โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'ปฏิบัติการ 1027' วิกฤตของกองทัพเมียนมา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ธ.ค. 2566 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2566 เวลา 11.40 น.
This handout photo taken and released October 28, 2023 by the Kokang Information Network shows members of the Myanmar National Democratic Alliance Army (MNDAA) walking past a Myanmar military base after seizing it during clashes near Laukkaing township in Myanmar’s northern Shan state. (Photo by Handout / Kokang Information Network / AFP) / —–EDITORS NOTE — RESTRICTED TO EDITORIAL USE - MANDATORY CREDIT

สถานการณ์ในเมียนมา เพื่อนบ้านทางตะวันตกของไทยพลิกผันอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ในหลายพื้นที่ของประเทศในเวลานี้มีการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธอย่างเปิดเผย เมื่อการต่อต้านรัฐบาลทหารที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

จุดชนวนเหตุการณ์ให้บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบขึ้นในเวลานี้

เป็นสงครามกลางเมืองที่เขย่ารัฐบาลทหารเมียนมาจนสั่นคลอน สภาเพื่อการบริหารแห่งรัฐ (เอสเอซี) องค์กรปกครองที่เกิดจากการรัฐประหาร และมิน อ่อง ลาย นายกรัฐมนตรีที่กองทัพแต่งตั้ง ต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านด้วยกำลังอาวุธครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่สำคัญที่สุดเท่าที่กองทัพเมียนมาพานพบมาในรอบหลายสิบปี

ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเศษที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารประกาศเริ่มปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน 1027” ที่ตั้งชื่อตามวันเริ่มต้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้นี่เอง

“ปฏิบัติการ 1027” แตกต่างไปจากปฏิบัติการของกองกำลังฝ่ายต่อต้านที่ผ่านมา และเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่ไม่ใช่การก่อการร้าย หรือการซุ่มโจมตีแบบ “สงครามกองโจร” อีกต่อไป

แต่เป็นปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ ภายใต้การสอดประสานของหลายฝ่าย ไม่จำกัดเฉพาะ “กองทัพเพื่อปกป้องประชาชน” (พีดีเอฟ) ในสังกัด รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) รัฐบาลเงาของเมียนมาอีกแล้ว

ปฏิบัติการที่เป็นการเปิดฉากสงครามกลางเมืองในเมียนมาเต็มรูปแบบครั้งนี้ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเมื่อ เอ็นยูจี สามารถทำความตกลงกับกลุ่มกองทัพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ร่วมกันก่อตั้ง “พันธมิตรแห่งภราดรภาพ” (Brotherhood Alliance) ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้รวมกำลังรบทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่กองทัพของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ก็สามารถส่งกำลังบางส่วนเข้ามาร่วมปฏิบัติการแบบสอดประสาน ร่วมมือซึ่งกันและกันได้ทั้งในเชิงยุทธวิธีและยุทธศาสตร์เพื่อเปิดฉากรุก

โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกัน นั่นคือการโค่นล้มระบอบการปกครองของทหาร เปลี่ยนกองทัพให้เป็น กองกำลังของทหารมืออาชีพ ที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนและสถาบันของชาติเท่านั้น

กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ไม่เพียงมีเขตอิทธิพลของตนเอง ยังมีกำลังคนพร้อมอาวุธครบครัน มีประสบการณ์ในการสู้รบ นอกจากกองกำลังพีดีเอฟของเอ็นยูจีแล้ว กองกำลังที่เข้าร่วมในการเปิดฉากรุกครั้งนี้มีตั้งแต่ กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (เอ็มเอ็นดีเอเอ) ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในรัฐโกกั้ง ติดชายแดนจีน, กองทัพปลดแอกแห่งชาติตาอั้ง (ทีเอ็นแอลเอ) ในรัฐฉาน, กองทัพอาระกัน (เอเอ) ในรัฐยะไข่, กองทัพแห่งชาติฉิน (ซีเอ็นเอ) ในรัฐฉินติดต่อกับรัฐมิโซรัมของอินเดีย, กองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นดีเอฟ) เป็นต้น

นักวิเคราะห์ด้านการทหารชี้ว่า การประสานงานกันโจมตีอย่างเป็นระบบโดยกลุ่มกองกำลังต่างๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ

เป้าหมายหลักในช่วงเริ่มแรกคือการตัดเส้นทางการค้าชายแดนสำคัญๆ และเข้ายึดเพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังเสริมของกองทัพเมียนมา

เดือนเศษที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ระบุว่า กองกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาสามารถยึดครองจุดค้าขายผ่านแดนกับจีนที่สำคัญได้ 4 จุด รวมแล้วสามารถโจมตีและยึดครองที่ตั้งทางทหารของกองทัพเมียนมาได้อย่างน้อย 160 ที่ตั้ง ซึ่งมีทั้งที่เป็นฐานทางทหารและที่ตั้งจุดตรวจขนาดย่อม

พร้อมกันนั้นก็สามารถยึดครองเส้นทางสำคัญสำหรับลำเลียงกำลังสู่พื้นที่ทางตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศหลายสายได้อย่างมั่นคงอีกด้วย

ซิน มา อ่อง รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลเงาเอ็นยูจี ให้สัมภาษณ์นิตยสารนิกเกอิเอเชียจากสำนักงานใหญ่ของเอ็นยูจีที่เขตอิเกบุคุโระในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 29 พฤศจิกายนนี้ว่า กำลังขวัญของทหารเมียนมาอยู่ในสภาพตกต่ำถึงขีดสุดเช่นเดียวกับรัฐบาลทหาร “เพราะกำลังสูญเสียเหตุผลที่จะปกครองประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ” มีทหารเมียนมาหนีทัพแปรพักตร์มาเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านเป็นจำนวนมาก และค่ายทหารต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่สู้รบก็พร้อมยอมจำนนตลอดเวลา

เจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการเมียนมาของสถาบันเพื่อสันติแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสไอพี) องค์กรรณรงค์เพื่อสันติภาพและการป้องกันความรุนแรงในกรุงวอชิงตัน เชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทหารเมียนมาเผชิญอยู่ในเวลานี้ นับว่าร้ายแรงระดับวิกฤต

ทาวเวอร์ชี้ว่า รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศมากเหมือนอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะจากจีนซึ่งกังขาต่อขีดความสามารถในการปกครองของรัฐบาลเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังสื่อของทางการจีนพากันประโคมข่าวกล่าวหาเมียนมาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะตั้งแต่อาชญากรข้ามชาติ ไปจนถึงแหล่งยาเสพติดและแหล่งค้ามนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกันทางการเมียนมากลับต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังกว่าเดิม มีสรรพาวุธครบครัน และมียุทธวิธีร่วมกันที่ชัดเจนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

“แนวโน้มที่คาดการณ์กันไว้ในตอนนี้พลิกผันไปอยู่กับฝั่งกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์, พีดีเอฟ และเอ็นยูจี” ทาวเวอร์ย้ำ เขาเชื่อว่าในอีกไม่ช้าไม่นาน การปฏิบัติการรุกแบบประสานงานกันจะเกิดขึ้นให้เห็นอีกอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสองสามสัปดาห์หรืออาจยืดยาวเป็นสองสามเดือนก็เป็นได้

ในขณะที่ซิน มา อ่อง ยืนยันว่า รัฐบาลทหารเมียนมาใกล้ล่มสลายเต็มที เอ็นยูจีเองมั่นใจว่าสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้จะบีบบังคับให้รัฐบาลทหารยอมจำนน และเปิดการเจรจากับฝ่ายตนในที่สุด

เธอเปิดเผยด้วยว่า เอ็นยูจีกำลังเตรียมการเจรจากับรัฐบาลทหารแบบเผชิญหน้า และกำลังจัดทำ “วิสัยทัศน์” ที่เป็นภาพรวมในอนาคตของเมียนมา ว่าจะอยู่ในรูปแบบ “สหพันธรัฐ” พร้อมภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละส่วนใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วอีกด้วย

“เราได้ส่งหลักการพื้นฐานสำหรับการเจรจาเพื่อสันติไปยังรัฐบาลทหารแล้ว แต่ในเวลานี้สภาพแวดล้อมโดยรวมยังไม่เหมาะที่จะเปิดการเจรจาดังกล่าว” ซิน มา อ่อง ระบุ พร้อมเปิดเผย “เงื่อนไขล่วงหน้า” สำหรับการเจรจาว่าจะให้เกิดขึ้นได้ รัฐบาลทหารอย่างน้อยก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเคร่งครัด

ประเมินจากปากคำของซิน มา อ่อง รัฐบาลทหารเมียนมาและนายกรัฐมนตรีมิน อ่อง ลาย ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาพวิกฤตถึงขีดสุดเข้าให้แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...