โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCGC มองอุตฯ ปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังผันผวน เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 08.19 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

ระยอง 6 ก.ค.- เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน แม้สถานการณ์ปิโตรเคมียังคงผันผวนและแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสดเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน ส่วนโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (LSP) อยู่ระหว่างเตรียมกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์อีกครั้ง

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC เผยว่า สถานการณ์ปิโตรเคมีในครึ่งปีหลัง คาดว่ายังคงมีความผันผวน และมีการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ เช่น ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (US Tariff) การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจาก OPEC+ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อุปสงค์ (Demand) ยังคงชะลอตัว ในขณะที่อุปทาน (Supply) ยังคงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการหยุดผลิตของโรงงานที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำและต้นทุนสูง ซึ่งช่วยชดเชยส่วนของอุปทานที่สูงขึ้น ดังนั้น คาดว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และจะอยู่ในภาวะทรงตัวอีกระยะ โดยพิจารณาได้จากส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ (Spread) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2568

“แม้ว่าการแข่งขันจะยังรุนแรง แต่สถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้ เพราะเราได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาที่จะให้ความต้องการเพิ่มขึ้น ซึ่งความต้องการใช้เม็ดพลาสติกก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้นกำลังใช้ก็จะมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอีก 2-3 ปีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็จะอยู่ในสภาพคล้ายๆปัจจุบัน แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะแย่ลงไปกว่านี้” นายศักดิ์ชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้วัฏจักรปิโตรเคมีขาลงในรอบนี้จะรุนแรงและยาวนานกว่าปกติ แต่ SCGC พร้อมรับมือกับความท้าทายและความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยกำหนดแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ได้ทำมาอ่างต่อเนื่องคือการดูแลต้นทุน ทั้งการลดค่าใช้จ่าย การเพิ่ม Productivity หรือประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น การดูแลพอร์ตขายของให้มีความยืดหยุ่นสูง ส่วนแผนในระยะยาว การลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็น Asset ใหม่แต่เกิดขึ้นมาในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการแข่งขันรุนแรง ซึ่ง SCGC ได้ประกาศออกไปแล้วว่าจะมีการลงทุนเพิ่มเพื่อนำอีเทนจากสหรัฐฯเข้ามา ซึ่งหากทำเสร็จธุรกิจที่อยู่ในเวียดนามก็จะมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ส่วนความคืบหน้าของโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (LSP) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์

ส่วนเรื่อง reciprocal tariff ที่ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตราใด แต่ภาพรวม SCGC แทบไม่มีสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐ ในขณะเดียวกันการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐมาไทยก็มีน้อย และในอนาคตโรงงานที่ประเทศเวียดนามจะนำเข้าอีเทนจากสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีเป็น 0% อยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบทางตรง แต่ส่วนผลกระทบทางอ้อมยอมรับว่ามีแน่นอน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอยู่บนการแข่งขันหากภาษีนำเข้าที่เก็บกับประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่น ก็จะกดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ต่ำลง ขณะเดียวกันหากการเจรจามีผลดีต่อประเทศเวียดนาม กลุ่มธุรกิจส่วนหนึ่งก็สามารถขายไปที่เวียดนามได้ อย่างไรก็ดีการแข่งขันที่สูงขึ้นรวมถึงปัญหาเรื่องภาษีทำให้ภาคเอกชนกังวลว่าจะเกิดการทะลักของสินค้าที่เหลือดั้มพ์เข้าไทย และทำให้สินค้าไทยแข่งขันไม่ได้ก็ต้องเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางช่วยเหลืออุตสาหกรรมไทย

อย่างไรก็ดีในภาวะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังต้องเผชิญความท้าทาย SCGCได้เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยชูจุดแข็งสำคัญ อาทิ

  • กระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับสากล (Innovation Management) เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products & Services หรือ HVA) รวมถึงพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมครบวงจร i2P Center” (Ideas to Products) โดยมีเครือข่ายนวัตกรรมจากทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้า เจ้าของแบรนด์ หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ ในการค้นหาไอเดียและเทรนด์ต่าง ๆ การวิจัยและพัฒนา การออกแบบสินค้า การทดสอบขึ้นรูป ฯลฯ ซึ่งช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างรวดเร็ว
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI (Artificial Intelligence) และระบบ Robotics & Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และยกระดับความปลอดภัยในโรงงาน นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยคาดการณ์อนาคตของเครื่องจักรในกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเฉพาะของแต่ละโรงงาน เช่น ระบบ Robotics & Automation ของโรงงานนวพลาสติกอุตสาหกรรม ซึ่งผลิตท่อและข้อต่อ PVC รวมไปถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจาก PVC โดยมีสัดส่วนการนำหุ่นยนต์มาใช้ภายในโรงงาน (Robot Density) ระดับ Best in Class ของโลก

นอกจากนั้น ยังได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่ธุรกิจ Industrial Service Solutions พัฒนาโซลูชัน “DRS by REPCO NEX” (Digital Reliability Service Solutions) ช่วยยกระดับการดูแลเครื่องจักรและเพิ่มความสามารถในการผลิต (Productivity) โดยให้บริการลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ อาหารเครื่องดื่ม และสาธารณูปโภค เป็นต้น

  • การนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต (By – product) มาต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น การนำอะเซทิลีนที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์ ไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอะเซทิลีนแบล็ก (Acetylene Black) ซึ่งเป็นส่วนประกอบนำไฟฟ้าในการผลิตขั้วแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตของโรงงานพอลิโอเลฟินส์ ไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสาร Phase Change Material ซึ่งนำไปพัฒนาใช้ในโซลูชันด้านการควบคุมอุณหภูมิและประหยัดพลังงานสำหรับธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อาคารสำนักงาน และ data center ภายใต้แบรนด์ “CHILLOX” (ชิลล็อกซ์) เป็นต้น .-517-สำนักข่าวไทย
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...