InnovestX เจาะแนวโน้ม Q3 มองหุ้นไทย Downside จำกัด ชี้กลยุทธสำคัญคือการกระจายพอร์ต ชู 5 หุ้นพื้นฐานดี-รับแรงหนุนเมกะเทรนด์
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ภายใต้กลุ่ม SCBX ชี้ในไตรมาส 3/2568 เศรษฐกิจโลกยังเจอแรงกดดันจากสงครามการค้า มองเศรษฐกิจไทยถูกกระทบ แต่ตลาดหุ้นไทยมี downside จำกัด และมี valuation ที่น่าสนใจในตอนนี้ ชี้กลยุทธ์ลงทุนสำคัญคือกระจายพอร์ต พร้อมชู BCH, CPF, DIF, MTC, และ SCCพื้นฐานดี-รับแรงหนุนเมกะเทรนด์นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัดระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า โดยผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศไทย อาจส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยประเมินว่าภาษีนำเข้าในอัตรา 36% ในปัจจุบัน มีโอกาสทำให้ GDP ไทยหดตัวมากถึง 1.1% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม มองว่าข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เวียดนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2025 อาจเป็นฐานสำหรับการเจรจาการค้าของไทย โดยไทยอาจต้องทำสองสิ่งคือ (1) ลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็น 0% เช่นเดียวกับเวียดนาม และ (2) นำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น โดยหากการเจรจาสำเร็จ คาดว่าการเติบโตของ GDP ไทยจะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สามารถเจรจาได้ดังนี้
กรณีพื้นฐาน (ภาษี 15–20%): GDP ไทยอาจเติบโต 1.1–1.4%
กรณีกลาง (ภาษี 21–28%): GDP อาจโต 0–1.0%
กรณีเลวร้ายสุด (ภาษี 29–36%): GDP มีแนวโน้มหดตัวระหว่าง -0.1% ถึง -1.1%
นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาสงครามการค้าและปัญหาภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน, ความไม่แน่นอนทางการเมือง, และการบริโภคที่ชะลอตัว
สำหรับตลาดหุ้นไทย มองว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/2568 มี downside จำกัด แต่ก็ยังไม่มี upside มากนัก เนื่องจากตลาดยังถูกกดดันจากการเมือง, การบริโภค, และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยการฟื้นตัวของตลาดต้องอาศัยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย, การเร่งลงทุนจากภาครัฐ, และสภาพคล่องที่มีเสถียรภาพในระบบทั้งนี้ คงเป้าหมาย SET Index ปี 2568 ที่ 1,250 จุด ซึ่งหากดัชนีลงไปต่ำกว่า 1,100 จุด ก็เป็นจังหวะเข้าซื้อที่น่าสนใจ โดยกลยุทธ์หลักในลงทุน แนะนำให้เน้นคัดหุ้นพื้นฐานดีและกระจายพอร์ตอย่างสมดุล ทั้งในด้านประเภทสินทรัพย์และภูมิภาค เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ หุ้นไทยที่พื้นฐานดี รับแรงหนุนเมกะเทรนด์ แนะนำ BCH, CPF, DIF, MTC, และ SCC
ด้านหุ้นต่างประเทศแนะนำ
สหรัฐฯ: Constellation Energy, MSFT, NFLX, AMD, RTX, และ GS
ยุโรป:Iberdrola, Deutsche Telekom, Rheinmetall, Siemen, SAP, และ BNP Paribas
จีน: Tencent, SMIC, Trip.com, Hong Kong Exchange, China Mobile, และ CATL
สำหรับกองทุนในไตรมาส 3/2568 แนะนำ
1. “DAOL-CHINATECH” (China Technology): เนื่องจากหุ้นเทคจีน Valuation ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ และยังมี Fund flow จากจีนไหลเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงต่อเนื่อง โดยมูลค่าทะลุ $80,000 ล้านไปแล้วใน 5 เดือนแรก (เกือบเท่าทั้งปี 2024) ทั้งนี้คาดการณ์กำไร Hang Seng Tech Index โตราว 20% สูงกว่า Nasdaq 100
2. “LHHEALTH-A” (Global Healthcare): เนื่องจาก หุ้นกลุ่ม Healthcare ได้สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ทำให้Valuation ถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตและดัชนีโลก นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่กำไรจะเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง และเป็นหุ้นแนว Defensive เหมาะสำหรับลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
3. “PRINCIPAL VNEQ-A”(Vietnam equity): โดยตลาดเวียดนามมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง (กำไรโตได้ดี, Valuation ถูก, GDP เวียดนามปี 2025 ตั้งเป้าโต 8%) แถมยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และมีโอกาสทดสอบระดับ 1,400–1,450 จุด นอกจากนี้ ยังคาดว่าเวียดนามอาจถูกอัปเกรดเป็น FTSE Emerging Market ภายในปีนี้
4. “UOBSG-H” (Gold): โดยไตรมาส 3 เป็นฤดูกาลทองของราคาทองคำตามสถิติ และกระแส De-dollarization ก็กำลังดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าราคาทองอาจเข้าใกล้จุดจบของการพักฐาน และมีโอกาส Breakout รอบใหม่
ทั้งนี้ ในภาพรวม InnovestX ชี้ว่า สำหรับไตรมาส 3/2568 ยังเป็นช่วงที่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง โดยเลือกลงทุนใน “สินทรัพย์คุณภาพ” ที่สามารถทนต่อความผันผวน และยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกระจายความเสี่ยงในหลายภูมิภาคทั่วโลก