อดีตผู้นำแวมไพร์ แม่ชีผู้อ่อนไหว และครอบครัวใหญ่ในหนัง El Conde : โจรที่ปล้นชิงไม่เท่ากัน และเผด็จการที่เปลี่ยนหน้าได้
หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
“หนนี้ผมคิดว่ามันเป็นการจ้องมองใบหน้าของ ‘ปีศาจ’ แบบเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรก”
– ปาโบล ลาร์เรน
ผู้กำกับหนัง El Conde ที่มีตัวละครหลักคือ นายพล ออกุสโต ปิโนเชต์
นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับคอหนังบ้านเราไม่น้อย เมื่อ El Conde (หรือ The Count) หนังตลกร้าย/สยองขวัญเรื่องล่าสุดของ ปาโบล ลาร์เรน ที่เพิ่งคว้ารางวัล ‘บทยอดเยี่ยม’ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสไปเมื่อไม่นาน ได้มีโอกาสเข้ามาฉายในบ้านเราผ่านช่องทางสตรีมมิงอย่าง Netflix แบบรวดเร็วทันใจเช่นนี้
และแม้ลาร์เรนจะเป็นผู้กำกับชาวชิลีที่เคยมี ‘หนังอ้างอิงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์’ อย่าง Jackie (2016) และ Spencer (2021) จนได้เข้าชิงออสการ์และเป็นที่รู้จักสำหรับคอหนังทั่วโลกมาแล้ว แต่อันที่จริง บุคคลที่มักถูกเขาหยิบยกมาเล่าถึงแบบเฉียดไปเฉียดมาบ่อยที่สุด ก็เห็นจะเป็น นายพล ออกุสโต ปิโนเชต์ (1915-2006) อดีตผู้นำเผด็จการที่ชาวชิลีส่วนหนึ่งพากันสาปส่งมาไม่ต่ำกว่า 5 ทศวรรษ นับจากการทำรัฐประหารนองเลือดเมื่อเดือนกันยายน 1973 และขึ้นเถลิงอำนาจปกครองชิลีมาอย่างยาวนานถึง 17 ปีเต็ม
ทั้งจากหนังยุคแรกๆ ของลาร์เรนอย่าง Tony Manero (2008) และ Post Mortem (2010) ที่ถ่ายทอดชีวิตอันขำขื่นของผู้คนในยุคที่ปิโนเชต์ก่อรัฐประหารและเรืองอำนาจ ไปจนถึง No (2012) หนังชิงออสการ์สาขา ‘หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ที่เล่าถึงประชาชนจำนวนหนึ่งที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านเขาผ่านแคมเปญรณรงค์ระหว่างการลงประชามติในปี 1988 โดยมีการนำเอาภาพฟุตเทจของปิโนเชต์ตัวจริงมาใช้ในเรื่องด้วย
จนกระทั่งในปี 2023 นี้ ลาร์เรนก็ตัดสินใจเอาปิโนเชต์มาเป็น ‘ตัวละครหลัก’ ในหนังขาวดำแสนขรึมขลังอย่าง El Conde เสียที - ซึ่งเขาถูกนำเสนอในฐานะของผู้นำเผด็จการหน่ายโลกที่มีแต่คน ‘ไม่เข้าใจเขา’ และกำลังอยากตาย แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ตัวตนที่แท้จริงของปิโนเชต์คือ ‘แวมไพร์’ อายุ 250 ปี ที่ไม่สามารถ ‘ฆ่าตัวตาย’ ได้นี่สิ!
