โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

130 ปี ปฐมบทการปกครองท้องถิ่นไทย (พ.ศ.2440) จุดเริ่มต้นที่กลายเป็นปัญหาในระยะยาว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 02.42 น.

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

130 ปี ปฐมบทการปกครองท้องถิ่นไทย (พ.ศ.2440)

จุดเริ่มต้นที่กลายเป็นปัญหาในระยะยาว

“การปกครองท้องถิ่นของไทยเรา (ครั้งนั้น) มีลักษณะขัดแย้งต่อหลักการปกครองท้องถิ่นสากลอยู่มาก ถึงแม้ว่าเราจะมีเหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เมื่อประชาชนในท้องถิ่นมีความสามารถพอที่จะดำเนินการปกครองตนเองได้แล้ว ที่จะได้มีการเปลี่ยนแปลง… (แต่) ทำให้เกิดความสับสนและความไม่เข้าใจต่อการปกครองตนเองในท้องถิ่นของประชาชน”

รศ.ประหยัด หงส์ทองคำ “การปกครองท้องถิ่นไทย” 2526 น.40

หนังสือ “การปกครองท้องถิ่นไทย” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2520 และครั้งที่ 2 พ.ศ.2526 ของ รศ.ประหยัด หงส์ทองคำ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่พูดถึงการปกครองท้องถิ่นในประเทศนี้ และพูดถึง 130 ปีก่อน ครั้งที่เกิดการปกครองท้องถิ่นขึ้นเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินสยามในบทที่ 2 กล่าวถึงการจัดการปกครองท้องถิ่นในรัชกาลที่ 5

คนที่ได้อ่านบทนี้รู้สึกไหมว่า มีเนื้อหาหลายอย่างที่ขัดแย้งกันเอง เราจะรำลึกวาระ 130 ปีอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือเหตุผลที่ไม่ขัดแย้งกันหรือสมบูรณ์กว่านี้และขัดแย้งกันต่อไป (ซึ่งก็ไม่เห็นเป็นอะไร) คำตอบก็คือ ก็ต้องค้นคว้ากันต่อไป

หนังสือบอกว่า ในสมัย ร.5 ในหลวงได้ทรงเห็นตัวอย่างการบริหารที่มลายู-เมืองขึ้นของอังกฤษ มีการแบ่งอำนาจให้องค์กรท้องถิ่นจัดการจนเกิดผลดี จึงได้จัดการทดลองระบบสุขาภิบาลขึ้นที่เมืองหลวงไทย ตรากฎหมาย “พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116” (พ.ศ.2440) ขึ้นมาเพื่อทดลองระบบสุขาภิบาล

แต่ที่แปลกมากก็คือได้ “กำหนดให้ผู้บริหารกิจการสุขาภิบาลกรุงเทพฯ” ครั้งนั้น “เป็นข้าราชการประจำทั้งสิ้น คือ เสนาบดีกระทรวงนครบาล นายช่าง และนายแพทย์… ให้กระทรวงนครบาลรับผิดชอบ” ในหลวง ร.5 ทรงปรารถนาจะให้กระทรวงมหาดไทยจัดสุขาภิบาลตามหัวเมืองต่างๆ แต่เสนาบดี (กรมพระยาดำรงฯ) เห็นว่าประชาชนในหัวเมืองยังไม่พร้อมที่จะรับและร่วมมือในราชการพัฒนาการส่วนนี้

ในหลวง ร. 5 ทรงเห็นด้วยกับเหตุผลของเสนาบดี…มหาดไทย จึงมิได้จัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง

จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2448 (ร.ศ.124) พระองค์เสด็จประพาสเมืองนครเขื่อนขัณฑ์ (อ.พระประแดง) ทรงพบว่าท้องที่นั้นสกปรก ผิดหลักสุขอนามัย จึงติเตียนในที่ประชุมเสนาบดี

ส่งผลให้กรมพระยาดำรงฯ ส่งจดหมายฉบับ 2 สิงหาคม 2448 ถึงพระยาพิไชยสุนทร เจ้าเมืองสมุทรสาคร ให้แก้ไขความสกปรกที่นั่น (ตลาดท่าจีน)

หากไม่จัดการ “จะเสียชื่อตั้งแต่ตัวฉันตลอดจนผู้ว่าราชการเมือง แลกำนันผู้ใหญ่บ้านในที่นั้น…ขอให้เรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ตลาดท่าจีนมาประชุมอ่านตราฉบับนี้ให้ฟัง แลปรึกษากันดูว่าจะทำอย่างไร อย่าให้พระเจ้าอยู่หัวทรงติเตียนได้”

“พระยาพิไชยฯ…กราบทูล…เสนาบดี…มหาดไทยถึงแผนปฏิบัติการจัดตลาดท่าจีน…จะซื้ออิฐปูถนนตลาดท่าจีนหรือท่าฉลอมให้ทั้งสามหายสกปรก…”

ภายหลังในหลวง ร.5 เสด็จไปยังเมืองสมุทรสาคร เห็นว่าบ้านเมืองสะอาดเป็นระเบียบ จึงรายงานวัตถุประสงค์การบำรุงท้องถิ่น 3 ข้อ คือ 1.ซ่อม-บำรุงถนน 2.ให้มีโคมไฟสำหรับเวลาค่ำคืน และ 3.เก็บกวาดขยะ พร้อมกับเสนอเห็นสมควรจัดตั้งสุขาภิบาลที่ตลาดท่าฉลอม

จากนั้น จึงมีประกาศจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม ลงวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) ให้เริ่มดำเนินการ 1 เมษายน ร.ศ.125 (พ.ศ.2449)

เสนาบดีมหาดไทยชี้แจงว่าการจัดตั้งสุขาภิบาลจะต้องเกิดจากความนิยมของราษฎรเป็นหลัก เมื่อมีข้าหลวงเทศาภิบาลและเจ้าเมืองต่างๆ สนใจ ที่ประชุมประจำปีข้าหลวงเทศาภิบาลจึงประกาศใช้ “พ.ร.บ.จัดการเทศาภิบาล ร.ศ.127” (พ.ศ.2451) โดยแบ่งสุขาภิบาลออกเป็น 2 แบบ คือ สุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลตำบล

โดยปรึกษากับกำนันผู้ใหญ่บ้านว่าสมควรจัดตั้งสุขาภิบาล ณ ที่ใด

ผลปรากฏว่า พ.ร.บ. กำหนดให้คณะกรรมการบริหารงาน สุขาภิบาลเมือง ประกอบด้วย กรรมการ 11 คน 1.ผู้ว่าฯ (ประธาน) 2.ปลัดเมือง เป็นเลขานุการและเป็นประธานเมื่อผู้ว่าฯ มีภารกิจ 3.-11.ได้แก่หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของเมือง, นายอำเภอ, นายแพทย์สุขาภิบาล, นายช่างสุขาภิบาล และกำนัน 5 คน หากไม่พอให้ข้าหลวงเทศาภิบาลคัดเลือก

ส่วน สุขาภิบาลตำบล ให้มีกรรมการ 5 คน คือ กำนันนายตำบล (ประธาน) อีก 4 คนคือเป็นกรรมการ ได้แก่ รองกำนัน แพทย์ตำบล ครู และผู้ใหญ่บ้าน

สุขาภิบาลทั้ง 2 แบบมีอำนาจหน้าที่ 4 ข้อคือ 1.รักษาความสะอาด 2.ดูแล-รักษาสุขภาพอนามัย 3.บำรุงรักษาถนนหนทาง และ 4.ดูแลการศึกษาขั้นต้นของราษฎร

ตลอดรัชสมัย ร.5 ได้มีสุขาภิบาลจัดตั้งรวม 35 แห่ง1

ทั้งหมดของข้างบนนี้คัดสรรมาจากหนังสือเล่มสำคัญที่กล่าวมา น่าเสียดายที่ข้อมูลไม่ละเอียดกว่านี้ 1.ผู้ใดมีงานข้อมูลหรือวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ ขอได้แนะนำให้ได้รู้จัก ได้อ่านและจัดการเสวนากันด้วย และ 2.แต่แม้ในข้อมูลที่มีจำกัดนี้ มีประเด็นบางประการที่ขอเสนอ ดังต่อไปนี้

ในเมื่อผู้นำสยามทราบว่ามีการจัดการปกครองท้องถิ่นที่มลายู มีองค์กรบริหารของท้องถิ่น และเราก็ได้ทราบว่าในหลวงเสด็จไปดูงานที่ปีนัง สิงคโปร์ ชวา เมาะละแหม่ง และกัลกัตตา หลายครั้งซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองสำคัญของอังกฤษและดัตช์ทั้งสิ้นในภูมิภาคนี้ ก็น่าจะมีการจัดการบริหารท้องถิ่นทุกจุดตามประเพณีการเมืองของยุโรป ครั้นเมื่อเสด็จประพาสยุโรปในปี 2440 ด้วยได้เห็นภาคปฏิบัติจริงๆ ที่นั่น

คำถามคือ เหตุใดจึงไม่มีองค์ประกอบใดๆ จากท้องถิ่นเลย เช่น ให้ราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งหรือคัดสรรมาทำงานนี้ร่วมกับข้าราชการที่หลายคนก็เคยไปดูงานตามเสด็จในหลวงทั้งใกล้บ้านและไปดูงานที่ยุโรป ให้ข้าราชการเป็นที่ปรึกษาในระยะแรกๆ หรือร่วมเป็นกรรมการด้วยบางส่วน

เหตุใดจึงเป็นข้าราชการจากการแต่งตั้งทั้งหมด และเป็นข้าราชการระดับสูงด้วย

ครั้นมีการขอเวลาเลื่อนการจัดตั้งสุขาภิบาลที่หัวเมืองออกไป จนกระทั่ง 8 ปีต่อมาที่ท่าฉลอม เหตุใดไม่เชิญราษฎรเข้าร่วมโครงการเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว และดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นในสุขาภิบาลทั้ง 35 แห่ง และไม่มีการขยับไปข้างหน้า เช่น ดึงราษฎรบางส่วนเข้าไปร่วม ถอนข้าราชการบางคนออกมา ฯลฯ

นับเป็นการปกครองท้องถิ่นที่รัฐลงมาดำเนินการอย่างสมบูรณ์ เป็น State local government ที่ไม่มีกลิ่นอายของ Local self government เลยแม้แต่นิดเดียว

ระยะเวลา 13 ปี (2440-2453) อันเป็นตอนปลายของรัชกาลที่ 5 แทนที่จะมีความคืบหน้าของการปกครองท้องถิ่นบ้างจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ และท่าฉลอม กลับไม่พบข้อมูลใดๆ

และเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อใดเล่าที่ราษฎรจะมีโอกาสได้เข้าไปทำงานดูแลท้องถิ่นของตนเอง?? ในเมื่อท่านผู้นำมิได้ปูทางอะไรไว้ให้เลยแม้แต่นิดเดียว

การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เป็นไปตามที่เบื้องบนเป็นผู้กำหนดล้วนๆ นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลาต่อมาด้วย

เรื่องแรก ในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2453-2468) ในหลวงทรงสนพระทัยในงานวรรณกรรม การละคร กองเสือป่า โครงการดุสิตธานี ฯลฯ ไม่มีเรื่องการเมืองการปกครองอยู่ในวาระ สุขาภิบาลจึงดำรงอยู่ต่อไปอย่างเงียบๆ และมิได้รับการส่งเสริมใดๆ น่าเชื่อว่าข้าราชการที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ก็ไม่ได้ทำเรื่องนี้อีก เพราะมีงานประจำอื่นอยู่แล้ว

เรื่องที่สอง เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 7 เคยทรงศึกษาที่อังกฤษเป็นเวลานาน และทรงรู้เรื่องการบริหารระดับชาติและท้องถิ่นของอังกฤษพอสมควร

ในรัชสมัยดังกล่าว (2469-2478) ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการจัดการประชาภิบาล (Municipality)” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2470 โดยมีนายอาร์ ดี เครก (R.D. Craig) ที่ปรึกษากระทรวงเกษตราธิการเป็นประธาน อำมาตย์เอกพระกฤษณามรพันธ์ ผู้ชำนาญการกระทรวงพระคลัง และพระยาจินดารักษ์-ผู้ว่าฯ จังหวัดนครปฐม เป็นกรรมการ และนายเชย ปิตรชาติ เป็นเลขานุการ

มีหน้าที่ศึกษาดูงานกิจการสุขาภิบาลตามหัวเมืองต่างๆ ในสยามประเทศและรัฐเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ชวา ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ เพื่อทำรายงานประกอบการจัดตั้งประชาภิบาลหรือเทศบาล

หลังจากการดูงานเสร็จสิ้น คณะกรรมการได้จัดทำรายงานเสนอรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญคือ

1. การจัดตั้งเทศบาลทำได้เพราะราษฎรต้องการความก้าวหน้า แต่ไม่ควรทำให้เทศบาลพ้นจากการควบคุมของราชการ

2. ควรควบคุมการเงินโดยสมุห์บัญชีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล

3. ควรให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมเทศบาล

4. ตั้งกรมควบคุมเทศบาลทำหน้าที่ดูแลเทศบาล

5. ให้รัฐบาลควบคุมเทศบัญญัติและงบประมาณ

6. แบ่งเทศบาลเป็น 3 ระดับ นคร เมือง ตำบล

7. ให้คนที่ได้รับการเลือกตั้งเสียภาษีตามที่รัฐกำหนด

8. ให้สภาเทศบาลมีผู้ว่าฯเป็นประธาน ปลัด สาธารณสุข นายอำเภอ กำนัน และสมาชิกเลือกตั้ง 1-2 คน

28 เมษายน 2474 ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานสัมภาษณ์แก่ น.ส.พ.นิวยอร์กไทม์ส ว่าสยามกำลังเตรียมจัดตั้งเทศบาลเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล สิทธิเลือกตั้งของประชาชนควรเริ่มต้นที่การปกครองท้องถิ่น ถ้าเราคิดจะมีการปกครองแบบรัฐสภา ก่อนอื่น ประชาชนควรได้เรียนรู้เรื่องสิทธิเลือกตั้งในการปกครองท้องถิ่นเสียก่อน

ต่อจากนั้น รัฐบาลสยามได้ตั้งกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เทศบาล ประกอบด้วย มหาอำมาตย์ 4 คน นายพลตำรวจโท 1 คน ประธานคือ หม่อมเจ้าสกลวรรณากร ได้มีการส่งร่าง พ.ร.บ.นี้ให้กรมร่างกฎหมายพิจารณาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2473

และแล้วก็ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากกรมร่างกฎหมาย

บทวิเคราะห์

หนึ่ง เราได้เห็นวิธีการตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นโดยรัฐเข้าควบคุมทั้งหมด ไม่มีประชาชนได้รับเชิญเข้าร่วมเลยแม้แต่คนเดียว2

ผลก็คือ เราไม่อาจตัดสินได้เลยว่าประชาชนคิดอย่างไรต่อเรื่องนั้น จึงทำให้เกิดการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบายฝ่ายนำเนื่องจากการเปลี่ยนตัวผู้นำ

ในแง่ดังกล่าว ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่ในสยามและญี่ปุ่นในระยะเวลาเดียวกัน ก็สามารถเข้าไปศึกษาเปรียบเทียบได้ว่ามีการปฏิรูปด้านใดบ้าง และส่งผลกระทบอย่างไรในเวลาต่อมา

