โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สตรีแกร่งตระกูลไป๋

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 06.51 น. • เชียนฮว่าจิ้นลั่ว
แม้ไร้ที่พึ่งพิงแต่สตรีตระกูลไป๋หาใช่คนที่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ!

ข้อมูลเบื้องต้น

เพราะถูกคนชั่วหลอกใช้ชาติก่อนคนทั้งตระกูลของนางจึงต้องตายอย่างน่าอนาถ ไร้ซึ่งคนทวงถามความเป็นธรรม

ชาตินี้นางหวนกลับมาก่อนเรื่องราวเกิดขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยแต่หากสามารถช่วยเหลือคนในครอบครัวได้แม้สักคนนางก็ยินดีทุ่มเทกำลังให้ถึงที่สุด

สตรีตระกูลไป๋แต่ไรมาแกร่งกล้าเพียบพร้อมบุ๋นบู๊ แม้ไร้ซึ่งที่พึ่งพิงแล้วจริงแต่ก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมากดขี่ได้!

และเพราะเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปนางจึงได้พบกับ 'เขา' ไวกว่าชาติก่อน

เขาผู้นี้แม้ภายนอกดูเป็นมิตรและสง่างามกว่าใคร แต่นางแจ่มแจ้งดีว่าเขาเจ้าเล่ห์และอำมหิตมากเพียงไหน

ชาติก่อนแม้ยืนกันคนละฝั่งแต่บุรุษผู้นี้กลับเป็นผู้มอบทางรอดให้แก่นาง อย่างนั้นชาตินี้นางก็ย่อมตอบแทนเขาเป็นอย่างดีเช่นกัน

"แม่นางไป๋ช่วยเหลือข้าหลายครั้งหลายครา ใช่ว่าชื่นชอบข้าหรือไม่?"

"คุณชายเข้าใจผิดแล้วล่ะ"

"ข้าช่วยเหลือแม่นางไป๋มาหลายครั้งหลายครา แม่นางไป๋มีใจชื่นชอบข้าบ้างหรือไม่?"

"…"

แม้ไร้ที่พึ่งพิงแต่สตรีตระกูลไป๋หาใช่คนที่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง : สตรีแกร่งตระกูลไป๋

ผู้เขียน : เชียนฮว่าจิ้นลั่ว (千桦尽落)

---

[嫡长女她又美又飒] / [千桦尽落]

©2022 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

---

สตรีแกร่งตระกูลไป๋

จำนวนตอนทั้งหมด 1,597 ตอน

ตอนที่ 1 เกิดใหม่

ไป๋ชิงเหยียนดื่มยาขมจนหมดถ้วย ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดที่ริมฝีปาก นั่งเอนตัวพิงหัวเตียง จ้องไปยังดอกเหมยสีแดงซึ่งปักอยู่ในแจกันกระเบื้องหยกสีขาวอย่างเหม่อลอย

นางตายไปแล้วแท้ๆ เหตุใดพอลืมตาขึ้นมาถึงได้ย้อนกลับมาในวันที่สิบสี่ เดือนสิบสอง

รัชศกเซวียนเจียปีที่สิบห้ากันเล่า

นางจำได้ว่า ไป๋จิ่นซิ่ว น้องสาวของนางออกเรือนในวันที่สิบห้าเดือนสิบสอง ซื่อจื่อ แห่งจวนจงหย่งโหวมารับตัวเจ้าสาวเร็วไปครึ่งชั่วยาม คุณชายทั้งสิบเจ็ดคนแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง ล้วนไปออกรบที่หนานเจียง ญาติห่างๆ ที่ผู้ใหญ่จัดหาไว้ล่วงหน้าเพื่อมาช่วยกั้นประตูเงินประตูทองก็ล้วนไม่ได้เรื่อง เอาแต่เล่นพนันกันอยู่ที่เรือนด้านหลัง ไม่มีคนคอยกั้นประตู ทำให้ไป๋จิ่นซิ่วออกจากจวนก่อนเวลาครึ่งชั่วยาม

เนื่องจากออกจากจวนก่อนเวลาครึ่งชั่วยาม ขบวนรับตัวเจ้าสาวจึงเผชิญหน้ากับคนที่มาลอบสังหาร

เหลียงอ๋อง เมื่อไป๋จิ่นซิ่วรู้ว่าเหลียงอ๋องถูกลอบสังหาร นางจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่สุดท้ายตัวเองกลับเอาชีวิตไม่รอด

เมื่อนึกถึงเหลียงอ๋อง…

ไป๋ชิงเหยียนหลับตาลง มือกำผ้าปูเตียงเอาไว้แน่น หายใจไม่ทั่วท้อง

ในสมองของนางเต็มไปด้วยภาพก่อนนางจะสิ้นใจ แววตาเย็นชาและเฉยเมย ใบหน้าที่ดุดัน น่าหวาดกลัว

เขานั่งอยู่ตรงหน้าร่างอันอ่อนแอที่เต็มไปด้วยเลือด ไม่มีแรงแม้แต่จะเงยหน้าของไป๋ชิงเหยียน และกล่าวออกมามากมาย

กล่าวว่าเขาร่วมมือกับหลิวฮ่วนจาง รองแม่ทัพกองทหารของท่านปู่เพื่อสังหารบุรุษทั้งหมดของตระกูลไป๋อย่างไรบ้าง กล่าวว่าเขาใช้วิธีใดหลอกล่อให้ไป๋ชิงเหยียนมอบตำราพิชัยสงครามซึ่งมีลายมือของท่านปู่ให้เขา ทำให้เขาสามารถปลอมแปลงหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่าตระกูลไป๋ก่อกบฏ และยังกล่าวอีกว่าเขาบีบบังคับให้คนที่เหลือในตระกูลไป๋ค่อยๆ หมดหนทางสู้อย่างไรบ้าง…

ชาติที่แล้วนางโง่ถึงขนาดที่เชื่อว่าเหลียงอ๋องมีใจให้นางเพียงผู้เดียว เชื่อว่าเหตุผลที่เขาอยากไปนั่งบนบัลลังก์เพราะอยากรื้อคดีให้ตระกูลไป๋ นางยินดีช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ตามเขาไปออกรบ สร้างผลงานให้เขามากมายเพื่อให้เขาได้สมญานามว่าเทพแห่งสงคราม ช่วยให้เขาได้ตำแหน่งรัชทายาท

แต่เขาไม่เพียงแต่ทำให้ท่านปู่ บิดาและพี่ชายน้องชายของนางต้องตาย แม้แต่พี่สาวน้องสาวของนาง เขาก็ยังไม่ละเว้น เมื่อนึกถึงน้องสาวทั้งเจ็ดคนของนางที่ต้องตายไปอย่างโหดร้ายด้วยน้ำมือของเหลียงอ๋อง ความโกรธแค้นก็ถาโถมเข้ามาในใจของไป๋ชิงเหยียน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เกลียดจนแทบอยากจะฉีกร่างของสัตว์เดรัจฉานอย่างเหลียงอ๋องออกเป็นชิ้นๆ

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…” ชุนเถา สาวใช้ใหญ่เอ่ยเรียกไป๋ชิงเหยียนด้วยเสียงแผ่วเบา ในมือประคองกล่องใบหนึ่งเอาไว้เอ่ยขึ้นเสียงต่ำ “ยาของท่านหมอหงดีจริงๆ แต่ติดตรงที่ขมไปสักหน่อย คุณหนูใหญ่อมลูกกวาดสักเม็ดจะได้หายขมนะเจ้าคะ”

ไป๋ชิงเหยียนหยิบลูกกวาดบ๊วยขิงใส่เข้าปากที่เต็มไปด้วยรสขม มองไปยังชุนเถาที่ช่วยสอดหมอนนุ่มรองไว้ที่หลังของนางอีกชั้นหนึ่งนิ่งๆ ชุนเถาเป็นบุตรสาวของแม่นมของต่งซื่อ มารดาของนาง คอยรับใช้นางมาตั้งแต่เด็กอย่างซื่อสัตย์

“คุณหนูรอง หิมะตกหนัก ทางเดินลื่นขนาดนี้ คุณหนูมาทำไมหรือเจ้าคะ”

เสียงเอ่ยประจบประแจงของสาวใช้ซึ่งทำความสะอาดอยู่ด้านนอกดังแว่วเข้ามา

ในห้องทำความอุ่น ชุนเหยียนซึ่งกำลังก้มตัวเขี่ยถ่านในเตาผิงอยู่ วางที่คีบลง แหวกม่านเดินออกไปทำความเคารพ น้ำเสียงไม่เป็นมิตร “คุณหนูรอง”

ไป๋จิ่นซิ่ว คุณหนูรองแห่งตระกูลไป๋ก้าวขึ้นบันไดมา ปลดเสื้อคลุมออก เอ่ยถามชุนเหยียนซึ่งทำความเคารพนางอยู่ด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่หญิงใหญ่ดีขึ้นแล้วหรือไม่”

“ขอบคุณคุณหนูรองเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่สบายดี พรุ่งนี้คุณหนูรองก็จะแต่งเข้าจวนจงหย่งโหวแล้ว มีเรื่องให้ทำมากมาย คุณหนูรองไม่ไปเตรียมตัวให้ดี หิมะตกหนักขนาดนี้มาที่เรือนชิงฮุยของเราทำไมหรือเจ้าคะ”

ชุนเหยียนรู้สึกไม่สบอารมณ์ คำพูดเต็มไปด้วยการประชดประชัน

เดิมทีซื่อจื่อแห่งจวนจงหย่งโหวหมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่ของนางแท้ๆ แต่เพราะตอนที่คุณหนูอายุสิบหกตามนายท่านกั๋วกงไปออกรบจนได้รับบาดเจ็บ ทำให้ยากจะมีบุตรได้ ซื่อจื่อแห่งจวนจงหย่งโหวถึงได้ไปหมั้นหมายกับคุณหนูรองแทน ชุนเหยียนจะยอมรับได้อย่างไรกัน

ชุนเถาได้ยินเสียงมองลอดหน้าต่างออกไปดูแวบหนึ่ง ช่วยไป๋ชิงเหยียนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พลางเอ่ยถาม “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูรองมาเยี่ยม คุณหนูจะพบหรือไม่เจ้าคะ”

ไป๋ชิงเหยียนกำมือแน่น นึกถึงคำที่เหลียงอ๋องกล่าวเมื่อชาติที่แล้ว เขากล่าวว่าที่เขาไว้ชีวิตนางเป็นเพราะวันที่ไป๋จิ่นซิ่วออกเรือนนางรับมีดแทนเขา ก่อนที่ไป๋จิ่นซิ่วจะสิ้นใจนางขอร้องเหลียงอ๋องให้ดูแลปกป้อง

ไป๋ชิงเหยียนให้ดีๆ อย่าทำให้นางเสียใจ

ไป๋ชิงเหยียนปวดใจ เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ออกไปรับคุณหนูรองเถอะ”

ชุนเถารับคำ เดินออกมาจากด้านใน สองมือซ้อนประกบกัน ทำความเคารพคุณหนูรองอย่างมีมารยาทพลางเอ่ย “คุณหนูใหญ่เพิ่งทานยาเสร็จ สีหน้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ สั่งให้บ่าวออกมาต้อนรับคุณหนูรอง เชิญด้านในเจ้าค่ะ!”

ชุนเถาแหวกม่านให้คุณหนูรอง ไป๋จิ่นซิ่วด้วยตัวเอง

เมื่อไป๋จิ่นซิ่วเดินเข้ามาด้านใน ไออุ่นจากในห้องก็แผ่ออกมาทันที หญิงสาวกลัวว่าไอเย็นจากตัวนางจะแผ่ไปโดนไป๋ชิงเหยียน นางจึงยืนผิงเตาผิงอยู่ตรงหน้าประตูสักพัก จากนั้นจึงเดินเข้าด้านใน

“พี่หญิงใหญ่…”

เมื่อเห็นใบหน้างดงามไร้เดียงสาของไป๋จิ่นซิ่วอีกครั้ง ความสมเพช ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาในใจของไป๋ชิงเหยียน เป็นเพราะนางไม่ยอมตัดใจจากเหลียงอ๋องให้เด็ดขาดตั้งแต่แรก ไป๋จิ่นซิ่วจึงนึกว่านางยังมีใจให้เหลียงอ๋องอยู่ ถึงได้ยอมตายเพื่อปกป้องสัตว์เดรัจฉานที่กวาดล้างตระกูลไป๋อย่างเขา นางผิดต่อไป๋จิ่นซิ่วผิดต่อตระกูลไป๋

ชุนเถาให้สาวใช้นำเก้าอี้มาวางให้ไป๋จิ่นซิ่วตรงข้างเตียง ไม่รอให้ไป๋จิ่นซิ่วนั่งลง ไป๋ชิงเหยียนตาแดงก่ำ รู้สึกขมขื่นในลำคอ นางกวักมือเรียกไป๋จิ่นซิ่ว “จิ่นซิ่ว…เจ้ามานี่!”

ไป๋จิ่นซิ่วประคองชายกระโปรงของตัวเอง เดินไปนั่งตรงบริเวณขอบเตียงของไป๋ชิงเหยียน รู้สึกว่า

ไป๋ชิงเหยียนดูนิ่งขรึม หดหู่ราวกับคนมีอายุ หญิงสาวกุมมือของไป๋ชิงเหยียนไว้ด้วยความกังวล “พี่หญิงใหญ่ เป็นเพราะพรุ่งนี้…”

ไม่รอให้ไป๋จิ่นซิ่วพูดจบ ไป๋ชิงเหยียนรีบส่ายหน้า เอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก “จิ่นซิ่วพี่อยากให้เจ้ารับปากพี่ ภายภาคหน้าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้าต้องดูแลปกป้องตัวเองให้ดีๆ เข้าใจหรือไม่”

“พี่หญิงใหญ่?” ไป๋จิ่นซิ่วไม่เข้าใจ

“เจ้ารับปากพี่!” ไป๋ชิงเหยียนบีบมือไป๋จิ่นซิ่วแน่น

ไป๋จิ่นซิ่วเห็นว่าลมหายใจของไป๋ชิงเหยียนไม่คงที่จึงรีบพยักหน้ารับ “จิ่นซิ่วรู้แล้วเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่!”

พรุ่งนี้ไป๋จิ่นซิ่วออกเรือนมีเรื่องต้องทำอีกมากมาย จึงอยู่ได้แค่ครู่เดียวจากนั้นก็ขอตัวกลับเรือน

เมื่อส่งไป๋จิ่นซิ่วกลับไปแล้ว ไป๋ชิงเหยียนก็ไล่สาวใช้ทั้งหมดออกไป นางนอนอยู่บนเตียง หวนนึกถึงเรื่องของเหลียงอ๋องและตระกูลไป๋ รู้สึกราวกับเป็นความฝันที่ทำให้เย็นยะเยือกไปทั้งร่าง

หลังจากที่น้องรอง ไป๋จิ่นซิ่วตาย ตระกูลไป๋ก็ถูกผลักให้ลงเหวไปเรื่อยๆ

เบื้องบนเมตตาให้นางได้มาเกิดใหม่ในวันก่อนที่น้องรองจะออกเรือนหนึ่งวัน ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่มีวันยอมให้ไป๋จิ่นซิ่วและตระกูลไป๋มีจุดจบแบบชาติที่แล้วแน่นอน

พรุ่งนี้ไป๋จิ่นซิ่วออกเรือน นางต้องเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ หากพวกญาติห่างๆ พวกนั้นเอาแต่เล่นพนันก็ต้องมีคนคอยทำหน้าที่แทน

แล้วก็ยังมีเรื่องที่เหลียงอ๋องถูกลอบสังหาร ชาติที่แล้วสืบได้ว่าเป็นไส้ศึกของหนานเยี่ยนที่ลงมือสังหาร

ตอนนี้เมื่อลองคิดให้ดีๆ ชื่อเสียงของเหลียงอ๋องที่คนภายนอกรับรู้ก็เป็นเพียงแค่องค์ชายอ่อนแอ

ไร้ความสามารถเท่านั้น มีค่าให้ไส้ศึกของหนานเยี่ยนที่อุตส่าห์แฝงตัวเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงลงมือสังหารเชียวหรือ

บางที คงต้องส่งคนที่ไว้ใจได้ไปหนานเยี่ยนสักรอบ หากช่วยเหลือท่านปู่และบิดาของนางได้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ หากช่วยไม่ได้…ก็ต้องกุมหลักฐานให้ได้ก่อนอีกฝ่าย จะปล่อยให้เหลียงอ๋องฉวยโอกาสใส่ร้ายตระกูลไป๋ไม่ได้เด็ดขาด

เรื่องที่ลูกชายหลานชายของตระกูลไป๋ต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่หนานเจียงคงปิดบังท่านย่าไม่ได้ ต้องหาวิธีที่อ่อนโยนที่สุดในการบอกให้ท่านย่าเตรียมใจ

แบบนี้…เมื่อข่าวจากกองทัพส่งกลับมาถึงเมืองหลวง ท่านย่าจะได้ไม่ตกใจจนสิ้นใจ

ขอแค่ตระกูลไป๋ยังมีท่านย่าซึ่งเป็นป้าแท้ๆ ของฮ่องเต้อยู่ ตระกูลไป๋ก็คงไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำดังเช่นชาติที่แล้ว

ร่างกายของไป๋ชิงเหยียนยังอ่อนแออยู่ ประกอบกับใช้ความคิดมากเกินไป ความเหน็ดเหนื่อยทำให้นางครึ่งหลับครึ่งตื่น สะลึมสะลือฝันถึงท่านปู่ บิดา และพี่ชายน้องชายทั้งสิบเจ็ดคน

ฝันถึงท่านย่าที่กุมมือมารดาของนาง น้ำตาเอ่อนองเต็มใบหน้า กล่าวโทษว่าตัวเองไร้ความสามารถ…ในตอนที่ตระกูลไป๋ลำบากที่สุดกลับทนไม่ไหว ต้องจากไปหาท่านปู่ก่อน! ท่านย่าฝากหน้าที่ดูแลปกป้องตระกูลไป๋ให้แก่ต่งซื่อและไป๋ชิงเหยียน หวังว่าพวกนางจะไม่ทำให้ท่านย่าผิดหวัง

“ท่านย่า!” ไป๋ชิงเหยียนร้องเรียกอย่างตกใจ พลันสะดุ้งเด้งตัวขึ้นนั่ง ใจเต้นรัว

เมื่อเห็นว่าตนเองยังอยู่บนเตียงในเรือนชิงฮุย ใจที่เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจึงค่อยๆ สงบลง ชุดขาวราวกับหิมะท่วมไปด้วยเหงื่อ หมอนหนุนก็เปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตา

หญิงสาวหลับตาลง เมื่อนึกถึงความฝันเมื่อครู่ นางจึงไม่กล้ารีรออีก…สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมต้องรีบทำให้เสร็จ

นางฝืนประคองสติให้มั่นคง สะบัดผ้าห่มออก เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ชุนเถา…”

ตอนที่ 2 ท่านย่า

“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่!” ชุนเหยียนขานรับเดินแหวกม่านเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นว่าไป๋ชิงเหยียนนั่งอยู่ตรงขอบเตียงก็รีบเดินมาหยิบผ้าคลุมไหล่มาคลุมให้ไป๋ชิงเหยียนพลางกล่าว

“พี่ชุนเถาไปช่วยงานแม่หลัวที่จวนฮูหยินยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ”

เห็นว่าไป๋ชิงเหยียนอารมณ์ไม่ค่อยดี ชุนเหยียนก็อดเป็นห่วงมิได้

“เหตุใดคุณหนูไม่เรียกบ่าวมารับใช้ล่ะเจ้าคะ”

“ยามใดแล้ว”

“ยามเว่ยแล้วเจ้าค่ะ” ชุนเหยียนเก็บมุ้งทั้งสองข้างเตียงเข้าที่เรียบร้อย

“คุณหนูจะรับซุปไก่ฉีกสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ แม่ฟางที่โรงครัวอุ่นเอาไว้ให้คุณหนูตลอด กลิ่นหอมน่าทานมากเลยเจ้าค่ะ”

นางขยับผ้าคลุมไหล่เล็กน้อย “ช่วยข้าแต่งตัวเถิด”

สิ้นเสียงตะโกน “คุณหนูใหญ่ตื่นนอนแล้ว” ลานที่เมื่อครู่เงียบสงบก็เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกทันที ใครมีหน้าที่กวาดหิมะก็ทำไป ใครมีหน้าที่เตรียมน้ำก็เตรียม

ไม่นานพวกสาวใช้ที่คอยดูแลเรื่องอาบน้ำก็ทยอยกันนำน้ำล้างหน้า กระโถน กะละมังทองแดง ผ้าเช็ดหน้าเข้ามายืนเรียงกันเป็นแถว ชุนเหยียนจึงสั่งให้เปิดม่านแล้วนำสาวใช้เข้าไปด้านใน

ชุนเถากลับมาถึงเรือนชิงฮุยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตื่นแล้วจึงรีบปัดเศษหิมะบนตัวออก แหวกม่านเข้าไปด้านในเพื่อคอยรับใช้ เห็นไป๋ชิงเหยียนสวมเสื้อท่อนบนสีขาวท่อนล่างสวมทับด้วยกระโปรงซึ่งประดับด้วยลายดอกบัวสีเดียวกันคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวเตรียมพร้อมออกไปข้างนอก ชุนเถารีบถลาเข้าไปช่วยผูกเสื้อคลุมให้ไป๋ชิงเหยียน

“ด้านนอกหิมะยังตกหนักอยู่เลยเจ้าค่ะ คุณหนูไม่สบายอยู่จะออกไปไหนหรือเจ้าคะ”

“ข้าไปพบท่านย่า”

ชุนเถาอยากเอ่ยพูดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ย ช่วยไป๋ชิงเหยียนผูกเชือกเสื้อคลุมเสร็จนางนำถ่านร้อนๆ จากเตาถ่านใส่ไปในเตาผิงขนาดมือถือ นางรู้ว่าคุณหนูใหญ่ของนางมีความคิดเด็ดเดี่ยวต่อให้นางเอ่ยจนปากเปื่อยก็คงไม่มีประโยชน์อันใด

ไป๋ชิงเหยียนรับเตาอุ่นมือที่ชุนเถาส่งให้มาประคองไว้ในอ้อมแขน จากนั้นเอ่ยสั่ง

“ตอนข้าไปพบท่านย่าเจ้าไม่ต้องอยู่คอยรับใช้นะ เจ้าแอบไปที่เรือนหน้าบอกให้หลูผิงไปรอพบข้าที่ทางเดินตรงภูเขาจำลองท้ายเรือนอีกครึ่งชั่วยามข้ามีเรื่องจะสั่งให้เขาทำ”

“เจ้าค่ะ!” ชุนเถารับคำ

นางเดินไปได้สองก้าวกำเตาผิงในมือแน่นหันกลับไปมองชุนเหยียนที่กำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ ตอนนี้ถือว่าซุนเหยียนยังคงซื่อสัตย์ต่อนางอยู่ “ชุนเหยียนไปบอกให้ชิงจู๋มาพบข้ายามซีด้วยนะ”

นับดูแล้วตอนนี้ผู้ชายตระกูลไป๋น่าจะเสียชีวิตหมดแล้ว ทว่า…ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้นางเกิดใหม่อีกครั้ง ไป๋ชิงเหยียนก็อยากจะลองสู้ให้สุดชีวิต หากปกป้องไว้ได้สักคนเล่ามันก็ดีกว่าไม่ได้ทำอันใดเลย!

“เจ้าค่ะ! หากบ่าวเก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะไปตามแม่นางเสิ่นให้เจ้าค่ะ!” ชุนเหยียนรับคำอย่างรวดเร็ว

หิมะยังไม่หยุดตกแม่นางเดินย่ำหิมะไป สาวใช้ซึ่งกวาดหิมะอยู่ที่เรือนฉางโซ่วไหวพริบดี มองเห็นนางแต่ไกลจึงรีบเข้าไปรายงาน

ไป๋ชิงเหยียนยังไม่ทันเดินถึงหน้าประตูเรือน เจี่ยงหมัวมัวบ่าวรับใช้ข้างกายของท่านย่าก็รีบออกมาต้อนรับ

“คุณหนูใหญ่ หิมะยังไม่หยุดตกเลยคุณหนูมามีเหตุใดหรือเจ้าคะ?”

เจี่ยงหมัวมัวเดินถือร่มมาหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋ชิงเหยียนพร้อมกับบรรดาสาวใช้ นำเตาผิงอันใหม่จากสาวใช้มาเปลี่ยนกับเตาผิงอันเก่าของไป๋ชิงเหยียนซึ่งเย็นเฉียบหมดแล้วอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นกางร่มให้ไป๋ชิงเหยียนด้วยตัวเอง

ตอนนั้นไป๋ชิงเหยียนถูกแทงบริเวณช่องท้องจนตกลงไปในแม่น้ำทำให้ทนต่อความหนาวไม่ได้ ทุกคนในจวนต่างรู้กันดี

เจี่ยงหมัวมัวรับใช้ข้างกายของท่านย่ามาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบยังไม่ได้แต่งงาน หลังจากที่ท่านย่าเสียชีวิต ไม่นานหลังจากนั้นเจี่ยงหมัวมัวก็ตายตามไป เห็นได้ชัดถึงความจงรักภักดีของนาง

“แม่นม…” นางเดินไปที่เรือนฉางโซ่วพร้อมกับเจี่ยงหมัวมัวพลางเอ่ยถาม

“ท่านย่านอนกลางวันท่านตื่นหรือยัง”

“องค์หญิงใหญ่ตื่นแล้วเจ้าค่ะ กำลังสวดมนต์ภาวนาให้พระคุ้มครองนายท่านกั๋วกงกับซื่อจื่อให้กลับมาอย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ”

“ช่วงนี้ท่านย่าแข็งแรงดีใช่หรือ”

“คุณหนูใหญ่วางใจได้เจ้าค่ะ หมอหลวงตรวจดูอาการขององค์หญิงใหญ่แล้ว ท่านไม่ได้เป็นอันใดมากเจ้าค่ะ แค่ใกล้จะสิ้นปีแล้ว แต่ซื่อจื่อกับคุณชายท่านอื่นๆ ยังไม่กลับมาเสียทีองค์หญิงใหญ่เลยนอนไม่ค่อยหลับเจ้าค่ะ” เจี่ยงหมัวมัวกล่าว

นางพยักหน้าน้อยๆ เดินเข้าไปในห้องผิงไฟเพื่อจัดการกับเสื้อผ้าของตนเองก่อน เจี่ยงหมัวมัวกำชับให้บ่าวนำรองเท้าถุงเท้าที่มีแต่หิมะของไป๋ชิงเหยียนไปเปลี่ยน แล้วนำน้ำอุ่นมาล้างมือให้นาง

“หมัวมัวหยุดก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจะกล่าวกับท่าน” นางถอดเสื้อคลุมส่งให้ชุนเถา นั่งลงข้างเตาผิง

“พวกเจ้าออกไปก่อน…”

เจี่ยงหมัวมัวเป็นคนฉลาด เมื่อรู้ว่าไป๋ชิงเหยียนมีเรื่องจะกล่าวด้วยจึงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ

“หมัวมัว มีข่าวส่งมาจากทางหนานเจียง…”

เจี่ยงหมัวมัวกลั้นหายใจมีลางสังหรณ์ไม่ดี สีหน้าเริ่มแย่ “หรือว่านายท่านกั๋วกง…”

นางจ้องไปที่เตาผิงนิ่งๆ ยื่นมืออังไฟเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นเอ่ยขึ้น “ท่านช่วยเตรียมยาช่วยชีวิตที่ไทเฮาเคยพระราชทานให้ท่านย่าเอาไว้ด้วย แล้วก็เตรียมพวกยาโสมเอาไว้เผื่อด้วยล่ะ”

เจี่ยงหมัวมัวพยักหน้า สีหน้าซีดเผือด

กร๊อบ! ได้ยินเสียงหักของอันใดสักอย่าง ไป๋ชิงเหยียนหันมองไปยังนอกหน้าต่างไม้แกะสลักเป็นเสียงกองหิมะเบียดทับกิ่งไม้จนหัก

นางกำนิ้วมือเย็นเฉียบของตัวเองไว้แน่น เม้มริมฝีปาก

“ให้คนนำบัตรเชิญของท่านย่าไปเชิญหมอหลวงหวงมาด้วย”

“คุณหนูใหญ่ ความจริงที่ช่วงนี้องค์หญิงใหญ่นอนไม่ค่อยหลับก็น่าจะเพราะมีลางสังหรณ์อยู่แล้วเจ้าค่ะ!” ดวงตาของเจี่ยงหมัวมัวแดงก่ำ

“องค์หญิงใหญ่เป็นคนเข้มแข็ง ไม่ต้องถึงกับตามหมอหลวงมาหรอกเจ้าค่ะ ท่านรับไหว”

“หมัวมัว ตามหมอหลวงมาด้วยดีกว่า” ไป๋ชิงเหยียนหลุบตาลง ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

ท่านย่าเข็มแข็งรับไหวหรือไม่ไหวชาติที่แล้วนางรู้ดู ชาตินี้นางกลัวที่จะสูญเสียญาติไปอีก นางรู้ว่าด้วยความฉลาดของท่านย่าต่อให้นางจะอ้างว่ามันคือความฝันท่านก็คงพอจะเดาอันใดได้บ้าง นางต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด

“หรือว่า…เกิดเรื่องกับซื่อจื่อด้วยหรือเจ้าคะ” เจี่ยงหมัวมัวเกาะขอบประตูเอาไว้ ขาอ่อนแรงจนแทบจะล้มไปกองกับพื้น

ซื่อจื่อที่เจี่ยงหมัวมัวพูดถึงก็คือบิดาของไป๋ชิงเหยียน บุตรชายคนโตขององค์หญิงใหญ่

นางมองไปทางเจี่ยงหมัวมัวดวงตาแดงก่ำ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง “หมัวมัวไม่ใช่คนนอก ข้าไม่กลัวที่จะบอกกับหมัวมัว ต่อไปเกรงว่า…ทั้งตระกูลไป๋คงต้องพึ่งท่านย่าแล้วล่ะ เรื่องนี้ท่านรับรู้เอาไว้ก็พอ ก่อนที่จะมีรายงานข่าวสงครามส่งมาถึงวังหลวง ข้าตั้งใจจะอ้างว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความฝันเพื่อให้ท่านย่าได้เตรียมใจเอาไว้ก่อน ท่านย่ายังต้องการให้หมัวมัวดูแล ท่านต้องเข้มแข็งเอาไว้นะ”

สมองของเจี่ยงหมัวมัวมีแต่เสียงวิ้งๆ เหงื่อท่วมไปทั้งร่างนางพยักหน้ารับเบาๆ รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญเพียงใด เด็กอย่างคุณหนูใหญ่ยังทนไหว การเปลี่ยนแปลงภายในวังมากมายนางยังผ่านมาแล้วเลย จะสู้เด็กไม่ได้อย่างใดกัน

เจี่ยงหมัวมัวรวบรวมสติให้กลับคืนมาสั่งให้คนนำบัตรเชิญขององค์หญิงใหญ่ไปเชิญหมอหลวงหวงมา

ไป๋ชิงเหยียนผิงเตาทำร่างกายให้อุ่น ขจัดความเย็นบนร่างกายของตัวเองอยู่ที่เรือนด้านข้าง กะระยะเวลาที่หมอหลวงหวงน่าจะมาถึง จากนั้นจึงให้เจี่ยงหมัวมัวไปรายงานว่านางมาหา

“อาเป่า ร่างกายเจ้าไม่แข็งแรง ฝ่าหิมะมาเพราะเหตุอันใดกัน”

เมื่อองค์หญิงใหญ่เห็นไป๋ชิงเหยียนก็อดบ่นไม่ได้ คำพูดแม้จะดูเป็นการตำหนิ แต่องค์หญิงใหญ่ก็ยังคงยื่นมือไปลูบไป๋ชิงเหยียนเหมือนดั่งที่เคยทำ เมื่อพบว่ามือของนางยังอุ่นอยู่สีหน้าจึงดีขึ้น

เมื่อได้พบท่านย่าอีกครั้ง ได้ยินท่านเอ่ยเรียกชื่อเล่นของนาง ไป๋ชิงเหยียนรู้สึกเหมือนได้ผ่านมาชั่วชีวิตหนึ่งจริงๆ…

นางกลั้นสะอื้น พลางเอ่ย “ท่านย่า ข้าคิดถึงท่านเจ้าค่ะ”

องค์หญิงใหญ่มองดูท่าทีราวกับเด็กน้อยของไป๋ชิงเหยียน แกล้งทำเป็นโกรธใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของนาง รวบตัวของหลานสาวเข้ามากอดแล้วก็ลูบไปที่มือของนางสำรวจดูว่าเย็นหรือไม่ พลางกล่าวอย่างใจดี

“อีกชั่วยามจิตกรของวังหลวงก็จะมาถึงแล้ว ผู้อื่นเขาแต่งกายอยู่ที่เรือนของตัวเองมีแต่เจ้าที่มาหาย่าที่นี่!”

พรุ่งนี้คุณหนูรองของจวนเจิ้นกั๋วกงจะออกเรือน แถมยังเป็นนางคนแรกของจวนเจิ้นกั๋วกงที่ได้ออกเรือนอีกด้วย ท่านย่าเลยตั้งใจเชิญบรรดาจิตรกรของวังหลวงมาวาดภาพเหมือนให้แก่บรรดาพี่สาวน้องสาวทั้งหลาย

เมื่อได้กอดองค์หญิงใหญ่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนร่างของท่าน นางก็ยิ่งปวดใจกลัวว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเหมือนกับชาติที่แล้ว

เมื่อเห็นว่าเจี่ยงหมัวมัวแหวกม่านเดินเข้ามา พยักหน้าให้กับนางก็รู้ได้ทันทีว่าหมอหลวงหวงมาถึงแล้ว บ่าวรับใช้ด้านนอกก็ถูกเจี่ยงหมัวมัวไล่ไปหมดแล้ว

“ท่านย่าเจ้าคะ…” นางเงยหน้ามององค์หญิงใหญ่ “กลางวันวันนี้ข้าฝันเจ้าค่ะ ฝันเห็นท่านปู่ ท่านพ่อ บรรดาท่านลุงแล้วก็พวกน้องๆ ไม่ได้กลับมาจากหนานเจียง ท่านย่ารับไม่ได้จนล้มป่วย ยังมีคนใส่ร้ายว่าตระกูลไป๋ของพวกเราว่าเป็นกบฏ ตระกูลไป๋เหลือแค่สตรีไม่มีท่านย่าคอยปกป้องมีแต่คนมารังแกเจ้าค่ะ”

ตอนที่ 3 ทนไหว

เมื่อได้ยินคำกล่าวของไป๋ชิงเหยียน ร่างขององค์หญิงใหญ่แข็งทื่อ สีหน้าเริ่มซีดลง เจี่ยงหมัวมัวรีบเทเม็ดยาช่วยชีวิตที่ไทเฮาประทานให้องค์หญิงใหญ่ยื่นให้ท่านพร้อมกับน้ำ “องค์หญิงใหญ่…”

องค์หญิงใหญ่โบกมือปฏิเสธเจี่ยงหมัวมัว เอ่ยปลอบไป๋ชิงเหยียน “เด็กโง่ มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น ความฝันมักตรงข้ามกับความเป็นจริงเสมอ”

“ความฝันนี้เหมือนจริงมากเจ้าค่ะ น่ากลัวมากๆ ท่านย่า…ข้าฝันเห็นผู้คนต่างรุมรังแกตระกูลไป๋ของเราเพราะไม่มีบุรุษหลงเหลืออยู่แล้ว รังแกที่พวกเราไม่มีผู้ใดปกป้อง เห็นบรรดาน้องๆ ถูกท่านแม่ส่งออกไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสกุล ชาตินี้ไม่ได้เจอกันอีก เห็นท่านแม่อยากแก้ต่างให้ตระกูลไป๋แต่ก็ไร้ซึ่งหนทาง…ฆ่าตัวตายไปพร้อมกับบรรดาท่านป้าในคุก ทิ้งไว้เพียงจดหมายสีเลือด! ข้ากลัวจริงๆ เจ้าค่ะ”

เมื่อกล่าวถึงช่วงยากเกินรับไหว แววตาโกรธแค้นและเศร้าสร้อยของไป๋ชิงเหยียนทำให้องค์หญิงใหญ่ตะลึง…

“อาเป่าไม่ต้องกลัว!” องค์หญิงใหญ่กอดไป๋ชิงเหยียนเอาไว้แน่น “ไม่ต้องกลัว ย่ายังอยู่!”

ไป๋ชิงเหยียนพูดคุยกับองค์หญิงใหญ่อยู่สักพักหนึ่ง พอหญิงสาวกลับไปได้ไม่นาน องค์หญิงใหญ่ก็ฝืนต่อไปไม่ไหว มือกำเสื้อตรงบริเวณหน้าอกเอาไว้แน่น กระอักเลือดออกมา ล้มลงบนเตียงนอน

“องค์หญิงใหญ่!” เจี่ยงหมัวมัวถลาเข้าไปพยุงองค์หญิงใหญ่ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่ติดบริเวณมุมปากให้แก่นาง ตะโกนเรียกบ่าวด้วยความตกใจ “ใครก็ได้ รีบตามหมอหลวงหวงมาเร็ว!”

