พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดแผน 3 ปี ลดหนี้ 50%ควบคู่เติมสภาพคล่อง
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟควางกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ลดหนี้ 50% ภายในปี 2570 ขยายระยะเวลาไถ่ถอนทุกชุดออกไป 2 ปี เพิ่มดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เร่งสร้างยอดขายบ้านระดับปานกลางแตะ 10,000 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่าย 20% เสริมแกร่งระยะยาว
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง รวมถึงอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังคงสูง บริษัทตระหนักถึงสถานการณ์นี้ จึงได้เตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ
บริษัทมีเป้าหมายลดภาระหนี้ลง 50% ภายในปี 2570 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน นอกจากนี้ ยังมีแผนขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยในปี 2569 มีแผนขายสินทรัพย์มูลค่า 300 ล้านบาท, ปี 2570 มูลค่า 2,500 ล้านบาท และปี 2571 เป้าหมายขายสินทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลดหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง
ปัจจุบัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการชำระคืนหุ้นกู้ 15 ชุด ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงมกราคม 2570 โดยบริษัทเสนอขอขยายระยะเวลาไถ่ถอนทุกชุดออกไป 2 ปี และปรับเพิ่มดอกเบี้ยอีก 0.25% ต่อปี
เพื่อให้สามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสริมความสามารถในการจัดการชำระคืนหนี้หุ้นกู้ บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของผู้ถือหุ้นกู้และยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ทุกท่าน
เน้นยอดขายบ้านระดับปานกลาง
ในด้านแผนธุรกิจ บริษัทมุ่งเน้นการฟื้นฟูรายได้ผ่านการสร้างยอดขาย โดยตั้งเป้าให้ยอดขายกลับมาแตะระดับ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2571 กลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่มบ้านระดับราคาปานกลาง ซึ่งยังคงมีความต้องการในตลาดสูง ขณะเดียวกันจะทยอยลดสัดส่วนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม
ปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าพร้อมขายรวมมูลค่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 2,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 3,500 ล้านบาท โดยจะเร่งระบายสต็อกในโครงการที่สามารถรับรู้รายได้ทันที นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2,220 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทยังคงมีจุดแข็งจากการถือครองที่ดินในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงทำเลที่มีการเติบโตอย่างเขาใหญ่ หัวหิน และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
ปรับโครงสร้างองค์กรลดค่าใช้จ่าย
บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้างทางธุรกิจและโครงสร้างองค์กร โดยมีเป้าหมายหลักคือลดค่าใช้จ่ายลง 20% ภายในปี 2569 ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินงานและระบบบริหารจัดการให้มีความกระชับคล่องตัว เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายศานิตกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมา บริษัทได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรระดับโลก เช่น Sumitomo Forestry และ Sekisui Chemical จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความร่วมมือระยะยาวในการพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทในสายตานักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับประสบการณ์ 40 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะท้าทาย บริษัทเคยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง และสามารถปรับตัวฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แผนระยะ 3 ปีของบริษัทครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต