โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

“ปรารถนา อยู่ภักดี” ฉีกตำราอสังหา ผุดคอนโดรีเจ้นท์โฮมแนวรถไฟฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มิ.ย. 2565 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2565 เวลา 02.00 น.
ปรารถนา อยู่ภักดี

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม, อโนชา อ่วมภักดี

โลว์โปรไฟล์มานานสำหรับกลุ่มรีเจ้นท์โฮมคอนโดมิเนียม

ปักหมุดลงทุนทำเลไหนคู่แข่งขนหัวลุกตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนน เพราะมีแผนธุรกิจที่ฉีกตำราการตลาดโดยสิ้นเชิง กลยุทธ์หลักทำคอนโดฯ BOI ขายราคาเดียวไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ราคาเดียวทุกห้องทุกชั้น หารออกมาตกตารางเมตรละ 4.5-4.6 หมื่นบาท ต่ำกว่าคู่แข่ง 30-100% บนทำเลเดียวกัน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “จ๋า-ปรารถนา อยู่ภักดี” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด ผู้บริหารรุ่นทายาทธุรกิจ Gen 2 เจ้าของคอนโดฯรีเจ้นท์โฮม ที่อาจกล่าวได้ว่าราคา BOI ทำให้เป็นคอนโดฯขวัญใจมหาชน ทำมาแล้ว 34 ปี เฉลี่ยเคยพัฒนาห้องชุดหลักพันยูนิต/ปี หลักใหญ่ใจความอยู่ที่ปี 2565 เป็นต้นไป รีเจ้นท์โฮมประกาศเพิ่มดีกรีลงทุนปีละ 1 หมื่นยูนิตต่อเนื่อง 5 ปีเต็ม (2565-2569)

Q : รีเจ้นท์โฮม เป็นใคร ?

รีเจ้นท์โฮม บริษัทเราชื่อเต็ม ๆ รีเจ้นทร์ กรีน เพาเวอร์ มีโครงการเด่น ๆ ก็คือรีเจ้นท์โฮม เซกเมนต์คอนโดฯ Budged เป็นคอนโดฯ ที่ราคาย่อมเยาราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เพราะว่าโครงการเราส่วนใหญ่จะเข้าโครงการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)

โมเดลพัฒนารีเจ้นท์โฮมจะเน้นโครงการที่เป็นตึกสูง high rise condo และมีแบรนด์อื่น ๆ เช่น ไรย์ เป็นตึก 8 ชั้น ราคาขายก็ยังเน้นคอนเซ็ปต์คอนโดฯราคาจับต้องได้ ทำเลยังอยู่ในเมือง ง่ายต่อการเดินทาง ลูกค้าต้องเดินทางสะดวก ราคาย่อมเยา sizing ของห้องเป็นห้องชุดขนาดค่อนข้างใหญ่

เรามีอีกเซ็กเมนต์ภายใต้แบรนด์ รีช-Reach Segment จะเป็นคอนโดฯที่ราคาต่ำกว่าล้าน ราคาประหยัด ทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ ปี 2565 เป็นต้นไป เราก็มีนโยบายที่จะพัฒนาคอนโดมิเนียมให้ได้ปีละ 10,000 ยูนิต เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการจะมีที่อยู่อาศัยที่ราคาจับต้องได้ ทำเลอยู่ในเมือง และเดินทางสะดวก ใกล้กับรถไฟฟ้า

กลุ่มบริษัท

Q : จุดเน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้า

ใช่ค่ะ เป็นโครงการคอนโดฯที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า รัศมีตั้งแต่ 500 เมตร-1.5 กิโลเมตร ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน ยังอยู่ภายในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่เดินทางไม่ไกลมาก ส่วนตลาดต่างจังหวัด ณ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายที่จะออกไปลงทุน

ลูกค้ากลุ่มหลักเราเน้นตั้งแต่ตลาดกลางลงไปถึงตลาดล่าง ลูกค้าเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน first jobber เพิ่งเรียนจบ เพิ่งเริ่มต้นทำงาน รวมทั้งลูกค้าที่เพิ่งสร้างครอบครัว แต่งงานแล้วอยู่กันสองคน ขนาดห้องเทียบกับตลาดถือว่าได้ห้องใหญ่ ตามเงื่อนไขของ BOI ก็คือต้องขายราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท แล้วก็ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 24 ตารางเมตร ถึงจะได้รับการยกเว้นภาษี

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าเราทำโอเวอร์สแตนดาร์ดของเกณฑ์ BOI เพื่อให้คนพักอาศัยได้จริง เราก็อยากให้ลูกค้าได้อยู่ห้องในขนาดที่พออยู่ได้ ไม่อึดอัด ถ้าสามารถทำได้เราก็จะให้ไซซ์ห้องที่ดีให้กับลูกค้าค่ะ บางห้องถ้ามีพื้นที่เกินไปบ้าง เราก็ให้ไปเลย ไม่ได้คิดราคาเพิ่ม

ลูกค้าหลักขอสินเชื่อสตาร์ตตั้งแต่ราคา 1-1.2 ล้าน สอบถามธนาคารจะปล่อยให้กับคนที่มีฐานเงินเดือน 1.5-2 หมื่้นบาทขึ้นไป ถ้าไม่ได้ติดภาระผ่อนอย่างอื่น ลูกค้าก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของรีเจ้นท์โฮมได้ค่ะ โดยกลุ่มหลักเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อยากแยกครอบครัว

Q : แผนลงทุน 1 หมื่นยูนิตทำยาวแค่ไหน

ในแพลนของเราต้องการทำให้ได้ปีละ 1 หมื่นยูนิต แลนด์แบงก์ในมือตอนนี้เราทำต่อเนื่องได้ 3-5 ปีหน้า
ในเทอมของ business model ถ้าจะทำให้ได้ปีละหมื่นยูนิตต้องมีโครงการที่เป็นตึกสูง 3,000-5,000 ยูนิตขึ้นไป เหมือนรีเจ้นท์โฮม วุฒากาศ กับบางนา, บางซ่อน อย่างน้อยก็ต้องมี 1-2 โครงการ นอกจากนั้นเป็นโครงการโลว์ไรส์ 8 ชั้นเสริมมาบ้าง สัดส่วนตึกไฮไรส์ 60-70% อีก 30-40% เป็นตึก 8 ชั้น จำนวน 200-1,000 ยูนิต/โครงการ

Q : ค่าส่วนกลางเก็บเหมาจ่าย

ค่าส่วนกลางเก็บเดือนละ 800 บาท ส่วนใหญ่เป็นการเก็บเหมาจ่าย เพราะว่าห้องชุดรีเจ้นท์โฮมมีมาตรฐานแบบห้องเดียวอยู่แล้ว ขนาดไม่แตกต่างกัน คิดว่าราคานี้ครอบคลุมเพียงพอ ให้โครงการบริหารตัวมันเองได้ ไม่ต้องเก็บสูงมาก เราก็ไม่ได้อยากจะคิดกำไรอะไรจากลูกค้าตรงนี้ ค่าจอดรถก็ไม่ได้คิดเพิ่ม ค่าส่วนกลางพยายามไม่ให้เกินจากนี้เพราะเข้าใจว่าลูกค้าก็มีภาระหลายด้านอยู่แล้ว ทั้งผ่อนคอนโดฯ ผ่อนรถ ฯลฯ

Q : แผนโตก้าวกระโดดปีละหมื่นยูนิต

ความพร้อมของบริษัทเป็นเรื่องของสภาพคล่อง เรื่องเงินทุน จากเดิมแต่ก่อนนี้เราไม่มีเงินทุนมากมายจึงต้องขึ้นทีละโครงการ พอจบโครงการนี้ค่อยขึ้นโครงการใหม่ ปัจจุบัน cash flow ค่อนข้างดี และก็ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเป็นอย่างดี ถ้าเป็นรีเจ้นท์ก็โอเค เครดิตดีใช้ได้ เขาก็ยังให้ความสนับสนุนเราอยู่
นอกจากนี้ ฝั่ง demand ลูกค้า สมมติว่ามียอดขายได้เกินครึ่งหนึ่งแล้ว บวกกับเงินกู้เราก็สามารถวางให้โครงการเลี้ยงตัวเองได้ จากนั้นก็ใช้เงินสด+กำไร ไปเตรียมขึ้นโครงการใหม่ เช่น ซื้อที่ ซึ่งเราเก็บแลนด์แบงก์ไว้พอสมควร

Q : Cash Flow ตอนนี้เท่าไร ?

ตอนนี้อาจจะตอบไม่ได้ เป็นความลับของบริษัท (ยิ้ม) แคชโฟลว์มีเพียงพอที่จะซื้อที่ดินแล้วก็พัฒนาโครงการ

ในส่วนของแคชโฟลว์ตอนนี้ต้องเน้นว่านโยบายของเรา ถ้าเป็นตึก 8 ชั้นก็ใช้ cash fow ภายในบริษัทสร้างก่อนเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ายุคโควิดตึก 8 ชั้นพบว่าผู้ซื้อค่อนข้างจะเป็น real demand ซื้อจริงอยู่จริง อีกเรื่องคือด้วยสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ ลูกค้าบางคนไม่ได้พร้อมในการผ่อนดาวน์หลายทาง เช่น เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์อยู่ แล้วต้องมาผ่อนดาวน์คอนโดฯก็อาจจะไม่ไหว

รีเจ้นท์โฮม 8 ชั้น เราสร้างจนใกล้เสร็จ แล้วแบ่งเฟสเปิดขายตอนใกล้ ๆ เสร็จ ทำให้ฝ่ายขายแค่รับจอง+สัญญา ลูกค้าไปยื่นกู้แบงก์ เมื่อสินเชื่อผ่านก็ผ่อนกับแบงก์ต่อได้เลย บางโครงการก็จะเป็นแบบนี้ ส่วนตึกสูงยังต้องใช้บริการธนาคาร ต้องการการสนับสนุนจากธนาคารและลูกค้าเป็นอย่างมากค่ะ

Q : แบงก์ปล่อยกู้พรีไฟแนนซ์เท่าไหร่

จริง ๆ แบงก์ก็ให้ตามที่เราขอ แต่เราพยายาม keep ให้ไม่เกิน 40-45% เพราะเรางกดอกเบี้ย (หัวเราะ) จริง ๆ เราก็ได้ตามปกติที่ดีเวลอปเปอร์ได้รับคือ 60-70% แต่เกิดมาเราไม่เคยกู้เต็มเพดานเลย

คนถามเยอะว่าทำไมรีเจ้นท์โฮมถึงขายในราคานี้ได้ เราอยากบอกว่าการบริหารต้นทุนมันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมี maximum ราคาในการขายอยู่ มีเพดานราคาเป็นตัวกำหนด ในส่วนของกำไรก็มาจากการบริหารต้นทุนซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ดอกเบี้ยก็มีสัดส่วนในต้นทุนที่เยอะพอสมควร ต้องบริหารจัดการให้รัดกุม

เรามีพันธมิตรสินเชื่อ 3 ธนาคาร คือ เคแบงก์ กรุงศรีอยุธยา และ ธอส. (ธ.อาคารสงเคราะห์) ส่วนสินเชื่อโพสต์ไฟแนนซ์เราก็เปิดรับทุกแบงก์ ขึ้นกับลูกค้าตัดสินใจได้เอง สะดวกแบงก์ไหน แต่ก่อนเรามีนโยบายเก็บเงินดาวน์ค่อนข้างสูงเกือบ 20% ฟังดูสูง แต่ราคาเราขายถูก ทำให้เงินดาวน์ไม่ได้เยอะ และทำให้ลูกค้าขอเงินกู้ไม่สูงมาก สามารถผ่อนค่างวดได้

ที่เซอร์ไพรส์มากคือยอดกู้ไม่ผ่านของเราต่ำมาก 5-10% เท่านั้น เราก็แปลกใจเหมือนกันว่าลูกค้าเรารีเจ็กต์เรตค่อนข้างน้อย ทั้งที่คนมองว่าเป็นระดับ budget condo ลูกค้าจะต้องมีรายได้น้อย บางโครงการลูกค้าโอนเงินสดเยอะมาก เทรนด์ลูกค้ารู้สึกว่าช่วงหลังโอนสดเยอะขึ้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น

Q : ขอทราบต้นทุนการเงิน

ไม่แน่ใจว่าตอบได้หรือเปล่า …อาจจะ MLR -1.5% เพราะเราเป็นบริษัทนอกตลาด แบงก์ก็ไม่ได้ปล่อยเยอะ ตอนนี้ก็ต้องเรียนว่าแบงก์ก็ selection มากขึ้น มีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้า หรือแม้แต่ในแง่ของ location ค่อนข้าง selective มากขึ้น

ส่วนคำถามเรื่องมาร์จิ้น คิดว่าบริษัทได้ตามมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เกิน 20% เพราะว่าราคาของเราถูกจำกัดให้ขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เพราะฉะนั้น ถามว่ากำไรมากไหม มันก็ไม่ได้มากขนาดนั้น เพียงแต่ว่าเราอาศัยทำวอลุ่มเยอะ ๆ จำนวนยูนิตเปิดเยอะ ๆ

Q : เราขาย 1.2 ล้านราคาเดียวทั้งตึก ฉีกตำราการตลาดทุกเล่ม ข้อดีข้อเสียเป็นยังไง

ข้อดีทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจของลูกค้า เขาสามารถตัดสินใจได้เร็วเพราะว่าทุกชั้น ทุกห้อง ราคาเดียว ใครมาก่อนตัดสินใจเร็ว ก็จะได้ทำเลดี เป็นระบบ first come, first served ลูกค้าก็ไม่ใช้เวลาตัดสินใจนาน เพราะเห็นตัวอย่างแล้วว่าฉันเล็งห้องนี้ไว้ พอไม่ตัดสินใจวันนี้ วันต่อมาอยากจองห้องก็ไม่อยู่แล้ว อะไรแบบนี้ ทำให้เร่งการตัดสินใจของลูกค้าได้

ในด้านข้อเสีย อืม การที่ต้องขายราคาเดียว ทำให้ทำเลแรก ๆ ทำเลดี ๆ จะหมดไปเร็ว ห้องชุดที่เหลือ ทำเลที่อาจจะด้อยกว่า หรือชั้นต่ำกว่า พอลูกค้าที่มาคิวหลัง ๆ เขาก็จะใช้เวลาในการตัดสินใจนานกว่า

ห้องชุด_NEW

Q : การก่อสร้างจบในกี่เดือน

ถ้า low rise พยายามให้อยู่ใน 12-14 เดือน และเปิดไซต์หลังจากได้รับอนุมัติ EIA ด้วย ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ต้องบอกว่าช่วงนี้โปรเซสการขอ EIA นานมาก (ลากเสียง)

ระบบก่อสร้างจะเป็นอินเฮาส์ เพราะคุณพ่อเคยทำรับเหมาก่อสร้างมาก่อน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำไมเราถึงควบคุมต้นทุนได้เพราะเราก่อสร้างเอง เรามีผู้รับเหมาย่อย แต่ในการซื้อวัสดุ การทำโครงสร้างหลัก ๆ เราทำเอง งานย่อย ๆ เช่น งานกระเบื้อง งานอะลูมินั่มมีผู้รับเหมาย่อยที่ซับคอนแทร็กต์กันอยู่

