ประเทศในเอเชีย เร่งดึงดูด “นักศึกษาหัวกะทิ” หลัง ทรัมป์ สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนักเรียนต่างชาติ
หลัง "ทรัมป์" สั่งห้ามฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยในเอเชียต่างขานรับโอกาสนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจสร้างความเสียหายระยะยาวต่อความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐ
วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.55 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ทันทีที่รัฐบาลทรัมป์พยายามระงับการรับนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประเทศในเอเชียหลายประเทศได้เร่งเข้ามาแย่งชิงนักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญที่ไม่สามารถหรือไม่ต้องกาศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง (HKUST) เสนอรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากฮาร์วาร์ดแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมกระบวนการรับเข้าเรียนที่ง่ายขึ้นและการสนับสนุนทางวิชาการ ขณะที่มหาวิทยาลัยโตเกียวก็ออกมาประกาศเช่นกันว่าเตรียมพิจารณารับนักศึกษาฮาร์วาร์ดชั่วคราว หากได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลจากนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบาย ว่า นโยบายโจมตีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต่อมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ จะสร้างความเสียหายระยะยาวต่อระบบอุดมศึกษา ความสามารถในการดึงดูดบุคลากร และความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมของประเทศ
ไบรอัน ชมิดต์ นักดาราศาสตร์และศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า “สหรัฐเป็นแม่เหล็กดูดคนเก่งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่นี่จะทำให้สูญเสียบุคลากรอย่างมหาศาล”
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังโพสต์ใน Truth Social ว่ากำลังพิจารณานำเงินทุนสนับสนุนฮาร์วาร์ดมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวิจัยด้านแพทย์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ ไปให้โรงเรียนสายอาชีพแทน พร้อมบอกว่า “นี่เป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมสำหรับประเทศ”
แม้คำสั่งของทรัมป์จะถูกผู้พิพากษาสั่งระงับชั่วคราว แต่ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าล้มล้างโครงการ OPT (Optional Practical Training) ซึ่งให้นักเรียนต่างชาติทำงานในสหรัฐหลังเรียนจบ
โจเซฟ เอดโลว์ ว่าที่ผู้อำนวยการ USCIS ที่ได้รับการเสนอชื่อโดยทรัมป์ ระบุว่า เขาตั้งใจจะยกเลิกการอนุญาตให้ F-1 ทำงานหลังจบการศึกษา ซึ่งจะปิดโอกาสในการหางานของนักเรียนต่างชาติอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทรัมป์สั่งสถานทูตสหรัฐให้หยุดนัดสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนใหม่ทั้งหมดด้วย จากรายงาน Open Doors นักศึกษาชาวเอเชียคิดเป็นกว่า 70% ของนักเรียนต่างชาติทั้งหมดในปี 2566-2567 โดยอินเดียและจีนเป็นสองประเทศต้นทางหลัก
เจสัน คอร์โซ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่โจมตีฮาร์วาร์ด แต่มันส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรมของสหรัฐ ใครจะจ้างงานในบริษัทเทคฯ? สหรัฐจะยังเป็นผู้นำในนวัตกรรมได้อย่างไร?”
ขณะเดียวกันเอเชียกลับได้รับประโยชน์ จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ออกมาแถลงว่า“ฮ่องกงยินดีต้อนรับนักเรียนที่ถูกเลือกปฏิบัติจากนโยบายของสหรัฐให้มาศึกษาต่อในที่ที่พวกเขาได้รับโอกาส”
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียและเวียดนามต่างมองว่านี่เป็นโอกาส โดยอินโดนีเซียเสนอว่าอยากดึงบุคลากรคุณภาพเข้ามาทำงาน ขณะที่เวียดนามกำลังแก้กฎหมายสัญชาติและเสนอวีซ่าระยะยาว รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักวิทยาศาสตร์กลับประเทศ
ธนาคาร Techcombank ของเวียดนามก็เดินสายจัดงาน “Overseas Talent Roadshow” ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐ เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญเวียดนามกลับบ้าน
อ้างอิง : asia.nikkei.com