กรุงทองพลาซา เปิดแผนปีมังกร โกยรายได้ 500 ล้านบาท ตั้งเป้าฮับแฟชั่นพลัสไซซ์เอเชีย
กรุงทองพลาซา ศูนย์ค้าส่งเสื้อผ้า “พลัสไซซ์” ใหญ่สุดในไทย เปิดแผนครบรอบ 23 ปี กรุยทางศูนย์กลางแฟชั่นเสื้อผ้าพลัสไซซ์ของภูมิภาคเอเชีย ตั้งเป้าปี 67 ทราฟฟิคผู้ใช้บริการเติบโต 30% คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท
วันที่ 17 มกราคม 2567 นางสาวอัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซา กล่าวว่า กรุงทองพลาซา ครบรอบ 23 ปี และก้าวเข้าสู่ห้างค้าส่งเสื้อผ้าพลัสไซซ์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ทิศทางการดำเนินธุรกิจของห้างกรุงทองพลาซาก้าวต่อไปจาก คือ ยกระดับห้างกรุงทองพลาซาให้เป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้าพลัสไซซ์ของภูมิภาคเอเชีย
สำหรับภาพรวมธุรกิจของห้างกรุงทองพลาซา มีอัตราการเช่าพื้นที่ของห้างฯ ในปี 2566 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ไม่มีพื้นที่ว่าง
ส่วนของปี 2567 มีการจองและทำสัญญาเต็ม 100% แล้วเช่นกัน นับเป็นสัญญาณการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น
ปัจจุบันมีลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนกันเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าเฉลี่ย 10,000 คน ต่อวัน ในวันธรรมดา และช่วงวันหยุดอาจจะสูงถึง 20,000 คน ต่อวัน โดยเมื่อเปรียบเทียบมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2565 ถึง 50%
สัดส่วนร้านค้าในห้างกรุงทองพลาซาในปัจจุบัน มีสินค้าพลัสไซซ์มากกว่า 70% ที่เหลือจะเป็นเสื้อผ้าไซซ์เล็ก รวมไปถึงเครื่องประดับ อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ เช่น เข็มขัด รองเท้า วิกผม และกระเป๋า เป็นต้น
กลุ่มสินค้าที่เรียกได้ว่าได้รับความนิยมส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นของสาวพลัสไซซ์ อันดับแรกจะเป็นพวกเสื้อผ้าแฟชั่นในแนวมินิมอล ที่สามารถใส่ใช้งานได้ทุกวัน อันดับรองลงมาจะเป็นแฟชั่นชุดทำงาน และออกงานต่างๆ ตามลำดับ
แนวโน้มของการขายในปัจจุบัน มุ่งเน้นไปทางออนไลน์ควบคู่กันไปกับแบบออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไลฟ์สดขายเองตามแพลทฟอร์มต่างๆ หรือว่าจะเป็นการให้ต่างชาติ หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้ามาทำการไลฟ์ขายสินค้าหน้าร้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงซัพพอร์ตลูกค้าที่สะดวกในการเลือกสี เลือกสินค้าด้วยตัวเอง ได้จับสินค้าจริง รวมไปถึงการขายส่ง ที่ต้องมีพื้นที่ในการจัดทำสต็อก เพื่ออำนวยความสะดวกในการมารับสินค้าได้ง่ายและสร้างความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
"ปีนี้เรามุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา เพื่อทำให้ห้างกรุงทองพลาซาแข็งแกร่งกว่าเดิม และมีเป้าหมายการเป็น Top of Mind ของสาวพลัสไซซ์ทั่วเอเชีย ซึ่งมีผลต่อยอดขายและอัตราการเช่าพื้นที่"
เราจึงเดินหน้าวางกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านแคมเปญการตลาด รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ออฟไลน์-ออนไลน์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ ทำให้เราขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ห้างกรุงทองพลาซาได้มีการจัดแคมเปญการตลาดตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น แจกโชคทองทุกสัปดาห์ ควงซุปตาร์ตะลุยช้อปฟรี เป็นการกระตุ้นยอดขายและคืนกำไรให้กับลูกค้า
และในปี 2567 ทางห้างฯ เตรียมจัดโปรโมชั่นตอบแทนลูกค้าอย่างจุใจเช่นเคย จากการประเมินกิจกรรมที่ผ่านมา ลูกค้าที่ร่วมสนุกกับกิจกรรมส่งเสริมการขายของทางห้างฯ จะกลับมาซื้อซ้ำและมาพร้อมกับยอดซื้อที่เยอะขึ้นกว่าเดิม
นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการขายดังกล่าวข้างต้น ทางห้างฯ เตรียมจัดกิจกรรมการประกวดออกแบบเสื้อผ้า “Krungthong Plussize Fashion Revolution” เปิดเวทีแสดงศักยภาพของนักออกแบบไทย ทั้งนี้เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันและสนับสนุนให้คนไทยได้ก้าวสู่เวทีระดับโลก และเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นไทยให้ก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของตลาดโลกด้วย
อีกหนึ่งกลยุทธ์ในปัจจุบันคือการทำ Content Marketing สร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ทางห้างฯ ได้มุ่งเน้นพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ตรงจุด
ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์จากโลกออนไลน์-ออฟไลน์ของห้างฯ เอง จากผู้ใช้บริการจริง หรือจากการรีวิวของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และเครื่องมือจัดการ Data จากหลายแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำคอนเทนต์ให้เป็นที่พูดถึงในกลุ่มเป้าหมายและจะส่งผลต่อการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Generation Y และ Z ที่เติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิทัล
สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดที่โดดเด่นที่สุดของห้างกรุงทองพลาซาคือการสร้างความแตกต่าง เพื่อนำเสนอสินค้าสู่ผู้บริโภค ปัจจุบันทางห้างฯ มีเสื้อผ้าตั้งแต่ XS -6XL ซึ่งส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะผลิตเพียง S-2XL ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เพียงพอ เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในตัวสินค้า สร้างความโดดเด่นในสินค้าให้มีความเป็นเอกลักษณ์ หรือการสร้างตัวตนที่แตกต่าง ตรงความต้องการและชัดเจน
ในอนาคตก็จะมีการพัฒนาปรับเพิ่มไซซ์ให้ถึง 8XL รวมถึงโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดที่สูงมาก
โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ต่างๆ ของทางห้างฯ มุ่งเน้นให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ ทำให้เราขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยยังคงมีส่วนร่วมกับลูกค้ารายเดิม ทำให้ฐานลูกค้าของเรามีความจงรักภักดีในแบรนด์สูงมาก
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของทางห้างฯ สัดส่วนของคนไทยยังถือได้ว่าเป็นส่วนใหญ่กว่า 70% และเป็นอัตราส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 30% โดยส่วนมากจะเป็นประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
ภาพรวมสัดส่วนของลูกค้าเพศหญิงยังถือว่ามากที่สุด รองลงมาจะเป็น LGBTQ และผู้ชาย สำหรับการจับจ่ายแต่ละครั้งของลูกค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 3,000 บาทต่อครั้ง และลูกค้าส่งจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อครั้ง
จะเห็นได้ว่าทางห้างฯ มีการให้ความสำคัญกับทุกเพศและทุกวัย เพราะเรื่องแฟชั่นไม่ได้จำกัดแค่ชายหรือหญิง แต่ในยุคปัจจุบันมีการเปิดกว้างและเป็นอิสระ ทางห้างฯ จึงพยายามผลักดันตลาดเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น
โดยในปี 2567 จะมีการปรับสัดส่วนของต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มมุสลิมและโซนยุโรปให้มากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตและมีกำลังซื้อมาก ซึ่งจะช่วยให้ทราฟฟิคทางห้างฯ เพิ่มขึ้นได้อีก 30% และคาดว่าในปี 2567 จะมีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท