โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือน 5 พฤติกรรมตอนเช้า ทำร้ายตับไม่รู้ตัว หลายคนทำเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว

News In Thailand

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 09.00 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
เตือน 5 พฤติกรรมตอนเช้า ทำร้ายตับไม่รู้ตัว หลายคนทำเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว

จากสื่อต่างประเทศ ได้รายงานว่า 6 พฤติกรรมตอนเช้าที่ทำร้ายตับ ซึ่งหลายคนยังทำอยู่ทุกวันโดยไม่ทันระวัง

1. งดมื้อเช้า

ในยุคชีวิตเร่งรีบ หลายคนมักละเลยการกินอาหารเช้า อาจเพราะต้องรีบไปทำงาน หรือบางคนตั้งใจทำ IF (Intermittent Fasting) เพื่อควบคุมน้ำหนัก

แต่จริง ๆ แล้ว ตับของเราต้องการพลังงานในการทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังอดอาหารมาตลอดคืน หากปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตับทำงานหนักกว่าปกติ

นอกจากนี้ ตับยังทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่องดมื้อเช้า ตับจะต้องเร่งเปลี่ยนไกลโคเจนที่สะสมไว้มาผลิตพลังงาน เพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ หากทำบ่อย ๆ ตับจะต้องทำงานหนักเกินไปและเสี่ยงต่อการเสียสมดุลในระยะยาว

2. กินอาหารเช้าที่น้ำตาลสูงเกินไป

หากอาหารเช้าของคุณเต็มไปด้วยซีเรียลหวาน ขนมปังทาแยม หรือเค้กต่าง ๆ ที่มีน้ำตาลสูง ต้องระวังให้ดี เพราะพฤติกรรมนี้อาจกำลังทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

การได้รับน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะฟรุกโตส จะถูกส่งไปที่ตับเพื่อเผาผลาญ หากร่างกายได้รับน้ำตาลส่วนเกินเป็นประจำ ตับจะสะสมไขมันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเสี่ยงเป็น โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ในที่สุด

3. กินยา หรืออาหารเสริมตอนท้องว่าง

หลายคนมีพฤติกรรมกินวิตามินรวม ยาแก้ปวด ผงโปรตีน หรืออาหารเสริมต่าง ๆ ทันทีหลังตื่นนอน ขณะที่ท้องยังว่างอยู่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อ การทำงานขับสารพิษของตับโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะการกินวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A, D, E, K หรือสมุนไพรดีท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หากทานโดยไม่มีอาหารรองท้อง ตับจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจัดการกับสารเหล่านี้ และอาจเสี่ยงสะสมสารตกค้างได้ในระยะยาว

4. ไม่ขยับตัวหรือออกกำลังกายเลยตอนเช้า

การปล่อยตัวให้นอนนิ่ง ๆ ตอนเช้า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพโดยรวม รวมถึงตับด้วย เพราะ การไม่ขยับร่างกายในตอนเช้า จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ระบบย่อยอาหารแย่ลง ส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักมากขึ้น

คุณไม่จำเป็นต้องตื่นเช้ามาวิ่งหรือเข้ายิมเสมอไป แค่ ยืดเส้นยืดสายเบา ๆ เดินเล่น หรือลองโยคะง่าย ๆ ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กระบวนการขจัดสารพิษของตับทำงานดีขึ้น แม้แค่เดินวนรอบบ้าน 10 นาที หรือขยับตัวเบา ๆ ระหว่างแต่งตัวออกจากบ้าน ก็ช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นได้แล้ว

5. ใช้เครื่องดื่มดีท็อกซ์มากเกินไป

การดื่มเครื่องดื่มดีท็อกซ์ในตอนเช้ามากเกินไป อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะตับ หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล น้ำมะนาว ขมิ้น หรือกระเทียมเป็นประจำจะช่วยล้างสารพิษในร่างกายได้ดี

อย่างไรก็ตาม ควรใช้เครื่องดื่มเหล่านี้อย่างมีสติ และใส่ใจฟังสัญญาณตอบสนองจากร่างกาย เพราะการใช้เกินความจำเป็นอาจทำให้ตับทำงานหนักและเกิดผลเสียตามมาได้ ถ้าคุณมีนิสัยนอนดึกถึงตี 2-3 เพื่อทำงานหรือดูหนัง พร้อมกับกินของว่างไปด้วย ตับของคุณจะไม่ได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองเลย การนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่นอนให้เต็มอิ่มจะทำให้น้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น ส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...