โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามภาคใต้ 2568! การต่อสู้ยุคหลังคดีตากใบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ม.ค. 2568 เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2568 เวลา 02.34 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามภาคใต้ 2568!

การต่อสู้ยุคหลังคดีตากใบ

“ข้าศึกทำผิดพลาดได้ เช่นเดียวกับที่บางครั้งเราเองก็ผิดพลาดไป และบางครั้งก็เปิดช่องโหว่ให้ข้าศึกฉวยเอาไปเป็นประโยชน์”

สรรนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตุง

สงครามและความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการย่างเข้าสู่ปีที่ 22 ของการปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 และตามมาด้วยการก่อเหตุของขบวนติดอาวุธ “BRN” ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องด้วยกำลังอาวุธเพื่อให้ 3 จังหวัดดังกล่าวเป็น “รัฐเอกราชใหม่” ในภูมิภาค

ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชด้วยการก่อการร้ายที่เกิดในพื้นที่นั้น ยังมีนัยกับเหตุการณ์สำคัญอีกชุดคือ การสิ้นสุดผลทางกฎหมายของคดีตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ประกอบกับในภาวะเช่นนี้ ยังมีสถานการณ์ต่างๆ ตามมาอย่างน่าสนใจ

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ของการก่อเหตุ การปลุกระดม การบ่มเพาะที่ไม่จบ ดังนั้น บทความนี้จะขอนำเสนอข้อสังเกตสำหรับปีใหม่ 2568 ดังนี้

1) หลังจากการสิ้นสุดของคดีตากใบในทางกฎหมายแล้ว ย่อมคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า จะยังคงมีการนำประเด็นคดีตากใบมาใช้เปิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง เพราะการเรียกร้องเอกราชจำเป็นต้องมีประเด็นทางการเมืองรองรับ เพื่อทำให้การเคลื่อนไหวนี้มีความชอบธรรมในสายตาของสมาชิก แนวร่วม และเวทีสากล

2) ไม่ว่าคดีตากใบจะยุติลงในแบบใด ก็จะเป็นประเด็นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เสมอ แม้อาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันจากเงื่อนไขของคดี เช่น ถ้าจำเลยไม่มาศาล การเคลื่อนไหวจะเน้นในการเปิดประเด็นว่า รัฐไทยไม่ให้ความยุติธรรม หรือรัฐไทยละเลยความยุติธรรมของคนในพื้นที่

3) แต่ถ้าจำเลยมาศาลด้วยการตัดสินใจสู้คดี ก็ใช้ตัวคดีในศาลเป็นประเด็นการเคลื่อนไหวในตัวเอง เพราะประเด็นที่ใช้ในการฟ้องจะเป็นโอกาสให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เป็นอย่างดี

4) ดังที่ทราบกันว่าในที่สุดแล้วจำเลยไม่ปรากฏตัวในศาล ทำให้เกิดประเด็นเพื่อใช้ในการโฆษณาการเมืองอย่างดีอีกด้วยว่า รัฐไทยไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมในคดี ทั้งที่การรื้อฟื้นคดีเกิดในระยะช่วงปลายทางนั้น มักกลายเป็นโอกาสให้จำเลยในเงื่อนเวลาที่เหลือน้อยใช้วิธี “หนีคดี” มากกว่า “สู้คดี” เพราะจำเลยโดยทั่วไปมีความเชื่อว่า การหนีย่อมเป็นโอกาสให้ “รอดคดี” มากกว่าแทนการต่อสู้ในศาล เนื่องจากเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน (ไม่ได้มีเวลาในคดีเหลือเป็นหลายเดือน หรือเป็นปีแต่อย่างใด จนทำให้การหนีคดีเป็นปัญหา)

