โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องน่าสนใจของหมวกเบสบอล MLB

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ก.ย 2566 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2566 เวลา 02.11 น.

คลุกวงใน | พิศณุ นิลกลัด

Facebook : @Pitsanuofficial

เรื่องน่าสนใจของหมวกเบสบอล MLB

การแข่งขันเบสบอล รอบ Playoff ของลีก MLB (Major League Baseball) ในอเมริกา จะเริ่มขึ้นวันที่ 3 ตุลาคมที่จะถึงนี้ มี 12 ทีมผ่านเข้ารอบ Playoff จากทั้งสิ้น 30 ทีมในลีก

สองทีมสุดท้าย จะแข่งชิงแชมป์ประจำฤดูกาลที่เรียกว่า World Series ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม โดยทีมที่ชนะ 4 เกม จะเป็นทีมชนะ

หากเสมอกัน 3-3 เกม จะแข่งเกมที่ 7 เป็นเกมตัดสิน

เบสบอลเป็นกีฬาที่ไกลตัวคนไทย แต่มีสิ่งหนึ่งของเบสบอลที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมาก มีที่มาจากกีฬาเบสบอล

นั่นคือ หมวกเบสบอล

ในกีฬาเบสบอล นักกีฬาทุกคนจะสวมหมวกแก๊ปปีกโค้งลงแข่งขันตลอด

จุดประสงค์หลักของการสวมหมวกเบสบอลก็เพื่อป้องกันแสงแดดตอนกลางวัน และแสงสปอตไลต์ตอนกลางคืนที่ส่องเข้าตานักเบสบอล และเป็นสิ่งที่ช่วยแยกให้เห็นผู้เล่นทั้งสองทีมออกจากกันอย่างชัดเจน

ดังนั้น หมวกแก๊ป (baseball cap) ที่มีโลโก้ของทีมจึงเป็นส่วนสำคัญในเครื่องแบบนักกีฬาเบสบอลที่สืบทอดเป็นประเพณีกันมายาวนาน

ในอดีต หมวกเบสบอลมีรูปทรงที่หลากหลาย กว่าจะมาเป็นหมวกแก๊ปอย่างในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1849 ทีมเบสบอล New York Knickerbockers (นิวยอร์ก นิกเกอร์บ๊อกเกอร์ส) ได้ผลิตเครื่องแบบพร้อมหมวกสำหรับนักกีฬาเบสบอลออกมาใช้งานเป็นทีมแรก ในตอนนั้นหมวกเบสบอลยังเป็นแบบหมวกฟางมีปีกรอบ

หลังจากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนมาใช้หมวกแก๊ป

หมวกเบสบอลยุคแรกๆ ที่มีรูปทรงใกล้เคียงกับหมวกในปัจจุบันมากที่สุด เกิดขึ้นในช่วงปี 1860 โดยทีม บรู๊กลิน เอกเซลซิเออร์ (Brooklyn Excelsiors) สวมลงแข่งเป็นทีมแรก

จากนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ภายหลังมีการเรียกหมวกแก๊ปลักษณะนี้ว่า “Brooklyn style” ซึ่งนับจากตอนนั้นจนถึงปี 1900 หมวกเบสบอลยังไม่ได้ออกแบบมาอย่างทนทานรอบคอบเท่าไร ส่วนปีกหมวกก็ยังไม่ยาวพอที่จะป้องกันแสงแดดได้ ต่อมาภายหลังมีการออกแบบปีกหมวกให้ยาวขึ้น

ปี 1940 ผู้ผลิตหมวกนำยางลาเท็กซ์มาใช้เป็นส่วนประกอบในโครงหมวกแทนที่จะเป็นผ้าบักแร็ม (buckram) เพื่อให้ด้านหน้าของหมวกมีโครงสร้างอยู่ทรง และก็เป็นสิ่งที่ใช้กันมาเรื่อยๆ

โดยผู้ผลิตหมวกเบสบอลปัจจุบันบอกว่าตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้สิ่งที่เรียกว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดคือสีของผ้าที่ใช้บนหมวก ส่วนโครงสร้างอื่นๆ บนหมวกแทบไม่ต่างจากในอดีตเลย

ทีม Detroit Tigers คือทีมเบสบอลทีมแรกที่นำโลโก้รูปตัว D แปะที่ด้านหน้าของหมวกในปี 1905 หลังจากนั้นโลโก้ทีมก็กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้บนหมวกเบสบอล

โลโก้ทีมที่อยู่บนหมวกจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหลายพันจุด ซึ่งโลโก้ที่มีงานเย็บละเอียดซับซ้อนที่สุดคือโลโก้บนหมวกของทีม Florida Marlins (ปัจจุบันคือ Miami Marlins) โดยโลโก้บนหมวก 1 ใบจะใช้การเย็บทั้งหมด 10,966 จุด

สมัยก่อนหมวกเบสบอลผลิตเป็นขนาดมาตรฐานเท่ากันทุกใบ พอหลังจากปี 1980 ในตลาดก็เริ่มมีหมวกเบสบอลที่มีสายปรับขนาดด้านหลังเพื่อใช้ปรับขนาดหมวกได้พอดีกับศีรษะของคนสวม

แต่ในปัจจุบันหมวกเบสบอลส่วนใหญ่ไม่ค่อยออกแบบให้มีสายปรับขนาดแล้ว แต่ผลิตจากผ้าไลคร่า (lycra) ที่สามารถยืดหดได้พอดีกับศีรษะ ซึ่งเรียกหมวกประเภทนี้ว่า “stretch-fit”

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันหมวกเบสบอลยังเป็นที่นิยมสวมในหมู่คนอเมริกันทุกเพศทุกวัยทั้งในและนอกสนามเบสบอล สวมได้แทบทุกโอกาส จนอาจเรียกได้ว่าหมวกเบสบอลคือหมวกประจำชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว

สหรัฐอเมริกาขายหมวกเบสบอลได้ปีละมากกว่า 40 ล้านใบ หนึ่งในโรงงานผลิตหมวกที่ใหญ่ที่สุดคือ New Era (นิว เอร่า) ผลิตหมวกได้สัปดาห์ละ 72,000 ใบ

การผลิตและขายหมวกได้มากมายขนาดนี้เป็นที่ชัดเจนว่าหมวกเบสบอลไม่ได้ผลิตเพื่อส่งไปยังทีมเบสบอลเพียงอย่างเดียว กีฬาอื่นๆ อย่างเทนนิส หรือกอล์ฟ ก็นำหมวกเบสบอลไปสวมเพื่อกันแดด

แม้แต่ในเครื่องแบบกองทัพทหารก็มีหมวกเบสบอลที่ติดตราประจำกองทัพอยู่ด้วย อย่างเช่น United States Submarine

สำหรับหลายประเทศทั่วโลก หมวกเบสบอลไม่เพียงแค่ดูดีมีสไตล์ แต่ยังมีความอเนกประสงค์กว่าหมวกแบบอื่น ทุกวันนี้หมวกเบสบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัวแบบสบายๆ

โดยตั้งแต่ช่วงต้นปี 90 ศิลปินฮิพฮอพในยุคนั้นอย่างไอซ์ คิวบ์ (Ice Cube) และอีซี่อี (Eazy-E) ชอบสวมหมวกเบสบอลตลอดเวลาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนจดจำ

แม้แต่ผู้กำกับฯ ชื่อดังอย่างสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และสไปก์ ลี (Spike Lee) ก็สวมหมวกเบสบอลเวลาทำงานและแทบทุกโอกาส…

ก็เลยทำให้หมวกเบสบอลกลายมาเป็นแฟชั่นในการแต่งตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...