ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก 2 ปี “พิรงรอง รามสูต” ผิดมาตรา 157 กรณีออกหนังสือเตือนโฆษณาแทรกในทรูไอดี
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก 2 ปี “พิรงรอง รามสูต” ผิดมาตรา 157 รอลุ้นประกันตัว หากไม่ได้รับสิทธิให้ประกันตัว สิ้นสภาพการเป็น กสทช.ทันที
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.40 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน นัดฟังคำพิพากษา ในคดีระหว่างฝ่ายโจทก์ คือ บริษัท ทรูดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด และ จำเลย คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากการออกหนังสือเตือนโฆษณาแทรกในทรูไอดี
โดยในวันนี้ศาลมีคำพิพากษา จำคุก 2 ปี มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 รอลุ้นประกันตัว หาก ดร.พิรงรอง ไม่ได้รับสิทธิให้ประกันตัวระหว่างรอการอนุมัติการอุทธรณ์ จะต้องสิ้นสภาพการเป็น กสทช. ทันที
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. ในปี 2566 หลังจากได้พบว่าบนแพลตฟอร์มของแอปพลิเคชันหนึ่งมีการโฆษณาแทรกในช่องรายการทีวีดิจิทัลของผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ซึ่งบริษัทดังกล่าว ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชันดังกล่าว ได้นำสัญญาณมาถ่ายทอดในแพลตฟอร์มของตนเอง
ต่อมาคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ได้พิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว และ สำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการฯให้ตรวจสอบว่ามีการนำช่องรายการที่ได้รับอนุญาตไปออกอากาศผ่านโครงข่ายใดหรือนำไปแพร่ภาพในแพลตฟอร์มใดและให้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. และเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด ซึ่งเป็นไปตามหลัก “มัสแครี่” (Must Carry) ที่มีโฆษณาแทรกไม่ได้
แม้หนังสือดังกล่าวไม่ได้ส่งตรงไปยังบริษัทดังกล่าวฯ เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตและไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. แต่บริษัทฯได้อ้างว่าการออกหนังสือดังกล่าวทำให้ตนเองเสียหาย จึงนำมาซึ่งการฟ้องร้องต่อการทำหน้าที่ของประธานอนุกรรมการชุดนี้ คือ ดร.พิรงรอง รามสูต
ซึ่งในคำร้องของบริษัทดังกล่าวฯ อ้างว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเหตุที่ทำให้ตนเองได้รับความเสียหายเนื่องจากผู้รับใบอนุญาตประเภทช่องรายการโทรทัศน์ อาจทำการระงับการเผยแพร่รายการต่าง ๆ ผ่านทางแพลตฟอร์มของตน ในคำร้องได้อ้างว่าทางสำนักงาน กสทช. ยังไม่มีระเบียบเฉพาะในการกำกับดูแลกิจการ OTT (Over-The-Top หรือการให้บริการสตรีมเนื้อหาผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต)