‘เวนิสวานิช’ และ ‘พวกยิวแห่งบูรพาทิศ’ : จีนและยิวอันเป็นอื่นในสยาม ปลายทศวรรษ 2450
เชื่อว่าคนไทยคงคุ้นเคยกับวลี “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองดังฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” กับ “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเหมาะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์” แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของบทแปลใน เวนิสวานิช ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ โดย รัชกาลที่ 6
บทความนี้จะชวนผู้อ่านย้อนอ่าน เวนิสวานิช เทียบกันในสองมุมมอง คือ จากสภาพแวดล้อมของตัวบท และจากเบื้องหลังของประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ได้มีแค่เรื่องยิว แต่มันพาดพิงไปถึงชาติพันธุ์จีนอีกด้วย
บทบาทของ ‘ไชล็อก’ พ่อค้ายิวแห่งเวนิส สะท้อนโลกเงินตราที่รุ่งเรืองขึ้นในคาบสมุทรอิตาลีแถบทะเลเมดิเตอเรนียน ก่อนที่จะย้ายไปบริเวณคาบสมุทรไอบีเรียอันเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิโปรตุเกสและสเปนในอนาคต หากถือโดยคัมภีร์เคร่งครัดแล้ว ชาวคริสเตียนและอิสลามนั้นห้ามศาสนิกชนปล่อยกู้แบบมีดอกเบี้ย ศาสนายูดายและชาวยิวจึงมิได้อยู่ในเงื่อนไขทางศีลธรรมเช่นนั้น พวกเขาจึงมีบทบาทด้านการเงินและทำกำไรจากธุรกิจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี การขยายตัวทางการค้าและการเดินทางเชื่อมโยงกับการเปิดมหาสงครามอย่าง ‘สงครามครูเสด’ เพื่อชิงเยรูซาเลมกลับมาเป็นของชาวคริสต์
‘เวนิสวานิช’ ของเชคสเปียร์
‘เวนิสวานิช’ หรือ ‘The Merchant of Venice’ เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นหลังปี 1596 ภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์คือการที่โรเดริโก โลเปซ แพทย์เชื้อสายยิวประจำพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ถูกกล่าวหาว่าพยายามลอบวางยาพิษราชินี และในที่สุดก็ถูกประหารชีวิต และยังเป็นไปได้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากบทละคร The Jew of Malta (1589) ของคริสโตเฟอร์ มาโลว์ อันมีตัวเอกคือยิวผู้โหดร้าย นาม ‘บาราบัส’ ซึ่งเป็นตัวละครต้นแบบของ ‘ไชล็อก’ นั่นเอง
ว่ากันว่า เวนิสวานิสได้รับความนิยมกว่าเรื่องอื่นๆ ในราชสำนัก มีผู้เชื่อว่ามันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พวกยิวนั้นจ้องจะหาประโยชน์จากการขูดรีดเนื้อหนังและเงินทองของชาวคริสต์ด้วยความโลภแบบผู้ไม่ใช่คริสเตียน ดังนั้น บทละครดังกล่าวจึงปลุกอคติที่มีต่อชาวยิว ซึ่งส่งต่อมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในสมัยนาซีเยอรมันที่นำมาแสดงเพื่อเป็นโฆษณาชวนเชื่อถึง ความไม่เป็นมนุษย์ของยิว เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสร้างความเกลียดชังและกำจัดพวกเขานั้นเอง ดังคำบรรยายว่า “เขาเดินไปมาบนเวทีราวกับหนู เป็นมารร้ายที่มีกลิ่นชวนคลื่นเหียน และมีมือดั่งกรงเล็บ” [1]
กระนั้น ก็มีผู้ชี้ว่า ไชล็อกนั้นมีมิติความเป็นมนุษย์มากกว่าเมื่อเทียบกับบาราบัส เพราะความโหดร้ายนั้นมีมูลเหตุมาจากความพยาบาทเดิมเนื่องจากอันโตนิโยนั้นมักจะลบหลู่เกียรติและเหยียดหยามเขาอยู่เสมอ
“… มันนั้นไซร้ได้เคยทำให้ข้าอับอาย, และเคยทำให้ข้าฉิบหายขัดลาภตั้งกึ่งล้าน; เย้ยเวลาเสีย, เยาะเวลาได้, ดูถูกกระทั่งชาติ, กลางตลาดแย่งกำไร, ยุสหายให้แหนงจิต, แหย่อมิตรให้ขัดใจ; ทั้งนี้เพราะเหตุใด? เพราะเหตุที่ข้าเป็นยิวนั่นแล นี่แน่ ยิวไม่มีตาฤา? ยิวไม่มีมือ,ไม่มีอวัยวะ,ไม่มีกายหรือเจ้าคะ, หรือไม่มีสัมผัส, ตัดฉันทะแลโทสะได้สิ้นหรือไฉน?ไม่กินอาหารเหมือนกันหรือไร, หรือถูกศัสตราไม่เจ็บไม่บาดหรือไม่มีโรคาพาธ,ไม่รักษาด้วยยาเหมือนท่าน ไม่ร้อนไม่หนาวเพราะฤดูกาล เหมือนพวกท่านคริสตังละฤาไฉน? ถ้าแม้ว่าจี้, หรือเราจะไม่หัวเราะ? เพราะฉะนั้นไซร้ใครทำร้าย, จะไม่ให้เราหมายแก้แค้นหรือว่าไร? ถ้าเราเหมือนท่านอยู่แล้วไซร้, ก็ต้องเอาอย่างทางนั้นด้วยนา ถ้าแม้ยิวทำร้ายคริสตัง, เขานั้นตั้งตอบแทนอย่างไร ? แก้แค้นเป็นแน่, ก็แม้คริสตังทำร้ายยิว, ยิวควรจะทำอะไรบ้าง ตามแบบอย่างคริสตัง ? แก้แค้นนั่นซี…” [2]
เรื่องโดยย่อนั้น ตัวเอกของเรื่องคือ ‘อันโตนิโย’ พ่อค้าแห่งเมืองเวนิส และบัสสานิโยเพื่อนสนิท มีภารกิจที่ต่างกัน ของอันโตนิโยคือการค้าทางทะเล ที่พบปัญหาว่าเรือสินค้าของเขาเดินทางมาล่าช้า ส่วนบัสสานิโยจะเดินทางไปเมืองเบลมอนต์เพื่อทำพิธีเสี่ยงทาย เพื่อให้ได้นางปอร์เชีย หญิงสาวผู้เลอโฉมและมั่งคั่งจากกองมรดก แต่การที่จะลุล่วงภารกิจจะต้องมีเงินจำนวนหนึ่ง บัสสานิโยมาขอยืนเงินเพื่อนรัก อันโตนิโยที่กำลังขัดสนอยู่จึงเลือกวิธีการยืมเงินจากพ่อค้าเงินกู้ชาวยิวที่ขึ้นชื่อว่าหน้าเลือดอย่างไชล็อกเป็นเงิน 3,000 เหรียญ ไชล็อกเคยมีความบาดหมางกับอันโตนิโยมาก่อน กลับให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่หากไม่สามารถชำระหนี้ได้จะต้องใช้หนี้ด้วยเนื้อหนัก 1 ปอนด์ของตน นอกจากนั้นลอเร็นโซเพื่อนบัสสานิโยยังพาเจ็สสิก้า ลูกสาวไชล็อกหนีตามกันไปอีกด้วย
บัสสานิโยสามารถเสี่ยงทายได้ถูก ปอร์เชียมอบแหวนให้กับเขา ต่อมามีข่าวว่าเรือสินค้าของอันโตนิโยเกิดอับปาง อันโตนิโยทำท่าจะแย่ เพราะอาจไม่สามารถใช้คืนหนี้ได้ ปอร์เชียทราบข่าวจึงมอบเงินให้บัสนิโยเพื่อใช้หนี้ไชล็อก แต่ไชล็อกไม่รับเนื่องจากจะใช้โอกาสนี้แก้แค้น ปอร์เชียปลอมตัวเป็นชายและทนายความว่าความให้กับอันโตนิโย ปอร์เชียเปิดศาลด้วยประโยคที่เราคุ้นเคยกันว่า “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองดังฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” [3] เพื่อโน้มน้าวขอความเห็นใจจากไชล็อก แต่แน่นอนว่า ตัวร้ายของเรื่องไม่ยอม