องค์หญิงใหญ่รั้งเจี่ยงหมัวมัวเอาไว้พลางส่ายหน้า กลั้นน้ำตาฝืนถามออกไป “อาเป่าออกไปไกลแล้วหรือไม่”

“องค์หญิงใหญ่อย่าทรงกังวลเพคะ คุณหนูใหญ่เดินออกไปไกลแล้ว…” น้ำเสียงของเจี่ยงหมัวมัวสะอึกสะอื้น

มือที่จับเจี่ยงหมัวมัวอยู่จึงผ่อนแรงลง น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย “ข้าเป็นคนเลี้ยงอาเป่ามาตั้งแต่เล็ก ข้าจะไม่รู้เลยหรือว่านางคิดอันใดอยู่ นางคงกลัวว่าหากข้าได้ยินข่าวจะรับไม่ไหวจึงได้กุเรื่องความฝันขึ้นมา ไม่เช่นนั้นนางคงไม่เล่าเรื่องเหลวไหลแบบนี้ให้ข้าฟังหรอก คงอยากให้ข้ากลัวเช่นเดียวกับนาง!”

เจี่ยงหมัวมัวร้องไห้ออกมาเช่นกัน นางกุมมือขององค์หญิงใหญ่แน่น

“องค์หญิง ท่านต้องอดทนไว้นะเพคะ หากเรื่องความฝันที่คุณหนูใหญ่กล่าวเป็นความจริง จวนเจิ้นกั๋วกงของพวกเรายังต้องหวังพึ่งท่านนะเพคะ!”

“ทนไหว! ข้าต้องทนไหวอยู่แล้ว!” ดวงตาขององค์หญิงใหญ่แดงก่ำราวกับเปลวไฟ ใช้ศอกค้ำอยู่ที่มุมหนึ่งของโต๊ะเพื่อยึดประคองร่างให้นั่งตัวตรง “หากบุรุษทั้งหมดของตระกูลไป๋ของเราไม่หลงเหลือแม้แต่คนเดียวจริงๆ หากข้ายังรับไม่ไหวอีก จวนเจิ้นกั๋วกงคงโดนผู้อื่นรังแกจริงๆ เพื่อพวกอาเป่าแล้ว ข้าจะทนให้ได้!”

เจี่ยงหมัวมัวพยักหน้ารัวๆ “องค์หญิงใหญ่ หมอหลวงหวงมาแล้ว ให้เข้ามาตรวจหน่อยเถิดเพคะ ท่านจะเป็นอะไรไปตอนนี้ไม่ได้นะเพคะ”

องค์หญิงใหญ่พยักหน้า หลับตาที่บวมช้ำลง เมื่อนึกถึงว่าสามี ลูกชายและหลานชายอาจจบชีวิตลงที่หนานเจียงแล้วก็เจ็บปวดราวกับโดนฉีกอวัยวะออกเป็นชิ้นๆ

แต่เพลานี้นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจ นางต้องรีบคิดวางแผนให้ดีก่อนที่ข่าวจะมาถึงเมืองหลวง หากข่าวนี้เป็นความจริง จวนเจิ้นกั๋วกงจะทำอย่างไรดี

ไป๋ชิงเหยียนเดินออกมาจากเรือนขององค์หญิงใหญ่ พบกับคุณหนูสี่ที่พาคุณหนูห้าและคุณหนูหกไปขี่ม้ากลับมาพอดี

ท่ามกลางหิมะสีขาว เด็กสาวสามคนในชุดขี่ม้าสีแดงเข้มพูดคุยหัวเราะพลางเดินเข้ามาด้วยทวงท่าอาจหาญ เสียงหัวเราะไร้ซึ่งความกังวล ใสราวกับเสียงระฆังสีเงินดังกังวาน ราวกับสามารถปัดเป่าความหม่นหมองในจิตใจของผู้คนออกไปได้จนหมดสิ้น

ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรับรู้กันดีว่าคุณหนูของจวนเจิ้นกั๋วกงต่างจากคุณหนูสูงศักดิ์ของจวนอื่น จวนเจิ้นกั๋วกงไม่เลี้ยงลูกสาวให้เรียนงานบ้านงานเรือน เย็บปักถักร้อย วาดภาพ ท่องบทกวีอยู่แต่ในเรือน คุณหนูของจวนเจิ้นกั๋วกงแต่ละคนล้วนเป็นสาวแกร่งงดงามด้วยกันทั้งสิ้น

ไป๋จิ่นจื้อ คุณหนูสี่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง มองเห็นไป๋ชิงเหยียนยืนอยู่ตรงทางเดินซึ่งประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงเต็มไปหมด ดวงตาเป็นประกายรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว “พี่หญิงใหญ่!”

ดวงตาของคุณหนูห้าและคุณหนูหกก็เป็นประกายเช่นเดียวกัน ต่างพากันวิ่งเข้าไปหา ตะโกนเรียกเสียงแจ่มใส “พี่หญิงใหญ่…”

ชุนเถายิ้มออกมาเล็กน้อย ปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บริเวณที่นั่งตรงทางเดิน จากนั้นประคองให้ไป๋ชิงเหยียนนั่งลง

“พี่หญิงใหญ่ ท่านแข็งแรงดีแล้วหรือเจ้าคะ หิมะตกแบบนี้ยังออกมาได้แล้ว!” คุณหนูสี่ ไป๋จิ่นจื้อนั่งลงข้างๆ พี่สาว เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “เช่นนี้หากถึงฤดูใบไม้ผลิ พี่หญิงใหญ่ก็พาพวกเราไปขี่ม้าได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ! ท่านอาจารย์ที่สอนพวกเราน่าเบื่อมากเลยเจ้าค่ะ ไม่ยอมปล่อยให้ข้าขี่ม้าเองสักที”

คุณหนูห้าและคุณหนูหกเป็นฝาแฝดกัน ทั้งสองเป็นเด็กน้อยที่อายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ใบหน้าขาวจิ้มลิ้ม บนศีรษะมัดเป็นจุกสองข้าง ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ

มองดูเด็กสาวทั้งสามคนตรงหน้าที่ยังคงเป็นคุณหนูของจวนเจิ้นกั๋วกงอยู่ หวนนึกถึงชาติที่แล้ว…น้องสาม ไป๋จิ่นถงต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสกุล น้องสี่ ไป๋จิ่นจื้อยอมเข้ากับฝ่ายศัตรูเพื่อกลับมาแก้แค้นแคว้นต้าจิ้น น้องห้า ไป๋จิ่นเจาฝึกเรียนวิชาสังหารเพื่อลอบฆ่าเหลียงอ๋องแต่สุดท้ายก็จบชีวิตด้วยดาบของตัวเอง น้องหกไป๋จิ่นหวาและน้องเจ็ดไป๋จิ่นเซ่อถูกเหลียงอ๋องส่งไปอยู่ที่หอนางโลม…

ยังดี ตอนนี้พวกน้องๆ ยังอยู่ตรงหน้านางอย่างเป็นสุข…

หญิงสาวตื้นตันจนอยากจะร้องไห้ มองดูเด็กสาวที่ร่าเริงทั้งสามคนยิ้มออกมาน้อยๆ

“พี่หญิงใหญ่ ดอกเหมยที่เสี่ยวอู่มอบให้ท่านเมื่อวานงามหรือไม่เจ้าคะ” คุณหนูห้า ไป๋จิ่นเจาโผล่มาตรงหน้าของไป๋ชิงเหยียน กล่าวอย่างมีความสุข “ท่านแม่ของข้าบอกว่าพี่หญิงใหญ่ทนหนาวไม่ได้ เลยไปสถานที่ที่หนาวเกินไปไม่ได้ ข้าเห็นว่าดอกเหมยสีแดงนั่นงดงามมากจึงเด็ดมาปักในแจกันขาวแล้วส่งไปให้ท่าน พี่หญิงใหญ่ชอบหรือไม่เจ้าคะ!”

“ชอบสิ! ดอกไม้ที่เสี่ยวอู่ของพวกเราเด็ดออกมางดงามที่สุด วันนี้พอพี่ตื่นขึ้นมาก็มองเห็นแล้ว…” หญิงสาวกล่าวชมเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน

“ข้าด้วย ยังมีข้าด้วย ข้าก็ตัดกระดาษให้พี่หญิงใหญ่เหมือนกัน หิมะตกเช่นนี้ท่านพี่ติดไว้ที่หน้าต่างจะงดงามมากเจ้าค่ะ ข้ายังส่งไปให้ท่านอาสะใภ้ห้าด้วยนะเจ้าคะ ท่านแม่บอกว่าในท้องของท่านอาสะใภ้ห้ามีน้องน้อยๆ อยู่ ตอนนี้ท่านอาห้ากับพวกท่านพี่อยู่ข้างนอก ท่านอาสะใภ้ห้าคงกังวลมาก ท่านแม่ให้ข้ากับพี่สาวช่วยให้ท่านอาสะใภ้ห้าอารมณ์ดีเจ้าค่ะ”

หญิงสาวพยักหน้ายิ้มรับ “จ้ะ ตุ๊กตากระดาษอ้วนสองอันที่เจ้าตัดมาให้พี่ พี่ชอบมากเลย ท่านอาสะใภ้ห้าก็ต้องชอบมากเช่นกัน”

กล่าวจบ หญิงสาวมองไปยังไป๋จิ่นจื้อ “พรุ่งนี้จิ่นซิ่วจะออกเรือนแล้ว พี่มีเรื่องจะวานเจ้าสักหน่อย”

ไป๋จิ่นจื้อใช้มือที่กุมแส้ม้าอยู่ตบไปที่แผ่นอกพลางเอ่ย “เรื่องที่พี่หญิงใหญ่สั่ง เสี่ยวซื่อจะทำตามด้วยชีวิตเจ้าค่ะ!”

“พรุ่งนี้ตอนที่จวนจงหย่งโหวมารับตัวเจ้าสาว หากไม่มีใครคอยกั้นอยู่ที่ประตู เจ้าจงนำพวกสาวใช้ไปกั้นประตูเอาไว้ ห้ามให้จวนหย่งโหวคิดว่าจวนเราไม่มีบุรุษคอยปกป้องแล้วจะรับตัวพี่รองของเจ้าไปได้ง่ายๆ จนทำลายชื่อเสียงของจวนเจิ้นกั๋วกงของเราเป็นอันขาด”

“พี่หญิงใหญ่วางใจได้เจ้าค่ะ เรื่องสร้างความลำบาก ทั่วทั้งเมืองนี้หากข้าไป๋จิ่นจื้อคือที่สอง ไม่มีผู้ใดกล้าเป็นที่หนึ่งหรอกเจ้าค่ะ!” คุณหนูสี่ลูบหน้าอกเป็นการรับปาก

ไป๋ชิงเหยียนมองเห็นหลูผิงอยู่ไกลๆ ยิ้มพร้อมกล่าวกับเด็กสาวทั้งสาม “เอาล่ะ พวกเจ้ารีบไปแต่งกายเถิด ท่านย่าเชิญจิตรกรหลวงมาวาดภาพเหมือนให้พวกเจ้าก่อนที่พี่รองของพวกเจ้าจะออกเรือนในวันพรุ่งนี้ พวกเจ้าแต่งกายให้งดงามเสียหน่อย”

เด็กสามทั้งสามคนทำความเคารพไป๋ชิงเหยียนอย่างนอบน้อม แล้วพากันเดินจากไป

หลูผิงอายุยังไม่ถึงสี่สิบ แต่ดูจากใบหน้าแล้วกลับเคร่งขรึมโบราณมาก ชายหนุ่มกำมือคาราวะ

ไป๋ชิงเหยียน “คุณหนูใหญ่ เรียกหาข้าหรือขอรับ”

“ลุงผิง เดินไปกล่าวไปเถิด” หญิงสาวลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากระเบียงทางเดิน

หลูผิงเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของไป๋ชิงเหยียน จึงตั้งสติมั่นรับร่มมาจากชุนเถา กางให้ไป๋ชิงเหยียน ส่วนตัวเองเดินอยู่ข้างๆ หญิงสาวด้วยความเคารพ

หญิงสาวกำเตาอุ่นมือในมือแน่น ฝีเท้ามั่นคง เดินเลี่ยงบ่าวที่เก็บกวาดหิมะอยู่ จากนั้นกล่าวขึ้นช้าๆ “เมื่อวานมีคนลอบส่งสารให้ข้า นัดให้ข้าไปพบที่จุ้ยอันฟาง ถนนฉางอันในยามซื่อ อ้างว่ามีข่าวจากหนานเจียงจะบอกข้า”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...