมินความเสี่ยงสำหรับสตาร์ตอัปที่ไม่มีประวัติทางการเงินในอดีต พร้อมยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อ
มิติเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
1. Revenue-based Financing (RBF) แบบจับคู่ (Matching Fund) ช่วยให้ธุรกิจปรับการชำระคืนได้ตามกระแสรายได้ แทนการชำระคงที่ รัฐบาลอาจสนับสนุนโดยร่วมลงทุน 50% หรือบางส่วน เพื่อแบ่งเบาความเสี่ยง
2. การใช้ Smart Contract นำบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะมาจัดการ Fractionalize กรรมสิทธิ์ให้ผู้ลู้งทุนรายย่อยถือโทเคนที่เป็นตัวแทนการลงทุน เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบการแบ่งรายได้และเงินปันผลอัตโนมัติ ลดค่าใช้จ่ายคนกลาง
3. พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) ออกพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย ESG หากบริษัทบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอน อัตราดอกเบี้ยลดลง หรือได้รับแรงจูงใจภาษี สนับสนุนให้ SMEs เข้าถึง Green Finance ได้ง่ายขึ้น โดยลดต้นทุนการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และให้เงินอุดหนุนการตรวจสอบคาร์บอนเครดิต
มิติเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนระยะยาว
1. กองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิต (Well-Being Fund) เน้นสนับสนุนโครงการที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม (โรงพยาบาล สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการผู้สูงอายุ) สร้างผลกระทบเชิงบวกยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยอาจเป็นกองทุนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ภาคเอกชนและองค์กรการกุศลร่วมลงทุน
2. กองทุนร่วมลงทุนแบบจับคู่ (VC Matching Fund) ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและนักลงทุนเอกชน ร่วมกันคัดกรองโครงการที่มีศักยภาพ จับคู่เงินลงทุนในสัดส่วน เช่น 1:1 หรือ 7:3 เพื่อแบ่งเบาความเสี่ยงให้สตาร์ตอัป และกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
3. กองทุนวิจัยและพัฒนา (R&D Fund) จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศไทยยังล้าหลัง เช่น AI, Blockchain, เทคโนโลยีดิจิทัล ขั้นสูงด้านหุ่นยนต์ หรือวัสดุชีวภาพ กระตุ้นการทำวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย-เอกชน พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยให้ทันสมัยและเข้าถึงได้
มิติทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบาย
งานวิจัยนี้มี Academic Contributions อย่างหลากหลาย ทั้งการประยุกต์ทฤษฎี “Innovation-led Growth” กับกรอบเศรษฐกิจจริงของไทย การวิเคราะห์เชิงระบบที่เชื่อมโยงตลาดการเงิน ตลาดทุน โครงสร้างอุตสาหกรรม และปัจจัยเชิงสถาบัน ตลอดจนระเบียบวิธีศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ที่ผสานการสัมภาษณ์เชิงลึก การทำ Focus Group การสำรวจด้วยแบบสอบถาม และการประมวลข้อมูลเชิงเอกสารเข้าด้วยกันอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้ข้อเสนอแนะมีมิติที่สมบูรณ์ ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ
นอกจากนี้ ผลการศึกษามีนัยสำคัญ (Policy Implications) ทั้งระยะสั้นและระยะยาว :
ระยะสั้น (Short Term)
การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจเสี่ยงสูง
รื้อกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติใน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และกำหนดเงื่อนไขการได้รับสิทธิ์ประโยชน์ในการลงทุน และต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทักษะองค์ความรู้และการจ้างงานให้กับคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
เปิดตัวแพลตฟอร์ม One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนขอรับการสนับสนุน
กระตุ้นโครงการ Revenue-based Financing และ Crowdfunding สำหรับสตาร์ตอัป
ระยะยาว (Long Term)
ปรับบทบาทรัฐมุ่งสร้าง “Integrated Government Service” และสนับสนุน “หน่วยงานจัดหาเงินทุนที่นำโดยเอกชน”
ลงทุนในบุคลากรภาครัฐให้เข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึก ปรับแนวคิดด้านนวัตกรรม
ขยายเครื่องมือทางการเงินสำหรับการลงทุนสีเขียวและการลงทุนระยะยาว เช่น กองทุน R&D, VC Matching Fund, Sustainable Bonds
ตั้ง Big Data หรือระบบเครดิตแห่งชาติที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนในวงกว้าง
ทั้งนี้ หากดำเนินตามข้อเสนอเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมNew S-Curve ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน โดยยังคงมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และแข่งขันได้ในเวทีโลกต่อไปในระยะยาว
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฉบับที่ 514 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/