สอง น่าสังเกตว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อการเตรียมจัดตั้งเทศบาลในรัชกาลที่ 7 มีลักษณะล่าช้า โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2470-2473-2475 เป็นไปได้หรือไม่ว่าข่าวลือเรื่องการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอาจเป็นที่ระแคะระคายบ้าง เพราะได้เกิดข่าวรั่วเกี่ยวกับกบฏ ร.ศ.130 (พ.ศ.2454-ปีแรกของการเสวยราชย์ในรัชกาลที่ 6)

แต่ความล่าช้าในการผลักดันประเด็นนี้ก็อาจเกิดจาก 1.ฝ่ายนำไม่คิดว่าจะมีการปฏิวัติอีก หรือ 2.ฝ่ายนำตระหนักอยู่ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร และรัฐก็ควรมีการปฏิรูปบ้าง แต่ยังอาจคิดว่ายังไม่ถึงเวลาจึงยืดเวลาออกไป

และ สาม แม้ว่าจะได้เกิดการปฏิวัติขึ้นแล้วในปี 2475 แต่จะเห็นว่าริ้วรอยความไม่ไว้ใจประชาชนของชนชั้นนำในสังคมดังที่คณะกรรมการ ชุด R.D. Craig เสนอไว้ ในที่สุดก็หวนกลับมาอีกถึง 3 ครั้งใหญ่ๆ คือ การให้นายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการสุขาภิบาลในปี พ.ศ.2495; ให้ผู้ว่าฯ เป็นนายก อบจ. ในปี พ.ศ.2498 และขั้นตอนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นล่าช้ามาทุกยุคทุกสมัย

แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากกว่า 1 ศตวรรษแล้ว สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะรักษาอำนาจที่มีอยู่ไว้นั้นอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

เชิงอรรถท้ายบท

1ประหยัด หงส์ทองคำ, การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2 พระนคร : สนพ.ไทยวัฒนาพานิช, 2526 หน้า 41-44

2มีเอกสารชิ้นหนึ่งของโรงเรียนปรินส์รอยฯ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์นิกายเพรสไบทีเรียน-สหรัฐ ผอ.คือ อาจารย์วิลเลียม แฮริส ได้รับเชิญเป็นกรรมการสุขาภิบาลของเมืองเชียงใหม่จากข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นประธาน ผอ.แฮริสมีญาติพี่น้องหลายคนในสหรัฐที่มีบทบาทในการปกครองท้องถิ่น จึงได้ขอความรู้ พ่อครูได้ร่างงบประมาณ 12 ปีสำหรับสุขาภิบาลเมืองเชียงให่ และยังได้เสนอขอค่าธรรมเนียมโรงฆ่าสัตว์และภาษีล้อเลื่อนให้เป็นรายได้ของสุขาภิบาล และได้รับอนุมัติ ส่งผลให้งบประมาณของสุขาภิบาลเมืองเชียงใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 เท่าต่อปีในราว พ.ศ.2472 แต่มีสิ่งหนึ่งที่ ผอ.แฮริสเห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ไม่สามารถผลักดันให้กรรมการสุขาภิบาลคนอื่นๆ เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ โดย ผอ.แฮริสเสนอจัดงบฯ สำหรับพื้นที่สวนฯ ปีละ 1 พันบาท แต่ข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการสนับสนุน (ธเนศวร์ เจริญเมือง, ปรินส์รอยฯ 131 ปี, พ.ศ.2430-2561 บทที่ 5 ชีวิตและงานของพ่อครูวิลเลียม แฮริส (2413-2505) เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์, 2561 หน้า 80-81) อนึ่ง ไม่พบหลักฐานว่ามีราษฎรไทยคนใดที่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของสภาเทศบาลในสมัยนั้น

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 130 ปี ปฐมบทการปกครองท้องถิ่นไทย (พ.ศ.2440) จุดเริ่มต้นที่กลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...