จุดตายของไชล็อกคือการเรียกร้องให้ชดใช้ด้วยการเชือดเนื้อ ก็ถูกนำไปตีความว่า หากเขาจะแล่เนื้ออันโตนิโยก็ได้ แต่ห้ามทำให้เลือดไหล หรือหากแล่เกินกว่า 1 ปอนด์ จะต้องถูกประหารชีวิตและริบสมบัติ คดีจบลงที่ไชล็อกแพ้อย่างราบคาบ ตามกฎหมายแล้ว สำหรับคนต่างชาติ หากมุ่งร้ายคิดฆ่าใครจะถูกริบทรัพย์ทั้งหมด ครึ่งหนึ่งให้เจ้าทุกข์ และอีกครึ่งหนึ่งเข้าท้องพระคลัง และจะประหารชีวิตจำเลยหรือไม่ก็ได้ กรณีนี้ไชล็อกได้รับการไว้ชีวิต ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งอันโตนิโยไม่ยอมรับ แต่ยกเงินให้ลอเร็นโซ ลูกเขยไชล็อก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของทรัพย์สิน พ่อเมืองมีเงื่อนไขว่าจะไม่ยึดทรัพย์หากยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ตามภาวะจำยอมดังกล่าว ไชล็อกจึงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว
เรือสินค้าของบัสนิโยอัปบางเพียงส่วนหนึ่ง ที่เหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ปอร์เชียในคราบทนายก็ลองใจโดยไม่รับเงินจากการว่าความ เพียงแต่ขอแหวนจากบัสสานิโย แต่แรกเขาปฏิเสธ หากต้องจำใจให้ด้วยสำนึกในบุญคุณ เมื่อกลับไปพบปอร์เชีย เขาถูกถามถึงแหวน บัสสานิโยก็เล่าตามความจริงเนื่องจากทนายได้ช่วยเพื่อนรักเอาไว้ได้สำเร็จ ปอร์เชียแสดงตนว่าไม่ถือโกรธอันใด ส่วนบท “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรก ชนเช่นกล่าวมานี่ ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ”[4] นั้นคือบทก่อนที่ปอร์เชียจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน หลังจากที่ปลอมเป็นชายไปว่าความให้กับบัสสานิโย
เวนิสวานิช ของ รัชกาลที่ 6
บทละครเดิมถือเป็น ‘กลอนเปล่า’ (blank verse) มีวรรคละ 10 พยางค์ และไม่มีบังคับสัมผัส บางแห่งอาจมีแทรกกลอนไว้บ้าง บางแห่งก็เป็นร้อยแก้ว ในฉบับแปลของรัชกาลที่ 6 เมื่อปี 2459 ใช้คำประพันธ์ชนิดกลอนแปด และมีโคลงสี่สุภาพแทรกบางส่วน หากส่วนใดเป็นร้อยแก้วก็จะคงความเป็นร้อยแก้วนั้นไว้ แตกต่างจากผู้ที่เคยแปลเรื่องเดียวกันนี้มาก่อนอย่าง ‘หลวงธรรมาภิมณฑ์’ (ถึก จิตรกถึก) ซึ่งแต่งเป็นคำฉันท์ รัชกาลที่ 6 บันทึกว่า “เมื่อคำนึงดูว่า ในภาษายุโรปโดยมากมีคำแปลของบทละครของเชกสเปียร์แล้ว และในภาษาญี่ปุ่นก็มีแล้ว ข้าพเจ้าก็นึกละอายแก่ใจ ที่ในภาษาไทยเราไม่มีบ้างอย่างเขา” [5] ต่อมา เวนิสวานิช ได้รับพระราชทานให้เป็นแบบเรียน จนได้มีการพิมพ์ ‘ฉบับศึกษา’ ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2466[6]