5) น่าสนใจอย่างมากว่า ทำไมการรื้อฟื้นคดีเพิ่งมาเกิดในช่วงปลายสุดสุด ที่แทบจะเป็นสุดปลายทางของคดี (ที่มีระยะเวลาเหลือน้อยมาก) และแปลกที่ไม่มีความพยายามในการรื้อฟื้นในสมัยก่อนหน้านี้ ทั้งที่ยังมีเวลาเหลืออยู่มาก เช่นในช่วงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะด้วยระยะเวลาที่เหลืออยู่มาก ซึ่งจะเป็นแรงบีบให้จำเลยอาจต้องยอมขึ้นศาล เพราะการหนีจะมีระยะเวลาอีกนานกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลายคนไม่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจให้หลบหนีได้นานแต่อย่างใด (มีแต่เพียงผู้ก่อเหตุร้ายเท่านั้นที่หลบหนีได้นาน ด้วยความช่วยเหลือของขบวนการ BRN และมีที่พักพิงในบางประเทศที่อยู่ใกล้ชิดกับประเทศไทย)

6) ในทำนองเดียวกัน มีการหลบหนีคดีของผู้ก่อเหตุที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม BRN เป็นจำนวนมาก แต่ดูจะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะเท่าที่ควร และไม่ได้รับความสนใจในเวทีสาธารณะด้วย ซึ่งในกรณีนี้น่าจะมีเสียงเรียกร้องคู่ขนานให้ผู้ก่อเหตุที่หลบหนีเข้ามอบตัวและสู้คดี

7) ในการนี้ มีข้อเสนอให้นำคดีตากใบที่หมดอายุความแล้วไปฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีที่ลงนามในการเป็นสมาชิกของ ICC และกระบวนการฟ้องคดีก็มีขั้นตอนต่างๆ อยู่มากพอสมควร และแตกต่างจาก “คดีอิสราเอล-ฮามาส” อย่างมากด้วย การเสนอประเด็นนี้เป็นเพียงการสร้างภาพให้เป็น “หัวข่าว” ในสื่อ ซึ่งไม่มีผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

8) ความจริงแล้ว รัฐบาลไทยต่างหากที่ควรเป็นผู้ฟ้องคดีกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดน BRN ในเวทีระหว่างประเทศ เพราะกลุ่มนี้ได้ปฏิบัติการก่อการร้าย ตลอดรวมถึงการสังหารประชาชน และเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิมเป็นจำนวนมาก และหลายคดีเป็นการก่อเหตุอย่างรุนแรงและโหดร้าย

ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยควร “เปิดโปง” ให้เวทีสากลรู้ถึงการก่อเหตุร้ายของกลุ่ม BRN ที่ฆ่าอย่างทารุณและวางระเบิดต่อเป้าหมายพลเรือน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของกลุ่มนี้คือ “คุยไป-ฆ่าไป/ฆ่าไป-คุยไป”

9) การเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากนี้ ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นสาธารณะ หรือกลุ่มสิทธิฯ ที่ทำงานเรื่องนี้ กลับไม่มีท่าทีสนใจต่อการสูญเสียดังกล่าว ทั้งไม่เคยประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย จนเป็นดัง “การตายที่ไร้เสียง” เช่น คดีครูจูหลิง คดีการรุมสังหารนาวิกโยธิน 2 นายในหมู่บ้าน จนถึงกรณีนายก อบต.รือเสาะ ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในที่ทำงานตัวเอง ซึ่งทุกฝ่ายรู้ดีว่าเป็นการก่อเหตุร้ายของกลุ่ม BRN ภาวะเช่นนี้เห็นชัดว่ามีแต่ความตายของฝ่ายต่อต้านเท่านั้น ที่จะได้รับความสนใจ

10) ในอีกด้าน มีข้อเสนอจากกลุ่มที่เคลื่อนไหวว่า คดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นจำเลยในการทำความผิด ไม่ควรมีอายุความ ซึ่งดูจะเป็นการสร้าง “กฎหมายพิเศษ” อีกแบบ ทั้งที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่ การออกกฎหมายที่ไม่มีอายุความจะกลายเป็นกฎหมายพิเศษในตัวเอง เพราะกฎหมายปกติทุกชนิดมีอายุความในตัวเอง

