โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ดอกบัวผุด หรือ บัวตูม

อีจัน

อัพเดต 03 พ.ย. 2565 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2565 เวลา 07.55 น. • อีจัน

วันนี้ (3 พ.ย.65) เพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเขาสก - Khao Sok National Park จ.สุราษฎร์ธานี โพสต์ภาพ ดอกบัวผุดบาน พร้อมข้อความ แถมยังบานใกล้ๆ กัน 3 ดอกโตๆ เส้นทางก็เปิดแล้ว ดอกบัวผุดก็บานแล้ว โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ขึ้นไปสำรวจดอกบัวผุด พบดอกตูมๆ มากกว่า 50 ดอก ของหาดูยากแบบนี้ นานๆจะมีที อย่ารอช้าต้องมาแล้วไหมมม

กรุณาซื้อบัตรค่าบริการและลงทะเบียนบริเวณด่านเก็บเงินที่ทำการหน้าอุทยานฯ ก่อนเข้าในพื้นที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติชมดอกบัวผุด และเมื่อเข้ามาชมสิ่งที่ควรระวัง คือ

-ไม่ควรเหยียบย่ำเถาของย่านไก่ต้ม ซึ่งเป็นพืชที่ดอกบัวผุดเกาะเป็นกาฝาก

-ไม่ควรออกนอกเส้นทางที่เจ้าหน้าที่จัดทำให้

-ควรมีไกด์นำทาง เพื่อป้องกันการพลัดหลง ซึ่งสามารถติดต่อไกด์ท้องถิ่นบริเวณรอบๆ อุทยานฯ

สำหรับการเดินไปชมเป็นเส้นทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร และค่อนข้างชัน ต้องเดินช้าๆชิวๆ เตรียมร่างกายและอุปกรณ์ให้พร้อม

รู้จักดอกบัวผุด

ดอกบัวผุด หรือที่คนใต้มักเรียกกันว่า บัวตูม มีชื่อสามัญว่า Sapria Himalayana และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Sapria himalayana Griff. พบในป่าดิบตั้งแต่แหลมมลายูลงไป และในไทยพบที่อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดอกบัวผุดเป็นพืชกาฝากที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของเถาวัลย์น้ำอย่าง เครือเขาน้ำหรือส้มกุ้ง ไม่มีลำต้น ไม่มีใบ มีเพียงดอกสีแดงประแต้มเหลืองใหญ่ราว 10 เซนติเมตร โผล่ขึ้นมาจากดินเท่านั้น เป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีกลิ่นที่เหม็นมาก ลักษณะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ส่วนด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้กับรังไข่ไว้ด้านล่าง ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก เมื่อดอกยังสดอยู่ดอกบัวผุดจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลกรัม กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตร ใช้เวลาในการเติบโตนานกว่า 9 เดือน และดอกบัวผุดจะบานอยู่ได้แค่ 4-5 วัน จากนั้นจะค่อย ๆ ดำเน่าไป

ส่วนบัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดย Dr.W.Meijer จากมหาวิทยาลัยเคนตักกี สหรัฐอเมริกา ได้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่นายแพทย์ชาวไอริส Dr.A.F.G.Kerr ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472 ซึ่งจากผลการสำรวจและวิจัยของฝ่ายพฤกษศาสตร์ กองบำรุง กรมป่าไม้ พบว่า บัวผุดพันธุ์ใหม่ที่พบในประเทศไทย เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่าที่มีชื่อว่าย่านไก่ต้ม (Tetrastigma papillosum Planch) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ทำให้หลาย ๆ คน เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้ม แต่ความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น (Vitidaceae) ที่มีเถาขนาดใหญ่ พบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร ซึ่งดอกย่านไก่ต้มจะมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ 2 เท่าของหัวไม้ขีดไฟ และจากการศึกษาพบว่า พันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) มีประมาณ 13-14 พันธุ์

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากhttps://www.guilinlake.com/article/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%B8%E0%B8%94/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...