การที่ลาร์เรนนำเสนอภาพของปิโนเชต์ในฐานะ ‘แวมไพร์’ นั้น ดูจะสอดรับกันได้ดีกับสถานะ ‘ผู้นำเผด็จการจอมกระหายเลือด’ ของชายผู้นี้ เมื่อเราได้เห็นปิโนเชต์ออกสยายปีกบิน ออกตระเวนล่าประชาชนผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ เอามีดคร่าชีวิตพวกเขาอย่างช่ำชอง แล้วควักหัวใจสดๆ ที่โชกเลือดออกมาปั่นกินไม่ต่างจากเครื่องดื่มบำรุงกำลัง - คล้ายกับการที่ปิโนเชต์ได้ ‘สูบเลือดสูบเนื้อ’ ประชาชนของเขาในระหว่างขึ้นปกครองประเทศ
El Conde เล่าถึงปิโนเชต์ในวัยชรา (รับบทโดย ไฮเม วาเดลล์) ที่ให้ครอบครัวจัดฉากการตายของเขาขึ้นมา แล้วหนีไปอยู่อย่างสันโดษที่เกาะรกร้างห่างไกลผู้คน โดยพยายาม ‘งดดื่มเลือด’ เพื่อให้ร่างกายแวมไพร์ของตนอ่อนแอและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาจนตายๆ ไปเสียที โดยมี ฟีโอดอร์ (อัลเฟรโด คาสโตร) คนรับใช้ชาวรัสเซียผู้ภักดี เป็นคนคอยดูแลเขาอยู่ใกล้ๆ
ก่อนที่ลูเซีย (กลอเรีย มืนช์ไมเยอร์) ภรรยาของปิโนเชต์ และลูกๆ วัยผู้ใหญ่อีก 5 คนจะนั่งเรือเดินทางมาเจรจาเรื่องแบ่งทรัพย์สินอันมหาศาลกับเขา เผื่อว่าผู้เป็นสามีและพ่อจะมีอันเป็นไปจริงๆ
แต่เรื่องวุ่นวายในบ้านหลังนี้ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เมื่อ การ์เมน (เปาลา ลูชซิงเกอร์) แม่ชีไล่ผีที่ปลอมตัวมาเป็นนักบัญชีของลูกๆ ปิโนเชต์ ปรากฏตัวขึ้นมาในวันหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ทำให้แวมไพร์ชราอย่างปิโนเชต์ตกหลุมรักเธอ และรู้สึกเริ่มอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกครั้ง
การที่ลาร์เรนนำเสนอภาพของปิโนเชต์ในฐานะ ‘แวมไพร์’ นั้น ดูจะสอดรับกันได้ดีกับสถานะ ‘ผู้นำเผด็จการจอมกระหายเลือด’ ของชายผู้นี้
เมื่อเราได้เห็นปิโนเชต์ออกสยายปีกบิน (ซึ่งจริงๆ คือผ้าคลุมของชุดผู้นำทหาร) ออกตระเวนล่าประชาชนผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ เอามีดคร่าชีวิตพวกเขาอย่างช่ำชอง แล้วควักหัวใจสดๆ ที่โชกเลือดออกมาปั่นกินไม่ต่างจากเครื่องดื่มบำรุงกำลัง - คล้ายกับการที่ปิโนเชต์ได้ ‘สูบเลือดสูบเนื้อ’ ประชาชนของเขาในระหว่างขึ้นปกครองประเทศ
อย่างไรก็ดี ใจความหนึ่งที่น่าขบคิดต่อยอดของหนัง มาจากตัวละครลูกชายคนหนึ่งของปิโนเชต์ ที่บอกว่า พ่อของเขา -หรือแม้แต่ตัวของเขาเอง- อาจจะเป็น ‘โจร’ ที่หาเงินเข้ากระเป๋าจากการแบ่งสรรปันผลประโยชน์กับฝักฝ่ายอื่นๆ ในระหว่างการปกครองประเทศก็จริง แต่เงินที่พวกเขาได้ไป ก็ไม่ได้มากเท่าผู้นำคนอื่นๆ บนโลกที่ต่างก็เป็น ‘โจร’ จากการกระทำแบบเดียวกันนี้เสียหน่อย
พวกเขาจึงเป็นโจรที่ ‘ดีกว่า’ เพราะปล้นชิงสิ่งต่างๆ จากประชาชนไป ‘น้อยกว่า’ ผู้นำเหล่านั้น
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงเงินตรา ความเป็นอยู่ ความหวัง หรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้คน
เมื่อหนังดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่ง เราก็พบกับความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ว่า ไม่ใช่แค่ (อดีต) ผู้นำอย่างปิโนเชต์เท่านั้น ที่มีสถานะเป็น ‘โจร’ ที่ปล้นชิงผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย แต่ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็ล้วนเป็น ‘โจร’ ที่พยายามปล้นชิงบางอย่างจากคนอื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่า คำกล่าวอ้างในข้างต้นของบ้านปิโนเชต์ เป็นสิ่งที่ประชาชนอย่างเราฟังแล้วก็อาจส่ายหัว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อหนังดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่ง เราก็พบกับความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ว่า ไม่ใช่แค่ (อดีต) ผู้นำอย่างปิโนเชต์เท่านั้น ที่มีสถานะเป็น ‘โจร’ ที่ปล้นชิงผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย
แต่ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็ล้วนเป็น ‘โจร’ ที่พยายามปล้นชิงบางอย่างจากคนอื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
ทั้งภรรยาและลูกๆ ของเขา ที่ฝ่ายแรกต้องการถูกปิโนเชต์กัดเพื่อเป็นแวมไพร์มาเนิ่นนาน แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสนั้น จนต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ตนยังมีอำนาจภายในครอบครัวนี้อยู่ ขณะที่ฝ่ายหลัง ก็พยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้สมบัติของพ่อมาเป็นของพวกตน โดยไม่สนวิธีการ แม้สิ่งนั้นจะหมายถึงการจัดจ้างแม่ชีสาวมาปราบพ่อก็ตาม
คนรับใช้อย่าง ฟีโอดอร์ -ซึ่งแท้จริงแล้วก็ถูกปิโนเชต์กัดจนกลายเป็นแวมไพร์ และต้องอยู่กับเขามานานนับร้อยปี- ที่ลักลอบมีความสัมพันธ์สวาทกับลูเซีย ทั้งยังอยากเป็นเหมือน ‘ท่านนายพล’ จนถึงขั้นแอบใส่ชุดนายพลของปิโนเชต์ไปออกล่าเหยื่อยามราตรี
ไม่เว้นแม้แต่การ์เมน แม่ชีผู้ปลอมเป็นนักบัญชี ที่สุดท้ายก็ต้องแพ้พ่ายให้กับความอ่อนแอภายในจิตใจของตน เมื่อถูกปีศาจอย่างปิโนเชต์ยั่วยุ จนเธอเริ่มมีความปรารถนาทั้งเซ็กซ์ และสถานะการเป็นแวมไพร์ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกตื่นตากับการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
ทุกตัวละครที่กล่าวไป ดูจะไม่ได้สนใจสิ่งใด นอกไปจาก ‘ความต้องการ’ ของตัวเอง ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่ใช่แค่ ‘โจร’ แต่ยังเป็น ‘จอมเผด็จการ’ ในแบบของตัวเองด้วย
และทุกตัวละครที่กล่าวไป ก็ดูจะไม่ได้สนใจสิ่งใด นอกไปจาก ‘ความต้องการ’ ของตัวเอง - ความต้องการที่มาจากการไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครอีกต่อไป จนดูคล้ายกับวิถีของ ‘เผด็จการ’ อยู่กลายๆ
เมื่อแวมไพร์ปิโนเชต์ไม่อยากตายแล้ว เลยออกล่าเพื่อฆ่าคนอื่น, แวมไพร์ฟีโอดอร์ที่ปรารถนาอำนาจ เลยอยากทำลายเจ้านายตัวเอง, ลูเซียและลูกๆ ที่หมดหนทางต่อรองกับสามีและพ่อ เลยต้องหาวิธีฆ่าเขา, แม่ชีการ์เมนที่พบว่าการเป็นปีศาจก็น่าอภิรมย์ดีเหมือนกัน จนอยากครอบครองพลังของมันดูบ้าง, ฯลฯ
ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่ใช่แค่ ‘โจร’ แต่ยังเป็น ‘จอมเผด็จการ’ ในแบบของตัวเองด้วยเช่นกัน
และสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดในฉากสุดท้าย -ที่ภาพขาวดำถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพสี- ก็คือ การที่ลาร์เรนทำให้เราได้เห็นว่า แวมไพร์จอมเผด็จการอย่างปิโนเชต์อาจไม่มีวันตายจริงๆ ก็ได้ เพราะหากไม่มีใครมา ‘ฆ่า’ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เขาก็จะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวไปได้อีก 250 ปี หรือมากกว่านั้น
(ขณะที่ในชีวิตจริง ปิโนเชต์แค่ล้มป่วยอยู่หลายปี ก่อนจะเสียชีวิตในเดือนธันวาคม 2006 โดยมีอายุยืนยาวถึง 91 ปี ทั้งที่ยังคงร่ำรวยและไม่เคยถูกลงโทษในข้อหาทางการเมืองใดๆ แถมประชาชนชาวชิลีจำนวนไม่น้อยยังคงมองว่าเขาเป็น ‘ผู้นำที่ดี’)
รวมถึงความจริงที่ว่า ‘เผด็จการ’ จะสามารถ ‘เปลี่ยนหน้า’ มาสร้างความวิบัติให้เราไปได้อีกแสนนาน - ตราบใดที่ ‘อำนาจ’ ยังคงเป็นสิ่งที่น่าเย้ายวนใจสำหรับมนุษย์เรา
ไม่ต่างไปจาก ‘เลือด’ อันหวานหอมที่เหล่าแวมไพร์ยังคงหิวกระหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สามารถรับชมภาพยนตร์ El Conde ได้ทาง Netflix
อ้างอิง : variety.com, theguardian.com, en.wikipedia.org
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ด้วยรักแด่ จอห์น วอเตอร์ส พระสันตะปาปาแห่งความโสมมของโลกภาพยนตร์
- สารคดี The Gleaners and I นำทีมฉายโปรแกรมหนังฝรั่งเศสคลาสสิก ‘FROM THE LEFT เสียงจากฝั่งซ้าย’ ที่ Doc Club & Pub.
- Shortcomings : หนังที่ชวนหยิกหลังมนุษย์ ‘ปากว่าตาขยิบ’ อย่างอบอุ่นหัวใจ แต่ไม่เบามือ
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath