โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา Thematic Investment สไตล์การลงทุนสุดฮอต

The Story Thailand

อัพเดต 22 พ.ย. 2564 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 00.00 น.

มีใครที่ยังไม่รู้จัก Thematic Investment กันบ้างครับ ผมต้องบอกเลยว่า กระแสลงทุนในธีม หรือ Thematic ในไทยมาแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ทั้ง ๆ ที่การลงทุนตามธีมได้เกิดขึ้นมาหลายปีก่อนหน้านี้แล้ว 

ผมเชื่อว่าใครที่เคยลงทุนกองทุนรวมเมื่อ 10 ปีก่อน จะคุ้นเคยกับกองทุนรวมที่มีนโยบายเน้นลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศแน่ ๆ ซึ่งจะเลือกกลุ่มประเทศพัฒนานำร่องเป็นรายประเทศ อย่างตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาก็จะอ้างอิงกับดัชนี (Index) ทั้งตลาดหลักและตลาดรอง คือ ดัชนี S&P 500 หรือ ดัชนี NDX (ดัชนีแนสเดค) หรือช่วงที่กลุ่มประเทศในยุโรปรวมตัวเป็นสหภาพยุโรป ในปี พ.ศ.2535 ก็มีการออกกองทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็เคยมีเช่นกัน ต่อมาด้วยมีบริษัทใหญ่จากประเทศต่าง ๆ พาเหรดกันเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นหลักของโลก จึงทำให้หมวดอุตสาหกรรมหลัก ๆ ของโลกมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีการจัดตั้งกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเหมวดอุตสาหกรรมเฉพาะทางเกิดขึ้น ซึ่งจุดขายของกองทุนเหล่านี้จะเป็นไปตามวงจรวัฏจักรขาขึ้นและขาลงวนรอบ

เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ทั้งภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามามีบทบาทในการทำวิจัยและพัฒนา สร้างนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในการต่อยอดการผลิตสินค้าและบริการใหม่ ๆ ชนิดที่ฉีกรูปแบบเดิม ๆ ที่ไร้เทคโนโลยีทิ้งไป กลายเป็นปรากฏการณ์เมกะเทรนด์ (Megatrend) ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสหลักของโลกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม  

แต่ละเมกะเทรนด์ จะมีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตของธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยี และเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะได้รับประโยชน์จากโลกดิจิทัลในระยะยาวด้วย

โดย MSCI ได้อธิบายการลงทุนแบบ Thematic ไว้ว่า “เป็นการลงทุนแบบ Top-Down เพื่อระบุเทรนด์วัฏจักร (Structural Trends) ในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะเป็นเทรนด์ที่โดดเด่น และมีปัจจัยสนับสนุนผลตอบแทนที่สามารถอธิบายได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกใบนี้” 

ตลาดลงทุนใน Thematic ยังฮอตไม่เลิก

เป็นที่ทราบกันดีว่า การลงทุนแบบธีมนั้นนิยมลงทุนผ่าน ETF (Exchange Traded Funds) ซึ่งข้อมูลจาก ETFGI บริษัทที่ปรึกษาและทำด้านการวิจัยอิสระสัญชาติอังกฤษเปิดเผยว่า สินทรัพย์ที่มีการลงทุนโดย Thematic ETF และ ETP (Electronic Trading Platform) ที่จดทะเบียนทั่วโลกเติบโตสูงกว่าสองเท่าจากสิ้นปี 2562 มาเป็นมูลค่า 414,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นพฤษภาคม 2564 

ในขณะที่ ถ้าดูการลงทุน Thematic ผ่านกองทุนรวมทั่วโลก ทำการสำรวจโดย Morning Star พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กองทุนเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว หรือมีมูลค่ากว่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดหลัก ๆ อยู่ในยุโรป มีสัดส่วนถึง 51% ของกองทุน Thematic ทั้งหมด พร้อมกับจำนวนกองทุนกว่า 400 กองทุน และมีมูลค่าสินทรัพย์รวมมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ตลาดที่มีกองทุน Thematic ใหญ่อันดับสองคือ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของกองทุน Thematic สูงมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี จึงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้จำนวนมาก เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2564 มีเงินไหลเข้าสูงถึง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าสินทรัพย์สูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า 90% ของนักลงทุนเชื่อในการลงทุนแบบ Thematic ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว  