11) ถ้าคดีในลักษณะดังกล่าวไม่มีอายุความแล้ว คดีผู้ก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ควรจะไม่มีอายุความเช่นเดียวกันหรือไม่ เพราะญาติผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการก่อเหตุของ BRN ก็รู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากปฏิบัติการทำลายล้างของ BRN เช่นกัน ผู้เสียชีวิตเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อจากการก่อการร้ายที่ไม่รับผิดชอบของ BRN ซึ่งปฏิบัติการเช่นนี้ไม่เคยมีกลุ่มสิทธิฯ นำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว

12) ไม่ว่าคดีตากใบจะจบในรูปแบบใด ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้จะไม่ลดลง ดังเห็นได้จากการสังหารที่ยังเกิดต่อเนื่อง เช่นล่าสุด ในกรณีของนายก อบต.รือเสาะ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ที่เป็นทั้งไทยพุทธและมุสลิมว่า เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้สังคม แต่สุดท้ายเขาก็ถูกสังหาร เพียงเพื่อกวาดล้างบทบาทและอิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ที่เป็นไทยพุทธให้หมดไป (ภาพวิดีโอของการสังหารที่เกิดขึ้น บอกชัดเจนว่าเป็นปฏิบัติการสังหารที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี)

13) ในการเคลื่อนไหวกรณีตากใบ ยังมีการหยิบยกประเด็นเรื่องของกฎหมายและความยุติธรรมมาเป็นหัวข้อสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมว่า “กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์” ที่รัฐไทยหาทางประนีประนอมและยุติคดี เพื่อจะได้จ่ายเงินเยียวยาให้ได้อย่างรวดเร็วนั้น เป็นความพยายามที่สำคัญ เพราะถ้ายังต่อสู้คดีในศาลด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติแล้ว คดีตากใบที่มีพยานเป็นจำนวนมากกว่า 1 พันปากนั้น อาจจะใช้ระยะเวลาในศาลเกินกว่า 10 ปี และผู้เสียหายและญาติๆ ที่เป็นผู้ฟ้องคดี จะไม่ได้รับการเยียวยา เนื่องจากหากคดีไม่ได้ยุติเด็ดขาด รัฐจะไม่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้

รัฐบาลในขณะนั้นจึงเลือกที่จะประนีประนอม เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐในเรื่องนี้ อันจะเอื้อให้ผู้ฟ้องคดีและญาติที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ทั้งเป็นการยืนยันในอีกด้านว่า รัฐไม่มีความประสงค์ที่จะเป็นศัตรูกับพี่น้องมุสลิม แม้ว่าผู้ที่ถูกจับกุมบางส่วนจะมีความเกี่ยวข้องในทางคดีก็ตาม

14) กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ที่เริ่มผลักดันโดยนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และดำเนินการต่อมาในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นภาพสะท้อน “นโยบายประนีประนอมของรัฐไทย” อย่างชัดเจน ไม่ใช่การดำเนินนโยบายปราบปรามดังเช่นที่ถูกนำมาใช้ในการโฆษณาทางการเมืองของฝ่ายต่อต้าน แม้ในช่วงรัฐบาลรัฐประหาร ก็อาจกล่าวได้ว่ารัฐไม่ได้มีนโยบายในลักษณะเช่นนั้น

15) ฝ่ายรัฐไม่ควรอยู่ด้วยความเชื่อว่าคดีตากใบจบลงแล้ว… ไม่ต้องใส่ใจอะไรแล้ว คดีอาจจะจบลงในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมืองและการเคลื่อนไหว คดีตากใบจะถูกใช้เป็นเชื้อไฟของกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงที่ไม่จบ และถูกนำมาใช้สร้างวาทกรรมชุดใหม่ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้างภาพความโหดร้ายของฝ่ายรัฐ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาสมาชิกใหม่

