โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาจี้ปรับโครงสร้าง 'บ้านเพื่อคนไทย' ลดรายได้ผู้ซื้อเหลือ 2.5 หมื่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ม.ค. 2568 เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2568 เวลา 02.09 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

แลนด์สไลด์ คำที่น่าจะเหมาะสมกับดีมานด์ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านเพื่อคนไทย ของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

เหตุผลเพราะวันเปิดตัวเป็นทางการ ศุกร์ 17 มกราคม มียอดวิวเว็บไซต์ 12 ล้านวิว วันรุ่งขึ้นขยับเป็น 20 ล้านวิว ล่าสุด ณ จันทร์ 20 มกราคมเพิ่มเป็น 31 ล้านวิว ยอดจองสิทธิคาดว่าทะลุ 3 แสนสิทธิเรียบร้อยโรงเรียนเพื่อไทย

สาระสำคัญ สร้างบนที่ดินของการรถไฟฯ โฟกัสผู้ซื้อเป็นบ้านหลังแรก ไม่ต้องมีเงินดาวน์ งวดผ่อนเดือนละ 4,000 บาท อยู่อาศัยได้ 99 ปี เบื้องต้นประกาศสร้างทั่วประเทศ 100,000 หน่วย มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ฯลฯ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ 2 นายกวงการพัฒนาที่ดิน ปรากฏการณ์ยอดจองแลนด์สไลด์ขนาดนี้ จะนำมาสู่อะไรได้บ้าง ทั้งแง่บวกและแง่ลบ รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึงรัฐบาล

ค้านผู้ซื้อรายได้ 50,000

เริ่มต้นด้วย “สุนทร สถาพร” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดอกคุยแบบตรงไปตรงมาว่า เห็นด้วยในภาพใหญ่ แต่เมื่อเปิดเผยรายละเอียดโครงการออกมา มีข้อคัดค้านเป็นอย่างมาก คัดค้านเป็นอย่างยิ่ง ในประเด็นตั้งเพดานผู้มีสิทธิซื้อบ้านเพื่อคนไทยมีรายได้ 50,000 บาท เพราะมองว่าเป็นการเปิดช่องให้คนกำลังซื้อระดับกลาง ที่มีความสามารถช่วยเหลือตนเองในการซื้อและผ่อนที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว มาแย่งซื้อบ้านของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่ด้อยโอกาสในการขอสินเชื่อซื้อบ้านแทบจะโดยสิ้นเชิง

ประเด็นการพิจารณาอยู่ที่ก่อนหน้านี้ หรือก่อนวันเปิดตัวเป็นทางการ 17 มกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลโหมโรงด้วยการประกาศมาตรการให้ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท เมื่อนำมาคำนวณย้อนกลับค่าผ่อนเดือนละ 4,000 บาท เท่ากับรัฐน่าจะมุ่งเป้ากลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 12,000-15,000 บาท มีความสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

ข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยออกมามีจุดพีกที่บ้านเพื่อคนไทยมีราคาดันขึ้นไปถึงหน่วยละ 3 ล้านบาท และกำหนดรายได้ผู้ซื้อไม่เกิน 50,000 บาท ถือว่าเกินความคาดหมายไปไกลโขอยู่

“เดือนที่แล้ว (ธันวาคม 2567) รัฐบาลบอกว่า โครงการนี้ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท คำนวณเท่ากับมีรายได้ครัวเรือน 12,000-15,000 บาท สามารถซื้อคอนโดฯ 30 ตร.ม. ราคาสัก 7 แสนบาท ถ้าอยู่อาศัยสองคนขยับเป็น 60 ตร.ม. ผ่อนเดือนละ 8,000 บาท รายได้ครัวเรือนรวมกัน 20,000 บาท แต่เงื่อนไขบ้านเพื่อคนไทยรายได้ขยับไปถึง 50,000 บาท กติกาข้อนี้ไม่เห็นด้วย”

ประเด็นอยู่ที่รัฐบาลไม่เคยพูดว่าเป็นโครงการที่จำกัดเพื่อผู้มีรายได้น้อยเพียงอย่างเดียว แต่พูดว่าให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการมีบ้านเป็นของตนเอง และเปรียบเทียบกับเพดาน ผู้มีสิทธิซื้อบ้านของการเคหะแห่งชาติ ก็ตั้งเพดานไว้ที่ 40,000 บาท ดังนั้น การตั้งเพดานโครงการนี้ 50,000 บาท ถือว่าใกล้เคียงกัน

ข้อคิดเห็นก็คือ “…บ้านเพื่อคนไทยที่ดินรัฐก็ถือว่าฟรีนั่นแหละ มูลค่าสิ่งก่อสร้างถ้าจะให้ผ่อนเดือนละ 4,000 บาทจริง ๆ รายได้อยู่ที่ 12,000-15,000 บาท แต่สำหรับคนที่มีรายได้ 50,000 บาท จะสามารถผ่อนได้ถึงเดือนละ 18,000 บาท หรือคิดเป็นบ้านราคา 3-4 ล้านบาท ดังนั้น ทำเล กม.11 ด้านหลัง ปตท. ถนนวิภาวดีฯที่เปิดราคามาถึงหน่วยละ 3 ล้านบาท จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นนโยบายที่ไปลากคนชั้นกลางลงมาแข่งกันซื้อ”

ที่สำคัญ โครงการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการเอกชน มีการเปิดขายในกลุ่มราคา 3 ล้านบาทเป็นส่วนใหญ่ของตลาดรวม มีสัดส่วน 60% มีภาวะล้นตลาดหรือโอเวอร์ซัพพลายอยู่แล้ว ต้องใช้เวลาขายระบายออกไป (กรณีไม่เปิดโครงการใหม่เลย) นาน 2-3 ปี ถ้ามีบ้านเพื่อคนไทยราคา 3 ล้านออกมาอีก ยิ่งจะซ้ำเติมภาวะโอเวอร์ซัพพลายให้วิกฤตหนักขึ้นไปอีกในอนาคต

“ยังยืนยันว่าบ้านเพื่อคนไทย รัฐบาลควรทำออกมาเพื่อรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดโอกาส ตอนแรก ๆ มีหลายคนไม่เห็นด้วยที่จะใช้ที่ดินของรัฐ แต่ผมเห็นด้วยในการนำที่ดินรัฐมาทำสวนสาธารณะ หรือทำบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย บนทำเลไม่ไกลมากหรืออยู่ในเมือง ถือว่าเหมาะสมอยู่”

นำมาสู่ข้อเสนอแบบฟันธงว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเงื่อนไข โดย 1.ลดรายได้ผู้ซื้อจาก 50,000 บาท เหลือ 25,000 บาท/เดือน เพื่อจำกัดวงให้เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรวมถึงกลุ่ม First Jobber 2.ราคาอยู่ที่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

ปรับโครงสร้าง-เก็บภาษีต่างชาติ

ถัดมา “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ดีมานด์ซื้อบ้านเพื่อคนไทยบอกข้อเท็จจริงได้ว่าโครงสร้างประชากรไม่ได้เปลี่ยน คนรุ่นใหม่ ๆ ต้องการซื้อบ้าน ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อมีซัพพลายที่จับต้องได้ มีทำเลที่ดี คนเข้าไปดูเว็บไซต์ใช้คำว่ามหาศาล แสดงว่าคนไทยยังต้องการมีบ้านเป็นของตนเองอยู่ แต่กำลังซื้อทำไม่ได้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ต้องปรับโครงสร้างภาคที่อยู่อาศัย ต้องมีมาตรการรัฐบาลมาสนับสนุน

ประเด็นพิจารณามาจากบ้านเพื่อคนไทยมีมาตรการรัฐสนับสนุนเพื่อแก้ไข pain point ทุกจุดที่เป็นต้นทุนพัฒนาโครงการ เริ่มตั้งแต่ทำเล กม.11 อยู่ในย่านห้าแยกลาดพร้าว ราคาที่ดินแพงมาก วิธีการรัฐเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ ระยะยาว ด้วยค่าเช่าหลักร้อยล้านบาทเท่านั้น ต่อมา มีธนาคารรัฐสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.5% รวมทั้งปลดล็อกปัญหาการกู้เงิน เพราะไม่ต้องมีเงินดาวน์ จึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับมาตรการ LTV-loan to value ทำให้ไม่มีปัญหาถูกปฏิเสธสินเชื่อ

