คอลัมน์ไฮไลต์โลก : เปิดโปรไฟล์ 'กิบรัน รากาบูมิง รากา' ลูกไม้หล่นใต้ต้น 'โจโก วิโดโด'?
คอลัมน์ไฮไลต์โลก: เปิดโปรไฟล์ “กิบรัน รากาบูมิง รากา” ลูกไม้หล่นใต้ต้น “โจโก วิโดโด”?
ตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจาณ์จากสังคมอย่างหนัก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียมีคำวินิจฉัยใหม่ต่อคุณสมบัติของผู้สมัครในสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ปีหน้า ว่าจะต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือเป็นบุคคลที่เคยได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
คำชี้ขาดดังกล่าวเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ “กิบรัน รากาบูมิง รากา” นายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตา ในจังหวัดชวากลาง วัย 36 ปี ผู้เป็นบุตรชายคนโตของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย สามารถลงแข่งขันในสมรภูมิเลือกตั้งดังกล่าวได้ในทันที
ที่อดีตนายพลปราโบโว สุเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียในปัจจุบัน หนึ่งในตัวเต็งลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ประกาศแล้วว่าเขาเลือก กิบรัน ให้เป็นคู่หูของเขาที่จะชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เพื่อจะได้ก้าวเข้าไปร่วมกันบริหารประเทศในทำเนียบเมอร์เดกา
กระแสวิจารณ์อื้ออึงที่พัวพันถึงตัว กิบรัน เป็นเรื่องที่สังคมวิพากษ์ว่า วิโดโด กำลังพยายามสร้างตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลขึ้นมาหยั่งรากในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกแห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้นสังคมยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวที่พวกเขามองว่าดูเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับลูกชายของผู้นำอินโดนีเซียโดยตรงและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่านายอันวาร์ อุสมาน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลนั้น มีศักดิ์เป็นน้องเขยของประธานาธิบดีวิโดโดเองด้วย
ไม่ว่าเสียงโจษจันจะเป็นอย่างไร หากมาดูโปรไฟล์ส่วนตัวของ กิบรัน ก็ถือว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง ที่แม้พ่อแม่จะมีธุรกิจสร้างตัวไว้รอ เพียงให้เขาต่อยอดเท่านั้น แต่กิบรันเลือกที่จะพิสูจน์ตัวด้วยการสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองขึ้นใหม่ หลังเรียนจบปริญญาตรีจากสถาบันพัฒนาการจัดการแห่งสิงคโปร์ในปี 2007
โดยเขาได้ตั้งบริษัท ชิลลี ปารี ทำธุรกิจบริการจัดเลี้ยง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เขาเห็นว่าศูนย์บริการจัดการประชุมที่พ่อของเขาเป็นเจ้าของ ไม่มีให้บริการด้านนี้ เขาเลยตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจนี้เองและก็ได้ผลกำไรดี ถึงขนาดที่วิโดโดเอ่ยปากชมเองว่ากำไรที่บริษัทของลูกชายทำได้นั้น สูงกว่าบริษัทเฟอร์นิเจอร์ของเขาทำได้เสียอีก
ก่อนที่ กิบรัน จะหันเหเส้นทางชีวิตสู่วงการเมืองตามรอยพ่อ ด้วยการลงสมัครชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตาในสังกัดเดียวกับพ่อจากพรรคต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอินโดนีเซีย(พีดีไอ-พี) ในปี 2020 และเขาก็ได้นั่งเก้าอี้นี้สมใจ
บทบาททางการเมืองของ กิบรัน เป็นที่จับตานับจากนั้น ทว่า กิบรัน เพียงได้แสดงฝีมือการทำงานในระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่สำหรับการบริหารประเทศทั้งองคาพยพ ในตำแหน่งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี เป็นสนามใหญ่ที่เขาจะต้องพิสูจน์ตัวต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอินโดนีเซียได้มอบอำนาจให้กับเขาแล้วเท่านั้น
ที่จะทำให้ผู้เป็นพ่ออย่างวิโดโดได้ชื่นใจว่า เขาเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น!