ดังที่รู้กันดีว่าเวนิสวานิชนั้น ตัวร้ายอย่างไชล็อกนั้นแยกไม่ออกจากอัตลักษณ์ความเป็นยิวของเขา ก่อนจะมีเวนิสวานิช ฉบับแปล รัชกาลที่ 6 ได้มีผลงาน พวกยิวแห่งบูรพาทิศ (2457)[7] ก่อนที่จะแปลเวนิสวานิชถึง 2 ปี เริ่มบทที่ 1 มาด้วยการออกตัวว่า “…ข้าพเจ้ามิได้มีความประสงค์มุ่งหมายชั่วร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย หรือว่าข้าพเจ้าจะได้เริ่มพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเกลียดชังพวกจีนแต่ต้นมือก็หาไม่…ข้าพเจ้ายังมีมิตรสหายที่เป็นจีนชอบพอกันมาแต่ยังเยาว์ด้วยอีกหลายคน เพราะฉะนั้น ในการที่ข้าพเจ้าจะเขียนต่อไป ไม่ใช่เพราะความรู้สึกส่วนตัวเลย”[8]
ตัวบทนี้กล่าวถึงปัญหาความเป็นยิวในฐานะคนนอกของสังคมตามแบบที่ชาวตะวันตกมองยิว นั่นคือ “พวกยิวไม่เป็นชาตินักรบเลย เพราะฉะนั้นพงศาวดารของเขาจึงเต็มไปด้วยเรื่องที่พวกเขาต้องได้รับความทุกข์ความลำบาก เมื่อถูกจับไปเป็นเชลยอยู่ในเมืองบาบิลอน เมืองไอยคุปต์ และในเมืองต่างๆ การที่คนยิวมิได้สิ้นโคตรละลายหายสูญเสียนานแล้วนั้น ก็เป็นพยานดีที่ชี้ให้ปรากฏว่าชาติยิวเลือดแรงปานใด” [9] ทำให้ยิวไม่กลายเป็นคนพื้นเมืองหรือพลเมืองในชาตินั้นๆ แต่ “ประโยชน์ใดที่พลเมืองได้รับ พวกยิวมีความพร้อมใจที่จะรับด้วยเสมอ แต่ถ้าเป็นหน้าที่หรือความทุกข์ร้อนซึ่งพลเมืองจะต้องกระทำหรือต้องรับแล้ว พวกยิวก็มักหลีกเลี่ยงไม่รับด้วยเสมอเหมือนกัน” [10]
ประการต่อมา คือ การแบ่งแยกชาวยิวกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่เรียกว่า ‘เยนไตล์’ ซึ่งจะนับว่ายิวเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ ส่วนที่เหลือจะถูกลงโทษโดยพระเจ้าในภายภาคหน้า[11] ประการต่อมาถือว่าสำคัญที่สุด คือ มีความฉลาดในการหาเงิน ครอบงำธุรกิจในที่ต่างๆ ที่ไปถึง แม้จะเป็นไปอย่างปราศจากความเมตตาปรานีก็ตาม กรณีของลูกหนี้เงินกู้ สิ่งที่สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนก็คือ “…พวกยิวนั้น ถ้ามีทุนรอนและโอกาสเสมอกันกับพวกที่เขาเรียกว่าเยนไตล์แล้ว จะร่ำรวยได้เร็วกว่าพวกเยนไตล์เป็นอันมาก ยิวคนเดียวสามารถจะแข่งขันในทางหาเงินกับพวกเยนไตล์ซึ่งรวมกันหลายคนได้โดยสะดวก” [12] การสู้ยิวไม่ได้ ทั้งยังสาปแช่งก่นด่า แม้จะไม่ถูกต้องแต่ “ก็เป็นความรู้สึกอันเป็นธรรมดาแห่งมนุษย์ การแข่งขันในการใดๆ ถ้าเราแพ้เป็นครั้งคราวเราก็ไม่ว่า แต่ขอให้เรามีโอกาสได้ชนะบ้าง แต่ถ้าเราต้องแพ้ทุกคราวไป เราก็ไม่สามารถจะกลั้นโทสะและเหนี่ยวรั้งตัวให้อยู่ในบังคับได้ เพราะความโทมนัสอันเป็นสามัญลักษณะแห่งคนเรา” [13]
