ก่อนจะเป็นลานคนเมือง : จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์ สู่พื้นที่ลานประชาชน (1)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ก่อนจะเป็นลานคนเมือง
: จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์
สู่พื้นที่ลานประชาชน (1)
เมื่อ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสแวะไปเดินเล่นในงาน “กรุงเทพกลางแปลง” ณ ลานคนเมือง (ปีที่แล้วไม่มีโอกาสได้ไป) ได้มีโอกาสเห็นประชาชนมานั่งดูนอนดูภาพยนตร์และดนตรีที่มาแสดงในงาน ซึ่งคละกันไปทั้งคนหนุ่มสาว วัยทำงานแบบคนชั้นกลาง ไปจนถึงคนไร้บ้าน
แม้โดยภาพรวม กลุ่มคนที่มาร่วมงาน จากการสังเกตคร่าวๆ อาจโน้มเอียงไปในกลุ่มคนชั้นกลางมากกว่าอย่างชัดเจน
แต่ด้วยการจัดพื้นที่แบบง่ายๆ คือนั่งชมที่พื้นลาน มีร้านขายของกินแบบร้านริมทางจริงๆ ที่ไม่ใช่ food truck ราคาแพงที่นิยมจัดกันตามอีเวนต์กลางแจ้งในปัจจุบัน รวมไปถึงลักษณะของสถานที่เป็นพื้นที่เปิดโล่งกลางเมืองเก่าที่เข้าถึงง่าย มีโบราณสถานขนาดใหญ่คือวัดสุทัศน์และเสาชิงช้าเป็นฉากหลัง ทั้งหมดทำให้บรรยากาศดูคล้ายสนามหลวงในยุคก่อนปี พ.ศ.2553 เมื่อครั้งยังเป็นพื้นที่สาธารณะกลางเมืองเก่า สำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
ประกอบกับในช่วงราวปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ในสมัยผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ลานคนเมืองได้กลายมาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของประชาชนมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการจัดชุมนุมทางการเมือง กิจกรรมเมืองสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ งาน “วันที่อยู่อาศัยโลก” ที่เน้นประเด็นเรื่องผู้มีรายได้น้อยและคนไร้บ้าน งานสงกรานต์ ฯลฯ (ที่นอกเหนือไปจากเป็นลานกิจกรรมราชการและที่ปราศรัยของนักการเมืองเฉพาะช่วงเลือกตั้งในแบบเดิม) ก็ยิ่งทำให้ผมนึกเทียบเคียงกับสนามหลวงในอดีตมากยิ่งขึ้น
ทิศทางลานคนเมืองในแบบที่กำลังเป็นอยู่ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากและหวังว่าพื้นที่นี้จะสามารถยกระดับความหลากหลายของกิจกรรมได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายในเชิงกลุ่มเป้าหมายการใช้งาน มิใช่หลากหลายในเชิงรูปแบบกิจกรรม แต่กลุ่มเป้าหมายซ้ำเดิม
ผมเชื่อว่า ลานคนเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่สาธาณะที่สำคัญ หากกำหนดทิศทางการใช้งานพื้นที่ให้ชัดเจน จะสามารถเข้ามาทดแทนความต้องการใช้สอยพื้นที่สาธารณะกลางเมืองเก่า ที่นับวันจะหดตัวสูญหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ
หากเรามองเชื่อมโยงไปถึงโครงการย้ายศาลาว่าการกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง ตามที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ก็จะยิ่งทำให้เราเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ลานคนเมืองอย่างชัดเจน
การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สามารถตอบสนองการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนในปัจจุบัน ตลอดจนรักษาความทรงจำและวิถีชีวิตอันมีค่าของพื้นที่เมืองเก่าเอาไว้ให้ได้ ในมุมมองของคนที่ทำงานทางด้านประวัติศาสตร์ คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการหันย้อนกลับไปมองอดีตของพื้นที่ สร้างความเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์เพื่อนำมาเป็นฐานคิดในการต่อยอดสู่การพัฒนาพื้นที่ในอนาคต
กว่าจะมาเป็นลานคนเมืองในแบบปัจจุบัน พื้นที่นี้และบริเวณใกล้เคียง มีประวัติศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายซ้อนทับยาวนานตั้งแต่เมื่อแรกตั้งกรุงเทพฯ ตั้งแต่การเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลางพระนครสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ชุมชน โรงก๊าซ พื้นที่ทางเศรษฐกิจ ตลาด อาคารราชการ พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ ซึ่งหลายอย่างควรค่าแก่การรักษาให้คงไว้ในพื้นที่
ด้วยเรื่องราวที่ซ้อนทับมากมาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ไม่น่าจะทราบเรื่องราวเหล่านี้ดีนัก
ผมเลยอยากใช้คอลัมน์นี้ในการพาเราทุกคนย้อนอดีตและคุณค่าของลานคนเมือง
โดยหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลพื้นฐานสำหรับการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ลานคนเมืองและบริเวณโดยรอบ เรียกกันในปัจจุบันว่า “ย่านเสาชิงช้า” ถือว่าเป็นย่านเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
ในเชิงหมุดหมายตาที่สำคัญของพื้นที่ มีวัดสุทัศนเทพวราราม เทวสถาน เสาชิงช้า และศาลาว่าการกรุงเทพฯ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของย่าน โอบล้อมไปด้วยชุมชน ตลาด ร้านค้า สถานที่ราชการ และมรดกวัฒนธรรมมากมาย
หากย้อนกลับไปเมื่อราว 300 ปีก่อนล่วงมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี บริเวณนี้คือเรือกสวนไร่นาโล่งกว้าง บ้านแต่ละหลังตั้งกันอยู่ห่างๆ กระจัดกระจายเบาบาง
ต่อเมื่อศูนย์กลางการปกครองย้ายจากกรุงธนบุรีมาสู่กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ.2325 ที่นำมาซึ่งการขยายเมืองออกไปทางทิศตะวันออก ก่อกำแพงเมืองใหม่ ขุดคลองคูเมืองใหม่ สร้างพระราชวังหลวง วังเจ้านาย และวัดวาอาราม
ทั้งหมดส่งผลทำให้พื้นที่บริเวณลานคนเมือง จากที่เคยตั้งอยู่ภายนอกเมืองและห่างไกลชุมชน กลายมาเป็นพื้นที่ในตำแหน่งที่เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นศูนย์กลางของเมืองหลวงใหม่
และโดยลักษณะของทำเลที่ตั้ง ทำให้ย่านเสาชิงช้าถือกำเนิดขึ้นในฐานะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใจกลางพระนคร หรือที่บางคน ณ ปัจจุบันชอบเรียกว่า “สะดือเมือง”
การสถาปนาย่านเสาชิงช้าให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เริ่มจากการรัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) ขึ้นก่อนตามคติประเพณีพราหมณ์โบราณ เพื่อใช้ประกอบพิธีการและเป็นสถานที่รักษาเทวรูปที่ปกปักรักษาเมือง
และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน พระครูสิทธิชัย (กระต่าย) พราหมณ์อาวุโสชาวเมืองสุโขทัย ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้ง “เสาชิงช้า” ขึ้นที่ด้านหน้าเทวสถานเพื่อใช้ประกอบพิธีโล้ชิงช้า (สร้างเมื่อ พ.ศ.2327) อันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย
พื้นที่ในการจัดพระราชพิธีนี้ก็คือพื้นที่ลานคนเมืองในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมา พื้นที่บริเวณนี้มีสถานะเป็นเสมือนประตูที่เทพเจ้าใช้ลงมาสู่โลกมนุษย์ในทุกรอบปี
นอกจากนี้ ราว 23 ปีต่อมาหลังจากการสร้างเทวสถานและเสาชิงช้า (พ.ศ.2350) รัชกาลที่ 1 ได้ทรงสถาปนาวัดสุทัศน์เทพวรารามขึ้นในบริเวณทิศใต้ของเสาชิงช้า โดยมีความประสงค์ให้ตัววัดมีสถานะเทียบเคียงคล้ายกับวัดพนัญเชิง ที่กรุงศรีอยุธยา (บางท่านเสนอว่าเทียบเคียงคล้ายกับวิหารวัดมงคลบพิตร) โดยพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส”
ในการนี้ได้โปรดให้สร้างวิหารขึ้นเพื่อประดิษฐาน “พระศรีศากยมุนี” พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่ได้อัญเชิญมาจากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย ซึ่งการอัญเชิญในครั้งนั้น กระทำเป็นพระราชพิธีใหญ่ (ชักพระมาตามแนวถนนบำรุงเมืองปัจจุบัน) โดยรัชกาลที่ 1 ได้เสด็จมาเข้าร่วมในการชักพระอัญเชิญด้วยตัวของพระองค์เอง
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงทำได้แค่เพียงอัญเชิญพระมาประดิษฐานภายในวัดเท่านั้น สิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย โดยสิ่งก่อสร้างเกือบทั้งหมดของวัดสุทัศน์ที่เราเห็นในปัจจุบัน แล้วเสร็จโดยส่วนใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้น
จากที่กล่าวมา เห็นได้ชัดว่า พื้นที่บริเวณนี้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลางพระนครของกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ตั้งของทั้งโบสถ์พราหมณ์ที่ใช้กระกอบพระราชพิธีที่เนื่องในศาสนาฮินดู และวัดสุทัศน์ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในพระนครในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ย่านนี้จึงเป็นเสมือนอีก node ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองที่แยกออกมาจากพื้นที่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ในฐานะศูนย์กลางการปกครองของวังหลวง และพื้นที่บริเวณวังหน้า ในฐานะศูนย์กลางการปกครองของกรมพระราชวังบวร
นอกจากการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ในบริเวณนี้ ยังเป็นย่านชุมชนที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน
หลังจากที่สร้างโบสถ์พรามณ์ ครอบครัวพราหมณ์ในยุคแรกส่วนใหญ่ก็ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบโบสถ์พราหมณ์ พร้อมทั้งผู้คนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องมาดูแลศาสนสถาน ซึ่งทำให้บริเวณนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านพราหมณ์” หรือ “ตรอกโบสถ์พราหมณ์”
และเมื่อมีการสร้างวัดสุทัศน์ในเวลาต่อมา ก็ยิ่งทำให้มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่โดยรอบมากยิ่งขึ้น จนพัฒนาขึ้นกลายเป็นชุมชนและย่านการค้าที่สำคัญในยุคต้นรัตนโกสินทร์ รู้จักกันในชื่อว่า “ตลาดเสาชิงช้า”
ตลาดเสาชิงช้าคือตลาดบก สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าโบสถ์พรามณ์ใกล้กับเสาชิงช้า ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตึกโค้งสามชั้นริมถนนบำรุงเมืองที่จะเลี้ยวไปถนนดินสอปัจจุบันนี้
ตลาดเสาชิงช้า ณ ตำแหน่งดังกล่าว เมื่อล่วงเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ.2444 ได้มีการย้ายตลาดไปอยู่ในตำแหน่งใหม่อันเนื่องมาจากมีการปรับปรุงทัศนียภาพของพื้นที่ให้สอดรับกับถนนบำรุงเมืองที่เพิ่งปรับปรุงขึ้นใหม่
ตำแหน่งของตลาดเสาชิงช้าใหม่ก็มิได้ขยับไปไกลจากที่เดิมมากนัก โดยเป็นเพียงแค่ขยับย้ายเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นลานคนเมืองในปัจจุบันนั่นเอง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022