ต้นทุนถ้าเราจ้างคนอื่นก่อสร้างให้ ผู้รับเหมาต้องคิดกำไรอย่างน้อย 20% ถ้าเราตัดวงจรผู้รับเหมาออกไปได้ คอสต์ก็จะคอนโทรลได้ระดับหนึ่ง เฉลี่ยถ้าเป็นตึกสูงค่าก่อสร้าง 4-5 แสน/ห้อง ตึกเตี้ยจะต่ำกว่า 4 แสน/ห้อง

Q : ทราบว่ามีการเทรดใบจองด้วย

(ยิ้ม) ต้องเรียนว่าบางโครงการที่มัน hot จริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่ามี เพราะลูกค้ากลุ่มซื้อลงทุนมีพอสมควร เราก็คิดว่าโครงการที่ยูนิตเยอะ ๆ ถึงยังไงก็มียูนิตเหลือไว้สำหรับลูกค้า real demand ซึ่งคุณพ่อ (นิรัตน์ อยู่ภักดี) ย้ำเสมอว่า เราต้องทำเพื่อสังคมด้วยนะ ไม่ใช่มองแต่กำไร ต้องเรียนว่า รีเจ้นท์โฮม ลูกค้านักลงทุนอยากซื้อเยอะ บางโครงการอยากซื้อยกตึกก็มี

การที่เราเข้า BOI จุดประสงค์เป้าหมายของรัฐคืออยากให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ไม่อย่างนั้นก็คือในราคาอย่างนี้เขาก็ต้องไปอยู่ทำเลไกล ๆ นอกเมือง ยุคโควิดเศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง น้ำมันก็แพง เราก็อยากให้บริษัทเรา โครงการของเรา ทั้งรีเจ้นท์โฮม หรือโครงการในเครือเป็นส่วนช่วย เป็นตัวเลือกให้ลูกค้าที่อยากจะมีที่อยู่อาศัยที่จับต้องได้ ทำเลอยู่ในเขตเมือง ใกล้รถไฟฟ้า ให้เขาสามารถเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมอยู่ในทำเลในเมือง

Q : หมัดเด็ดที่น็อกเอาต์คู่แข่ง

คิดว่ามีหลายเรื่องประกอบกัน ทั้งราคาของเราเทียบกับคู่แข่งในทำเลใกล้เคียง ราคาของเราก็ค่อนข้าง competitive ที่สุด หรือถ้าคู่แข่งบอกว่า ราคาเดียวกัน (1.2 ล้าน) เขาก็มีนะ แต่ของเขาก็อยู่ในทำเลที่ไกล ๆ ออกไปเลย แต่รีเจ้นท์โฮมอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้า อยู่ในเมืองอยู่ หรือมีไม่กี่ห้อง เทียบกับเราราคาเดียวกันทั้งตึก ไซซ์ห้องรักษาไว้ไม่ให้ต่้ำกว่า 26 ตารางเมตร จึงมั่นใจว่าราคาเฉลี่ยตารางเมตรต่ำอยู่ถ้าเทียบกับคู่แข่ง

ถามว่าห้องชุดเราราคาต่ำกว่าตลาด 1 เท่าตัวไหม… ก็เกือบ ๆ นะ เคยคุยกับลูกค้านักลงทุนบอกว่าซื้อรีเจ้นท์โฮมเพื่อปล่อยเช่า ซื้อคู่แข่ง 1 ห้องได้ค่าเช่า 6,500-8,000 บาท เท่ากับซื้อเรา 1 ห้อง แต่ราคาคู่แข่งดับเบิลของราคาเรา

นอกจากนี้ ลูกค้านักลงทุนบอกว่า รีเจ้นท์โฮมสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7% ต่อปี เพราะราคาถูกมาก ทำเลก็ดี โครงการเมื่อสร้างเสร็จผ่านไป 1-3 ปี ราคาขึ้นเฉลี่ย 20-30%

