โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิด 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพ' (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 02.35 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

www.facebook.com/buncha2509

กำเนิด ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ (3)

ในบทความสองตอนแรกผมเล่าเกี่ยวกับอัตราเร็วของแสงและทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าไปแล้ว ทั้งสองประเด็นนี้มีส่วนสำคัญในการถือกำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ คราวนี้มาดูรายละเอียดที่ควรรู้กันต่อครับ

ชื่อบทความแรกอันเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

บทความวิจัยของไอน์สไตน์ที่นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเป็นครั้งแรกในปี 1905 มีชื่อในภาษาเยอรมันคือ Zur Elektrodynamik bewegter K?rper แปลเป็นภาษาอังกฤษคือ On the Electrodynamics of Moving Bodies หรือ ว่าด้วยอิเล็กโทรไดนามิกส์ของวัตถุซึ่งกำลังเคลื่อนที่

บทความนี้มีแง่มุมน่าสนใจเนื่องจากไอน์สไตน์ใช้คำว่า ‘อิเล็กโทรไดนามิกส์’ ในชื่อของบทความ

ตามนิยามในปัจจุบัน วิชาอิเล็กโทรไดนามิกส์ (electrodynamics) เป็นสาขาหนึ่งของทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetism) ซึ่งเน้นศึกษาไปที่การเคลื่อนที่ หรือ ‘พลศาสตร์ (dynamics)’ ของวัตถุที่มีประจุไฟฟ้า

แต่ถ้าไปดูตัวบทความดังกล่าวจะพบว่าไอน์สไตน์ไม่ได้พิจารณาวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าซึ่งกำลังเคลื่อนที่แต่อย่างใด

คำถามคือ แล้วเหตุใดไอน์สไตน์ถึงเลือกใช้คำว่า ‘อิเล็กโทรไดนามิกส์’ ในชื่อบทความ?

คำตอบคือ คำว่า ‘อิเล็กโทรไดนามิกส์’ ที่ไอน์สไตน์ใช้ในขณะนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างกว่าการศึกษาเฉพาะวัตถุมีประจุไฟฟ้าซึ่งกำลังเคลื่อนที่ แต่หมายรวมถึงการศึกษาในภาพกว้างเกี่ยวกับว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามีพฤติกรรมกับเกิดอันตรกิริยากับสสารอย่างไร รวมทั้งแง่มุมที่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเงื่อนไขแตกต่างออกไป เช่น มีการเคลื่อนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

บทความของไอน์สไตน์มีเป้าหมายที่ผสานกฎของอิเล็กโทรไดนามิกส์ (ซึ่งก็คือ สมการของแมกซ์เวลล์) เข้ากับหลักสัมพัทธภาพ (Principle of Relativity) ซึ่งกล่าวว่ากฎทางฟิสิกส์มีรูปแบบเดียวกับสำหรับผู้สังเกตทุกคนซึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ (น่ารู้ด้วยว่าหลักสัมพัทธภาพตามข้อความที่ให้ไว้ตรงนี้ใช้ได้กับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเท่านั้น)

แนวคิดเรื่อง ‘อีเทอร์’ ในฐานะตัวกลางของแสง และการทดลองของไมเคิลสัน-มอร์ลีย์

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษโดยตรงคือ อีเทอร์ (aether) เรื่องราวของอีเทอร์มาจากการที่นักฟิสิกส์เชื่อว่าคลื่นทุกชนิดต้องมีตัวกลางในการเคลื่อนที่ อย่างเช่น

คลื่นน้ำคือการกระเพื่อมของน้ำ นั่นคือ คลื่นน้ำมีน้ำเป็นตัวกลาง

คลื่นเสียงคือการกระเพื่อมของอากาศ นั่นคือ คลื่นเสียงมีอากาศเป็นตัวกลาง

ดังนั้น ในเมื่อเชื่อว่าแสงเป็นคลื่น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่นักฟิสิกส์จะเชื่อว่าแสงน่าจะมีตัวกลางด้วยเช่นกัน คำว่า ‘อีเทอร์’ เป็นคำที่นักฟิสิกส์ใช้เรียกสิ่งที่เชื่อว่าเป็นตัวกลางของแสงนั่นเอง

จริงๆ แล้วคำว่าอีเทอร์มีมานานแล้วนับแต่สมัยกรีกโบราณ โดยถือว่าอีเทอร์เป็นธาตุพื้นฐานที่ 5 นอกเหนือไปจากธาตุพื้นฐานอีก 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และไฟ

แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ก็นับเริ่มต้นที่ศตวรรษที่ 17 เมื่อคริสตียาน เฮยเคินส์ (Christiaan Huygens) ผู้สนับสนุนทฤษฎีคลื่นแสง ตีพิมพ์ผลงานของเขาชื่อ Treatise on Light (ตำราว่าด้วยแสง) ในปี 1690

เฮยเคินส์นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ‘อีเทอร์พยุงแสง (luminiferous aether)’ อย่างชัดเจนในตำราของเขา โดยเสนอว่าอีเทอร์เป็นตัวกลางที่ทำให้คลื่นแสงสามารถแพร่กระจายออกไป

คำว่า luminiferous ประกอบด้วยคำ 2 คำคือ lumin มาจากคำว่า lumen ในภาษาละติน หมายถึง แสง และ ferous ซึ่งมาจากคำกริยา ferre ในภาษาละติน หมายถึง แบก พยุง หรือรองรับ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ความเชื่อที่ว่าอีเทอร์เป็นตัวกลางในการส่งผ่านแสงเป็นความเชื่อกระแสหลัก จึงมีความพยายามหลายครั้งในการทำการทดลองที่เกี่ยวข้องกับอีเทอร์

ทั้งนี้ การทดลองที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดเกี่ยวกับอีเทอร์ คือ การทดลองของไมเคิลสัน-มอร์ลีย์ (Michelson-Morley experiment)

การทดลองนี้มีเป้าหมายหลักคือ ตรวจวัดการเคลื่อนที่ของโลกผ่านอีเทอร์ (เนื่องจากเชื่อว่ามีอีเทอร์!) เพราะว่าเมื่อโลกที่เคลื่อนที่ผ่านอีเทอร์ซึ่งอยู่นิ่งในอวกาศ จึงควรเกิดปรากฏการณ์คล้ายกับ “ลมปะทะ” ในทำนองเดียวกับการที่เราปะทะกับลมขณะเคลื่อนไปข้างหน้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า ลมอีเทอร์ (aether wind)

การทดลองของไมเคิลสัน-มอร์ลีย์ต้องการตรวจจับลมอีเทอร์นี้โดยการวัดความเร็วของแสงในทิศทางที่ต่างกัน โดยคาดว่าแสงที่เดินทางไปกับลมอีเทอร์จะเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงที่เดินทางทวนลมอีเทอร์เล็กน้อย

แต่ทว่า ผลการทดลองกลับไม่พบความแตกต่างดังกล่าว หรือบางครั้นนักฟิสิกส์พูดว่า การทดลองของไมเคิลสันและมอร์ลียได้ ผลลัพธ์แบบว่างเปล่า (null results)

ผลลัพธ์แบบว่างเปล่านี้ทำให้บรรดานักฟิสิกส์ตอบสนองแตกต่างกันไป!

บางคนรู้สึกประหลาดใจและไม่เชื่อ เนื่องจากทฤษฎีที่แพร่หลายในขณะนั้นขึ้นอยู่กับการมีอยู่จริงของอีเทอร์ ผลลัพธ์แบบว่างเปล่าขัดแย้งโดยตรงกับความคาดหวังที่จะตรวจจับการเคลื่อนที่ของโลกผ่านอีเทอร์

บางคนพยายามหาคำอธิบายทางเลือก เช่น จอร์จ ฟิตซ์เจอรัลด์ (George Fitzgerald) เสนอว่าผลการทดลองของไมเคิลสัน-มอร์ลีย์ อาจอธิบายได้ด้วยสมมุติฐานว่าวัตถุเกิดการหดตัวในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนที่ (ประเด็นนี้มีแง่มุมน่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งจะเล่าในตอนต่อไป)

บางคนก็พยายามปรับปรุงการทดลอง กล่าวคือ ไมเคิลสันกับมอร์ลีย์ได้ทำการทดลองซ้ำอีกด้วยความแม่นยำที่สูงขึ้น โดยหวังว่าจะตรวจพบผลลัพธ์ในเชิงบวก กล่าวคือตรวจจับความแตกต่างที่เกิดจากลมอีเทอร์ได้

แต่คนที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในที่สุดก็คือ ไอน์สไตน์ ซึ่งละทิ้งแนวคิดเกี่ยวกับอีเทอร์ จนนำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษในปี 1905

การกำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษยังมีเรื่องราวน่ารู้ ชวนติดตามได้ในบทความตอนต่อไปครับ!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิด ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...