รวมทั้งรัฐบาลจัดให้ ออกแบบเป็นโครงการฟูลลี่เฟอร์นิช หมายความว่าเป็นที่อยู่อาศัยตกแต่งพร้อมอยู่ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

“หากเป็นโครงการเอกชนไม่มีทางทำได้แน่นอน ที่จะเปิดขายคอนโดฯ ไซซ์ 30 ตร.ม.แล้วให้ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท บนทำเลย่าน กม.11 ทุกจุดของบ้านเพื่อคนไทยมีมาตรการรัฐบาล subsidy ทั้งหมด มีข้อคำนึงอย่าให้มีนักลงทุนเข้ามาซื้อลงทุนปล่อยเช่าช่วง ไม่อยากให้ซ้ำรอยบ้านการเคหะ หรือแผงเช่าในตลาดนัดจตุจักร ที่ทำสัญญาเช่าตรงกับรัฐ แต่นำมาปล่อยเช่าช่วงได้กำไรหลายเท่าตัว”

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อยากส่งต่อข้อมูลดีมานด์แลนด์สไลด์ของบ้านเพื่อคนไทย มาถึงธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้พิจารณาว่าดีมานด์ซื้อบ้านของคนไทยที่เปิดเผยชัดเจนมีเกิน 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ แต่ติดปัญหาเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เพราะฉะนั้น นโยบาย LTV แบงก์ชาติต้องทำกลับด้านกัน จากปัจจุบันบังคับ LTV (มาตรการเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป) โดยมีเพดานปล่อยสินเชื่อ 70-80% จะต้องเปลี่ยนใหม่ให้ LTV 110-120%

เหตุผลเพราะบ้าน-คอนโดฯ เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้นอกระบบได้อย่างแท้จริง เพราะหนี้บ้านเป็น real rate จ่ายปุ๊บหักต้นปั๊บ ไม่ได้เป็นแฟลชเรตเหมือนหนี้รถยนต์ (ผ่อนงวดไม่ตัดเงินต้น) และดอกเบี้ยถูกที่สุด ถูกกว่าหุ้นกู้อีกต่างหาก ทำให้กำลังซื้อตลาดแมสเข้าถึงการก่อหนี้ได้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยถูกเหมือนกับผู้กู้รายใหญ่

ขณะเดียวกัน เสนอให้รัฐบาลถือโอกาสปรับโครงสร้างภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการจัดระเบียบการถือครองทรัพย์สินของคนต่างชาติ จัดเก็บภาษีอสังหาฯ แพงกว่าคนไทย แล้วนำส่วนต่างรายได้ภาษีมาจัดตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เช่น อาจจะสนับสนุนดอกเบี้ย 3 ปีแรกในอัตรา 0% หรือดอกเบี้ยต่ำ 1-2% ในกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท

“ปี 2568 ต้องใช้บ้านและคอนโดฯ นี่แหละทำให้เกิดเครดิตไลน์กับคนรากหญ้า ไม่ใช่แค่ปลดล็อก LTV 100% แต่ต้องคิดกลับด้านให้ LTV เกินร้อย เพราะวันนี้มีบทพิสูจน์แล้วว่าแพ็กเกจสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบ้านเพื่อคนไทย ทำให้ดีมานด์ซื้อบ้านเปิดเผยตัวมากมายขนาดนี้”

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากแบงก์ชาติไม่ตอบรับ ไม่ผ่อนปรนมาตรการด้านการเงินใด ๆ ออกมา เทรนด์อสังหาฯ ปีนี้จะมีโมเดล L Shape โดย L ขาขึ้นเป็นราคาอสังหาฯ ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา สวนทางกับ L ล่างที่เป็นกำลังซื้อหดตัวลง เป็น L Shape ที่ไม่มีจุดตัดว่าจะมาเจอกันได้เมื่อใด หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ภาพรวมอสังหาฯ ปีนี้ก็จะค่อย ๆ ซึม มีสภาพเป็นซอมบี้แบบผ่อนส่งโดยปริยาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อสังหาจี้ปรับโครงสร้าง ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ลดรายได้ผู้ซื้อเหลือ 2.5 หมื่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...