ตั้งแต่บทที่ 3 ไปจะเป็นการเปรียบเทียบชาวยิวกับชาวจีนว่ามีความคล้ายกันเพียงใด ประการแรกก็คือ การคงความเป็นชาวจีน หรือ ‘ถือโคตร’ ที่แม้จะจดทะเบียนในกงสุลต่างๆ ก็ไม่เลิกเป็นจีน นั่นคือ ไม่กลายเป็นพลเมืองของชาตินั้นๆ จ้องแต่หาประโยชน์จากประเทศนั้นๆ แม้แต่งงานกับหญิงไทย หญิงนั้นก็จะกลายเป็นจีน ลูกก็จะกลายเป็นจีนไปด้วย แม้จะมีชื่อเป็นไทยโดยนาม และเมื่อมีโอกาสก็จะกลับไปเมืองจีนพร้อมลูกเมีย หรือส่งไปเสียก่อน[14] ประการต่อมาคือการแบ่งแยกคนจีน กับผู้ไม่ใช่คนจีนที่ถูกถือว่าเป็น ‘ฮวน’ หรือคนป่า มีการยกตัวอย่างกรณีแรงงานเด็กชาวจีนว่า
“ข้าพเจ้าเคยมีคนใช้เป็นจีนคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กที่ฉลาดและในชั้นต้นก็ขยันขันแข็งต่อการงานดี แต่ครั้นพอรุ่นหนุ่มขึ้นก็กลายเป็นคนที่มีนิสัยอันไม่พึงปรารถนาหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือเกียจคร้าน ไม่ทำการตามหน้าที่เช่นเคย ครั้นข้าพเจ้าเรียกมาว่ากล่าว เขากลับแสดงกิริยาเย่อหยิ่งสามหาวใส่หน้าข้าพเจ้า แล้วมิหนำซ้ำกลับของเงินเดือนขึ้น ข้าพเจ้าจึงตอบว่า เงินเดือนที่เขาได้นั้นก็มากพออยู่แล้ว เพราะกินอยู่หลับนอนในบ้านข้าพเจ้า เขากลับตอบด้วยกิริยาอันปราศจากความเคารพว่า ข้าพเจ้านึกหือว่าการที่เขายอมให้ข้าพเจ้าใช้นั้นเป็นเพราะเขานับถือ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ที่เขายอมให้คนไทยใช้ก็เพราะเขาต้องหาเงินไปให้ลุงของเขา ข้าพเจ้าให้เขาไม่พอ เงินเดือนที่ข้าพเจ้าให้เป็นเงินเดือนสำหรับเด็ก บัดนี้เขาโตแล้วจึงต้องการค่าจ้างให้มากขึ้น…ลุงได้สอนไว้ว่าให้อุตส่าห์ยอมอดกลั้นยอมรับใช้ไปอีกสักหน่อยเถิด ไม่ช้าจีนก็จะควักกระเป๋าคนไทยหมด คนไทยก็จะกลับเป็นขี้ข้าซึ่งเป็นฐานะอันสมควรแก่คนฮวน” [15]
ไม่เพียงเท่านั้น สหายลูกจีนของผู้เขียนยังเล่าประสบการณ์ในวัยเยาว์ว่า วันหนึ่งขุนนางจีนมาเยี่ยมบิดา ทักว่าไฉนไม่กลับเมืองจีน เมื่อเก็บเงินทองไว้ได้มากแล้ว บิดาก็ตอบไปว่ามีครอบครัวอยู่ที่นี่แล้ว แต่ขุนนางจีนนั้นกลับตอบมาว่า “…เมียคนป่าของท่านจะต้องนับด้วยหรือ เอามาให้เป็นทาสของภรรยาจีนท่านก็แล้วกัน ส่วนอ้ายลูกป่าของท่านนั้นก็จะเป็นประโยชน์ดีสำหรับใช้เป็นบ่าวในบ้าน” [16]
ประการต่อมา ก็คือ ความสามารถในการหาเงินที่มองว่า
“…จีนก็เหมือนกับยิว ถ้ามีทุนรอนและโอกาสเสมอกันกับชนภาษาใดๆ แล้ว จะร่ำรวยได้รวดเร็วยิ่งกว่าชนชาตินั้นๆ หมด เหตุผลอันทำให้จีนหาเงินได้สำเร็จรวดเร็วนั้น ก็มีอยู่หลายประการ ซึ่งโดยมากไม่ผิดกับที่ทำให้ยิวสำเร็จฉะนั้น ตามความคิดของจีน เงินเป็นทั้งปฐมปัจจัยและปัจฉิมปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจะเลิศไปกว่าได้ จีนอาจจะทำอะไรๆ ทุกอย่างได้เพราะเห็นแก่เงิน…คนโทษที่เป็นเศรษฐีอาจจะจ้างคนจนให้มารับโทษประหารชีวิตแทนก็ได้ ซึ่งไม่มีประเทศไหนนอกจากเมืองจีน เพราะเห็นแก่เงิน จีนยอมสู้อดอยากตรากตรำทุกอย่างได้ ผู้ใดที่แลเห็นพวกกุลีจีนกินข้าว จะหลากใจไม่ใช่น้อย เพราะอาหารที่เขากินนั้นดูเหมือนแม้แต่หมาที่วิ่งอยู่ตามถนนก็แทบจะไม่เหลียวแล และเมื่อพูดถึงที่อยู่อาศัยก็น่าประหลาดใจจริงๆ ที่พวกจีนมากคนปานใดสามารถยัดเยียดกันอยู่ได้คลั่กๆ ในที่อันคับแคบ ซึ่งไม่มีมนุษย์ภาษาไหนในโลกจะอยู่ได้โดยหายใจออก…แม้ค่าจ้างจะเล็กน้อยซักปานใด ก็ยินดีพอใจรับ เพราะเขารู้จักวิธียังชีวิตให้เป็นอยู่ได้โดยเกือบจะไม่ต้องกินอะไร เพราะฉะนั้นไม่น่าพิศวงเลยที่คนงานชาวอเมริกันและแคนาดาไม่สามารถจะแข่งกับจีนได้” [17]
ประเด็นที่ผู้เขียนให้ความสำคัญคงไม่พ้นไปจากการชี้ให้เห็นว่า ชาวจีนมิได้เข้ามาอยู่ไทยแล้วตั้งใจฝังรกรากไว้ ไม่ยอมกลายเป็นพลเมือง หรือบางคนอยากจะทำ แต่ก็ติดที่เครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวหน้าอั้งยี่ที่เขาไม่ยินยอมให้ทำเช่นนั้น ทั้งยังส่งเงินทองกลับบ้าน ทำตัวดั่ง ‘บ่างดูดเลือด’ [18]
ปัญหาที่กระทบต่อรัฐบาลที่อันที่จริงเป็นสิทธิแรงงานสากล ก็คือ ‘การนัดหยุดงาน’ ผู้เขียนประกาศในเชิงข่มขู่ว่า “เราชอบให้กิจการดำเนินไปด้วยความเป็นธรรมและด้วยความเห็นใจซึ่งกันและกัน เราพยายามที่จะทำตัวเป็นผู้มีน้ำใจอันดี แต่เราก็เป็นมนุษย์อย่างสามัญเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความอดกลั้นของเรามีที่จำกัด ถ้ามีเหตุเช่นจีนหยุดงานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่อยากจะขอรับรองในผลที่จะมีนั้นเลย ถ้าจะเกิดมีเหตุฆ่าฟันกันขึ้นเพราะจีนหยุดงานแล้ว” [19]
ในตอนท้ายมีการเปรียบเทียบจีนกับยิวที่มีความแตกต่างสำคัญ คือ ‘จีนมีประเทศอยู่ แต่ยิวไม่มีประเทศอยู่’ ชาวจีนจึงสามารถส่งเงินทองกลับบ้านไปได้ แต่ชาวยิวนั้นไม่มี ก็ถือว่าได้จับจ่ายใช้สอยในเมืองนั้นๆ กระนั้นความน่ากลัวของยิวคือการผูกขาดอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ เช่นในอังกฤษที่ยิวเป็นถึงเสนาบดี อธิบดีศาลอุทธรณ์ชั้นสูงสุด และมองว่าหากจีนเสียเมืองจะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสยาม และยังกล่าวหาว่าจีนเป็นพวกนิสัยสอพลอยุยงและตั้งก๊กตั้งเหล่าคบคิดการชั่วร้ายอีก[20]
อย่างไรก็ตาม มีผู้มองการวิพากษ์จีนของรัชกาลที่ 6 ว่า งานเขียนพวกยิวแห่งบูรพทิศ เป็นเพียงนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะสร้างภาพลักษณ์คนจีนอันพึงประสงค์ มิให้ก่อความวุ่นวายเดือนร้อนต่อรัฐบาล และยังต้องการให้ชาวจีนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และให้ตระหนักถึงความสำคัญของบ้านเมืองและให้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ และสนับสนุนนโยบายของกษัตริย์[21]
