โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับเทรนด์ปี 68 “ทอง” ขาขึ้น ลุ้นแตะ 3,000 เหรียญ ทะลุบาทละ 50,000

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 01.58 น.

4 ผู้ค้าทองรายใหญ่ จับกระแสทองคำปี 2568 ลุ้นทุบสถิติใหม่ มองยังเป็น “ขาขึ้น” แต่ไม่ร้อนแรงเท่าปี’67 “ฮั่วเซ่งเฮง” ลุ้นทองโลกแตะ 3,000 ดอลลาร์ จับตาปัจจัย “สงคราม-เฟดลดดอกเบี้ย” เป็นแรงหนุน “YLG” มองทองไทยมีโอกาสไปถึง 50,000 บาท ผลแรงกระแทกนโยบายทรัมป์กดบาทอ่อน “โกลเบล็ก” มองทองคำแกว่งไซด์เวย์แนวรับ 2,420 ดอลลาร์ จับตาโรคระบาดใหม่ปัจจัยหนุน “ออสสิริส” คาดไตรมาส 1-2 ทองปรับฐานที่ 2,500 ดอลลาร์ แนะเป็นจังหวะสะสม

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานจากปี 2567 ถือเป็นปีที่ร้อนแรงของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” โดยราคาทองคำพุ่งทำสถิติ All Time High หลายครั้ง และทำสถิติสูงสุดที่ 2,790 ดอลลาร์/ออนซ์ ช่วงเดือนตุลาคม 2567 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่ราคาทองไทยสูงสุดที่ 44,550 บาท และช่วงเดือนพฤศจิกายนราคาก็เริ่มย่อตัว

นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาทองคำโลกในปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างสูง Gold Spot ทำนิวไฮแตะ 2,790 ดอลลาร์/ออนซ์ และสามารถทำผลตอบแทนได้สูงสุดในประวัติการณ์ที่ 35% โดยมากกว่าตอนที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ให้ผลตอบแทนได้ประมาณ 31% และมากกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19

โดยสาเหตุที่ทำให้ปี 2567 ราคาทองคำปรับขึ้นได้สูงมาจาก 1.ประเด็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการทำสงครามระหว่างอิหร่าน-อิรัก 2.ตลาดมองว่าแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาลง 3.ประเด็นความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ราคาทองคำมักจะเพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เป็นต้น

ปี’68 ลุ้นแตะ 3,000 เหรียญ

ส่วนปี 2568 ประเมินว่าราคาทองจะแกว่งตัวได้ค่อนข้างสูง โดยมองว่าราคาทองคำน่าจะปรับขึ้นได้สูงสุดที่ 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมองกรอบกว้าง ๆ ปีหน้า 2,400-3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากปัจจัยที่จะสนับสนุนราคาทองคำให้พุ่งสูงได้ คือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก รวมถึงกระแส Dedollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ อาจจะสนับสนุนราคาทองคำ

ขณะที่ปัจจัยที่อาจส่งผลลบต่อราคาทองคำในปีหน้า ได้แก่ การเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะสังเกตได้ว่าหลังจบการเลือกตั้ง ราคาทองคำปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากตลาดมองว่าการเข้ามาของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น และจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากนโยบายการทำสงครามการค้า ซึ่งจะทำให้สินค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ยได้ในปีหน้า ซึ่งหลังการประชุมเฟดครั้งล่าสุด ได้มีการส่งสัญญาณว่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ย เหลือเพียง 2 ครั้ง จากเดิมที่มองว่าจะปรับลดลงถึง 4 ครั้ง

นางศิริลักษณ์กล่าวว่า ในระยะสั้นแน่นอนว่านโยบายของทรัมป์ส่งผลลบกับราคาทองคำ แต่ถ้ามองไปถึงระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐจะขาดดุลงบประมาณมากขึ้น และจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามว่านโยบายที่หาเสียงไว้กับการบริหารประเทศจริง ๆ จะเป็นอย่างไร

“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีผลกับราคาทองคำค่อนข้างมาก โดยปีนี้ดอกเบี้ยเฟดเป็นปัจจัยบวกกับทองคำ แต่ปีหน้าอาจจะกลายเป็นปัจจัยลบ หรืออาจเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอน สมมุติเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีแบบที่คิดไว้ คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดอาจจะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้ก็ได้ ทั้งนี้ จากสถิติทองคำมักจะปรับขึ้นช่วงต้นเดือนมกราคม โดยจังหวะที่ทองปรับตัวลงแนะนำทยอยซื้อได้ ที่แนวรับ 2,540 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งมองว่าราคาทองคำจะรีบาวนด์ขึ้นได้”

YLG มองทองยังขาขึ้น

ด้าน นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่งยังคงให้น้ำหนักทองคำในปีหน้าว่าจะมีโอกาสขึ้นไปที่ 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเด็นความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และเรื่องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก สนับสนุนให้ทองคำยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าระยะสั้นจะสลับมาแกว่งตัวสร้างฐานบ้าง