Q : นโยบายบริการหลังการขาย

จริง ๆ เรามีบริษัทรับบริหารนิติบุคคล เช่น 2 ปีแรกหลังจากสร้างเสร็จและเริ่มโอน บริษัทจะช่วยบริหารอยู่ แต่หลังจากนั้นก็แล้วแต่ลูกค้า จะใช้บริการเราต่อหรือเปลี่ยนนิติ ขึ้นกับความสมัครใจของลูกค้า ทุกโครงการบริษัทรับผิดชอบโครงสร้างอาคาร 5 ปี ส่วนควบในห้อง 1 ปีตามกฎหมาย

Q : ยุคโควิดปี 2564 เราเดินหน้าลงทุน

บังเอิญเราโชคดีตรงที่ตอนเกิดเรื่องโควิดเริ่มต้นในปี 2563 เป็นจังหวะเรามีโอนโครงการใหญ่ที่บางซ่อน เพราะฉะนั้นเราก็โอเคได้เงินส่วนนั้นมาพอสมควร คุณพ่อก็บอกว่าถ้าคู่แข่งชะลอ มันก็เป็นจังหวะที่เราควรจะต้องขยาย และมีผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่อยู่ไม่ได้บางส่วน เราก็ต้องใช้โอกาสไม่ว่าจะเป็นการซื้อแลนด์แบงก์

หรือการทำโครงการ 8 ชั้น เราก็ใช้เงินสดสร้างไปเลย พอเปิดขายมีลูกค้ามาปุ๊บ-โอนปั๊บ มันก็ช่วยสภาพคล่องทั้งเราและลูกค้าด้วย วิน-วินทั้งคู่

Q : การเลือกซื้อแลนด์แบงก์

ถ้ามี cash flow ที่เหลืออยู่ก็ซื้อแลนด์แบงก์เก็บเรื่อย ๆ เน้นเขตเมือง ใกล้รถไฟฟ้า เกาะแนวรถไฟฟ้า เน้นทุกสายทุกสี เพราะระบบการคมนาคมก็เชื่อมโยงถึงกัน แล้วตอนนี้เราก็เริ่มขยายไปใกล้สถานศึกษา เช่น ต้นปีเรามีบริษัทในเครือ “เทอร์ร่า ดีเวลลอปเม้นท์” เปิดขายแคมปัสคอนโดฯ อยู่ติดกับมหา’ลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เริ่มทดลองทำเซ็กเมนต์นี้ เป็นตึกสูง ราคา 1.2 ล้าน ผลตอบรับดีเหมือนกัน ขายหมดภายใน 2 เดือน 700 กว่ายูนิต

การซื้อที่ดินก็เป็นต้นทุน เรามีหลักกว้าง ๆ ต้นทุนแลนด์แบงก์สร้างโลว์ไรส์ไม่เกินวาละ 1 แสน ไฮไรส์วิ่งอยู่ที่ 1.8 แสนบาทบวกลบ

เทคนิคการซื้อที่ดิน เน้นซื้อแปลงใหญ่จะได้ราคาดี แล้วก็ค่อย ๆ แบ่งขายไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเจ้าอื่นพอทำที่ดินแปลงใหญ่แล้วมักจะถอยเพราะต้นทุนที่ดินสูง ทำให้ตั้งราคาสูง เขาก็จะขายยาก ของเราซื้อแปลงใหญ่ 20 ไร่ ทำโครงการไซซ์ใหญ่ เพื่อให้ยูนิตเยอะ ๆ มาถัวเฉลี่ยต้นทุนทั้งโครงการ

ตอนเด็ก ๆ บอกคุณพ่อว่า ที่ดินบางแปลงเก็บไว้ขายต่อได้กำไรเยอะกว่าทำคอนโดฯซะอีก แต่คุณพ่อบอกก็ไม่เป็นไรหรอก ทำไปลูกค้าก็ได้ประโยชน์ เราก็ได้กำไรด้วยแหละ ไม่ใช่ว่าไม่ได้อะไร ลูกค้าก็ได้ที่อยู่อาศัย หลักคิดและหลักการแบบนี้ ทำให้รีเจ้นท์โฮมโตมาได้ถึงทุกวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...