เวนิสวานิช และพวกยิวแห่งบูรพาทิศ จึงเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกนึกคิดชนชั้นนำสยามในช่วงปลายทศวรรษ 2450 ในยุคที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงไปสู่สาธารณรัฐ ในปี 2454 หรือก่อนที่จะมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้เป็นรัฐของชาวยิว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับจีนถือเป็นประสบการณ์ใกล้ตัวกว่า และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง บทประพันธ์ที่มีท่วงทำนองชาตินิยมอย่างเข้มข้นนี้ถูกนำไปสานต่อแม้ในช่วงหลังปฏิวัติ 2475
[1] รชฏ นุเสน, โครงการบทละครแปลในฐานะพลังเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคม รายงานวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2561, หน้า 25-26
[2] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เวนิสวาณิช (พิมพ์ครั้งที่ 16, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2501), หน้า 106
[3] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 172
[4] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 205-206
[5] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า ข
[6] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, ไม่ปรากฏเลขหน้า
[7] เทพ บุญตานนท์, “พวกยิวแห่งบูรพาทิศ: ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับชาวจีนโพ้นทะเล”, วารสารมนุษยศาสตร์, 24 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560) : 61
[8] อัศวพาหุ (นามแฝง), พวกยิวแห่งบูรพทิศและเมืองไทยจงตื่นเถิด (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2528), หน้า 1
[9] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 3
[10] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 3
[11] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 4-5
[12] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 7
[13] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 7
[14] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 14-15
[15] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 17
[16] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 18
[17] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 19-20
[18] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 23
[19] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 24
[20] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 25
[21] เทพ บุญตานนท์, “พวกยิวแห่งบูรพาทิศ: ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับชาวจีนโพ้นทะเล”, วารสารมนุษยศาสตร์, 24 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560) : 76