ส่วนราคาทองคำในประเทศไทย YLG มองว่า ปี 2568 จะมีโอกาสไปถึง 50,000 บาท เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ จึงตกเป็นประเทศเป้าหมายที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินนโยบายภาษีนำเข้า จึงอาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยปีหน้าเคลื่อนไหวไปในทิศทางอ่อนค่า และส่งผลดีต่อราคาทองคำในประเทศ

ต้นปี “ทองคำ” ปรับฐานลง

นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด เปิดเผยว่า มองราคาทองคำปีหน้ายังเป็นขาขึ้น แต่จะไม่รุนแรงเท่าปีนี้ โดยปัจจัยที่มีผลกับราคาทองคำมากที่สุดคือการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และทำให้ทองคำปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งปีหน้ายังอยู่ในทิศทางของดอกเบี้ยขาลง ยังส่งผลดีกับราคาทองคำ เพียงแต่ราคาอาจจะไม่ได้ขึ้นแรงมากนัก โดยประธานเฟดส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปีหน้า และคาดว่าจะลดได้ช่วงเดือน มิ.ย. 68 ขณะที่สถานการณ์ด้านสงครามมองว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับปีนี้

“แนวโน้มปี 2568 ทองโลกมีโอกาสทะลุ 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือไม่นั้น มองว่ามีโอกาสแต่ต้องใช้เวลา ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่ไม่สามารถทำนิวไฮ หรือไม่ทะลุ 2,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นไปได้ และคาดว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ราคาทองคำอาจจะมีการปรับฐานลงมา ที่บริเวณ 2,500 ดอลลาร์/ออนซ์”

ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนเป็นจังหวะสะสมพอร์ตช่วงที่ราคาทองคำปรับลดลง โดยเชื่อว่าความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีอยู่ คนที่มองระยะยาวสามารถเข้าสะสมได้ สำหรับระยะสั้นมองแนวรับ 2,500 ดอลลาร์ แนวต้าน 2,789 ดอลลาร์ ส่วนระยะยาวมองแนวรับ 2,400-2,450 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,900-3,000 ดอลลาร์ ส่วนทองคำในประเทศแนวรับ 40,000 บาท โดยมองว่าระยะสั้นอาจจะไม่มีนิวไฮของทองคำในประเทศ ส่วนระยะยาวทั้งปีอาจจะเห็น 45,000-46,000 บาท

สถิติปีที่ 3 ทองจะพักฐาน

ขณะที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า ปี 2568 มองราคาทองคำแกว่งไซด์เวย์ และผลตอบแทนอาจจะไม่ได้ดีมากนัก โดยจากสถิติย้อนหลังส่วนใหญ่หากทองคำบวกติดต่อกันถึง 2 ปี ในปีที่ 3 อาจจะพักฐานและย่อตัวลง โดยในปี 2566 ราคา Gold Spot บวก 13% ขณะที่ปี 2567 ปัจจุบันบวกประมาณ 26% อย่างไรก็ตาม มองกรอบปีหน้าหากทองคำบวกจะได้ประมาณ 5% แต่หากลบจะอยู่ที่ประมาณ 7% โดยมองว่าปัจจัยที่เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้าเป็นปัจจัยพยุงมากกว่า

ส่วนปัจจัยบวกที่ต้องติดตามปีหน้า คือ เรื่องโรคเอ็กซ์ (Desease X) ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ที่อยู่ในคองโก แม้ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนัก แต่องค์การอนามัยโลกเริ่มออกมาเตือน โดยโรคเริ่มกระจายไปที่ประเทศอิตาลี คนติดเชื้อประมาณ 400 คน ผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน โดยอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโรคระบาดโควิด-19 ค่อนข้างมาก ซึ่งยังระบุไม่ได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางใด หากติดต่อผ่านทางเดินหายใจเหมือนโควิด-19 และระบาดมากขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำ

ขณะที่ปัจจัยลบกับราคาทองคำเป็นการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากนโยบาย America First ทำให้ทองคำปรับลดลงได้ ขณะที่ประเด็นสงครามในประเทศต่าง ๆ มองว่าเริ่มคลี่คลายลง จากที่ยืดเยื้อกันมาค่อนข้างนาน และไม่มีการขยายพื้นที่ลุกลามเป็นวงกว้าง รวมถึงนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ได้สนับสนุนด้านสงครามด้วย

“ดังนั้น ปี 2568 หากจะลงทุนทอง แนะนำเป็น Trading ในกรอบแนวรับ 2,420 ดอลลาร์/ออนซ์ แนวต้าน 2,730 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศกรอบแนวรับ 39,320 บาท แนวต้าน 44,900 บาท สำหรับโอกาสที่จะขึ้นไปถึง 3,000 ดอลลาร์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประเด็นโรคระบาดและสงครามที่มีความไม่แน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนที่จะเกิดขึ้นได้มากนัก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับเทรนด์ปี 68 “ทอง” ขาขึ้น ลุ้นแตะ 3,000 เหรียญ ทะลุบาทละ 50,000

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...