16) ฝ่ายรัฐยังต้องถือเสมอว่า รัฐมีภาระหน้าที่ในการชี้แจงและทำความเข้าใจกับเวทีสากล และเวทีประชาชนทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ถึงความเป็นมา ปัญหา และการแก้ปัญหาในขั้นตอนต่างๆ ที่ได้ดำเนินการแล้ว โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีใน 2 สมัยได้ออกมากล่าวคำขอโทษ รวมถึงความช่วยเหลือต่างๆ เช่น สิ่งที่ได้ดำเนินการโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ในสมัยรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่สำคัญของฝ่ายรัฐในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐควรยอมรับในบางส่วนที่อาจเป็นข้อบกพร่องและความผิดพลาด ซึ่งจะต้องนำมาเป็นบทเรียนสำคัญเสมอ

17) ถ้ารัฐไทยใจแคบ และไม่รับฟังเหตุผลและวาทกรรมของผู้เห็นต่าง และบรรดากลุ่มสิทธิฯ ในภาคใต้แล้ว รายการต่างๆ ของสถานีโทรทัศน์ในส่วนกลางบางช่องจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้งที่สถานีโทรทัศน์ช่องนั้นได้รับงบประมาณจากรัฐ และไม่ต้องดิ้นรนหาโฆษณาเช่นช่องอื่นๆ (จนเป็นที่อิจฉาของสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ที่ต้องดิ้นรนหาสปอนเซอร์เอง)

18) ความท้าทายที่สำคัญนั้น ไม่ว่าคดีตากใบจะสิ้นสุดลงในแบบใด การกำหนดยุทธศาสตร์ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจ เพราะการไม่มียุทธศาสตร์จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างไม่มีทิศทาง [ดังเช่นมีข่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงของ สมช. ไทย “แอบ” เดินทางไปพบกับตัวแทนของ BRN 2 นายในประเทศยุโรปในช่วงปลายปี 2567 (ขอไม่เอ่ยชื่อประเทศ) ทั้งที่ สมช.ไม่ใช่หัวหน้าคณะผู้เจรจาในปัจจุบันแล้ว เพราะยังไม่มีการแต่งตั้ง อันทำให้ไม่รู้ว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้

เพราะไม่มีประเทศไหนใช้เจ้าหน้าที่ในระดับสูงเข้ามาทำภารกิจดังกล่าว เว้นแต่ปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติ]

19) มิติการต่อสู้ของ BRN มี “แนวร่วม” ทั้งในและนอกประเทศเป็นจักรกลที่สำคัญ แต่รัฐไทยดูจะไม่สันทัดในการจัดการปัญหาเช่นนี้ โดยเฉพาะปัญหาแนวร่วมจากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานเคลื่อนไหวในพื้นที่ และสนับสนุนการทำ “สงครามการเมือง” ของ BRN อย่างชัดเจน

20) รัฐบาลจะต้องตระหนักเสมอว่า สงครามของ BRN มีทั้งบริบทการเมืองและการทหาร โดยเฉพาะงานการเมืองของการขยายแนวร่วมผ่านเวทีการเมืองในระดับชาติ และผ่านองค์กรการเมืองในเวทีเปิด ทำให้การต่อสู้ของกลุ่มนี้ยกระดับและขยายตัวอย่างมากในเวทีสาธารณะ

ทั้งหมดนี้สะท้อนอย่างน่าหดหู่ใจว่า รัฐบาลในบริบทของการแก้ปัญหาภาคใต้ยังคงเป็นเหมือน “รัฐอัมพาต” ที่เป็นคนป่วย (ควรจะต่อด้วยคำว่า “ติดเตียง” หรือไม่?)… ส่วน BRN เป็นเหมือนคนแข็งแรง ทั้งยังได้ “ยาโด๊ป” ออกวิ่งแรงดี (จนวิ่งไปไกลถึงยุโรป) และสำคัญคือ มีคนคอยช่วยส่งยาโด๊ปให้ไม่หยุดด้วย!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามภาคใต้ 2568! การต่อสู้ยุคหลังคดีตากใบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...