นอกจากสหรัฐฯและยุโรป ยังมี Thematic Funds ที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ โดยรวมแล้วมีมูลค่ามากถึง 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างในญี่ปุ่นมีมูลค่ากองทุนประเภทนี้สูงถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และธีมที่ฮิตมากในญี่ปุ่น คือ กลุ่ม Technology Fund ส่วนประเทศจีน กองทุน Thematic มีมูลค่าสูงเช่นกันประมาณ 49,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธีมที่ฮอตมากในจีนคือกลุ่ม Robotics & Automation กลุ่ม NextGen และกลุ่ม Energy Transition

Morning Star ยังได้สรุปภาพรวมผลตอบแทนของกองทุน Thematic  ในช่วงหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าจำนวนกว่า 2 ใน 3 ของกองทุนนี้ทั้งหมดให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นโดยรวม

ส่วน Thematic ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก คือ ธีม Energy Transition เป็นผลจากนโยบายของ Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบายของรัฐบาลจีนที่เริ่มจริงจังในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2551 ผ่านการตั้งกระทรวง Environmental Protection ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในธีม Green Energy นอกจากนี้ ยังมีธีมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น ธีม FinTech และ Digital Economy อย่าง ธีม E-commerce ธีม Cloud Computing และธีม Social Media ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่มากเช่นกัน

ข้อดีในการลงทุน Thematic  ก็คือ กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ทำให้สามารถคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนได้ตรงเป้า  

ส่วนความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ นั่นคือ Thematic Investment จะเป็นการลงทุนที่เน้นได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บางธีมอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลว่า บริษัทที่ลงทุนมีการเติบโตได้ จึงอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะสั้น ๆ

นอกจากนี้  Thematic Investment ยังเป็นการลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป จึงอาจจะไม่เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นลงทุนกระจายความเสี่ยง แต่ก็สามารถนำไปผสมกับการลงทุนอื่นๆ เพื่อให้พอร์ตรวมมีความหลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้น นักลงทุนควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของการลงทุนเทียบกับระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้ของตนเองก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

สิ่งที่น่าจับตาคือ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคม 2564 มีจำนวนกองทุน Thematic 30% ที่ไม่สามารถไปต่อได้ ในขณะที่ 36% หากเทียบกับ Morningstar Global Markets Index กลับชนะดัชนีที่สำคัญ ๆ ทั่วโลกได้ ส่วนที่เหลืออีก 34% ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มมีการนำ AI เข้ามาใช้ในการลงทุนแบบ Thematic อย่างที่สิงคโปร์ ก็จะมี Thematic.AI ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ตลาดการเงิน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประมวลข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลด้านการเงิน อย่างข้อมูลพวกเนื้อหาต่าง ๆ มุ่งเน้นที่จะให้การลงทุนแบบธีมนั้นง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุน

สำหรับในประเทศไทย ก็จะมี Thematic Optimize ของ Jitta Wealth ที่เป็นรายแรกของประเทศ นำเทคโนโลยี AI มาช่วยนักลงทุนเลือกธีมที่น่าลงทุนที่สุดถึง 4 ธีม จากธีมที่เปิดให้บริการทั้งหมด 16 ธีม โดยที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้จากที่เดียว และแน่นอนธีมเหล่านี้ เป็นการลงทุนผ่าน ETF ที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ ผ่านการคัดกรองโดย AI เรียบร้อยแล้ว โดยเราจะเน้นลงทุนที่เป็น Passive Fund เพื่อรับกับการเติบโตระยะยาวไปกับเมกะเทรนด์โลก พิสูจน์ด้วยผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 สิงหาคม 2564 เฉลี่ยผลตอบแทนทบต้น 25.22% ต่อปี ชนะดัชนี MSCI World Index (Total Return) ที่มีผลตอบแทน 13.78% ต่อปี

ท้ายที่สุด แม้การลงทุนแบบ Thematic จะยังคงแรงดีไม่มีตก ผมมองว่า เราควรศึกษาข้อมูลของธีมที่เราจะลงทุนให้ดี เพราะธีมที่เกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามเทรนด์เศรษฐกิจโลก ธีมใดที่แข็งแกร่ง ก็จะสามารถเติบโตมีภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบได้ แต่ถ้าหากไม่มั่นใจในการเลือกธีมที่จะลงทุน การใช้ AI เข้ามาช่วย ก็จะสามารถติดปีกพอร์ตให้เติบโตไปกับเมกะเทรนด์โลกแห่งอนาคตได้อย่างสบายครับ

ผู้เขียน… ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...