โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปมขัดแย้ง "จีน-ไต้หวัน" เขย่าขวัญวงการไอที หวั่น "ชิป" หายครึ่งประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2565 เวลา 08.27 น.

จีนงดส่ง “ทรายธรรมชาติ” ให้ไต้หวัน หวั่นกระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ลามห่วงโซ่อุปทานชิป รายงานเผย หากจีนโจมตีวัตถุดิบอุตสาหกรรมเวเฟอร์-ชิป คือ “กลืนเลือด” ส่งผลต่ออุปทานชิปกว่า 60% ของจีนโดยตรง

วันที่ 5 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากทางการจีนประกาศงดส่งออกสินค้ากว่า 2,000 รายการให้ไต้หวัน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา จากปม นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เยือนไต้หวันและเอเชีย-แปซิฟิก สินค้าสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองคือ “ทรายธรรมชาติ” ที่นอกจากจะเป็นวัตถุดิบสำหรับคอนกรีตแล้ว ยังอาจเป็นวัตถุดิบของ “เวเฟอร์” ส่วนประกอบต้นน้ำของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในโลก ที่ไต้หวันเป็นผู้ผลิตที่ครองสัดส่วนการผลิตชิปกว่า 64% ของทั้งโลก

เซมิคอนดักเตอร์ มีสองส่วนที่สำคัญยิ่งคือ แผงวงจรรวม (IC-integrated circuit) ที่ใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปขั้นสูง และ “แผ่นเวเฟอร์” ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ประกอบวงจรรวม ส่วนนี้เป็นต้นน้ำของการผลิต “ชิป” ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน เครื่องมือแพทย์ ส่วนประกอบยานยนต์ อากาศยาน ตลอดจนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกชิ้นในโลก หากเทียบ “ชิป” กับพิซซ่า แผ่นเวเฟอร์ก็คือแผ่นแป้งพิซซ่า และวงจรรวมคือเครื่องเทศและซอสที่วางอยู่บนแป้งนั้น

โดยแผ่นเวเฟอร์ได้จากการนำทรายธรรมชาติมาแยกเอาธาตุซิลิกอนบริสุทธิ์ 99% แล้วทำการตกผลึกก่อนขึ้นรูป ดังนั้นการถลุงแยกเอาผลึกซิลิกอน จึงไม่ได้ใช้ “ทรายธรรมชาติ” ทุกประเภท โดยเฉพาะทรายแม่น้ำและทรายทะเลที่ใช้ในการทำคอนกรีตแทบจะไม่มีผลึกซิลิกาให้สกัด ทรายที่เหมาะสมคือ ทรายควอตซ์ หรือ ทรายซิลิกา เท่านั้น

จึงไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า การที่จีน “แบน” ส่งออก “ทรายธรรมชาติ” ให้ไต้หวัน จะส่งผลโดยตรงกับการผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่เป็นหัวใจของการผลิตชิป ดังนั้นยังคงต้องจับตาต่อไปว่า “ทรายธรรมชาติ” ที่ว่านี้ หมายรวมถึง ทรายควอตซ์ หรือทรายซิลิกาด้วยหรือไม่ ?

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การส่งออกชิปของไต้หวัน มีคู่ค้าสำคัญคือ “จีน” โดยไต้หวันส่งออกสินค้ามูลค่า 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไปยังแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง ในปี 2564 มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมาคืออุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา

ขณะที่สำนักข่าว Aljazeera รายงานว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไต้หวัน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เน้นสินค้าประเภทอาหาร ผลไม้ และประมง แทบไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลักของไต้หวัน เนื่องจากรายได้กว่า 40% มาจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งคิดเป็น 15% ของจีดีพีไต้หวัน และการผลิตกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากยุทธศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นหลัก

รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า การที่จีนไม่ยอมตัดการนำเข้าชิปจากไต้หวัน เกิดจากจีนต้องพึ่งพาการส่งออกชิ้นส่วนชิปของไต้หวันเกือบเท่าตัวของที่ไต้หวันต้องการเอง ดังนั้นสำหรับจีน การมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างมากเพื่อสร้างความเสียหายแก่ไต้หวัน

ทั้งนี้ จีนมีมูลค่าเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และมีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ถึง 60% ของความต้องการทั่วโลก ตามรายงานของ Congressional Research Service ในปี 2563 รายงานฉบับเดียวกันระบุว่า กว่า 90% ของความต้องการชิปเหล่านี้ ต้องนำเข้าและบริษัทต่างประเทศที่มีการผลิตในประเทศ

ดังนั้น หากจีนจะ “แบน” ทรายซิลิกาและตัดการนำเข้าชิปเพื่อโจมตีเศรษฐกิจไต้หวันโดยตรงจะต้อง “กลืนเลือด” ตัวเอง ด้วยการก่อปัญหาที่ซัพพลายเชนให้ตัวเอง เนื่องจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์กว่า 60% ของจีนมาจากต่างประเทศ “ชิป” จึงอาจหายไปครึ่งประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากเกิดการแบนวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมชิปจริง ผลย่อมส่งผลถึงชัพพลายเชนของชิปทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะชิปขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปขนาด 7 นาโนเมตร ที่ไต้หวันผลิตให้กับโลกถึง 92% (ตามรายงานของ Aljazeera)

โดยในช่วงหลายปีมานี้ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ทุ่มเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ทัดเทียมไต้หวัน เช่น ชิป 7 นาโนเมตรที่บริษัท SMIC แห่งนครเซี่ยงไฮ้ของจีนเพิ่งเริ่มผลิตได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่ Intel ของสหรัฐยังติดสะดุดที่ชิป 10 นาโนเมตรมานานหลายปี

ในขณะที่ TSMC ของไต้หวัน และ Samsung จากเกาหลีใต้ สามารถผลิตชิป 7 นาโนเมตร มาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเกิดพร้อมกับการเติบโตก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ทั้งได้เตรียมนำชิปขนาด 5 และ 3 นาโนเมตร มาใช้งานแล้วในระยะอันใกล้นี้

แม้ว่าขนาดของชิปจะไม่ส่งผลกับประสิทธิภาพการคำนวณนัก แต่ขนาดของชิปเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเล็กลง แต่ซับซ้อนสูงขึ้นอย่างสมาร์ทโฟน ไอโอที อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ

แหล่งที่มา
aljazeera.com/economy/2022/8/4/why-china-is-not-sanctioning-taiwans-crucial-tech-industry
https://www.cnbc.com/2022/08/05/taiwans-trade-with-china-is-far-bigger-than-its-trade-with-the-us.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...