โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. 2564 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 01.44 น.
(File Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP)

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ สาโรจน์ มณีรัตน์

ไม่นานผ่านมาเราเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับบริษัทต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม จนถึงขนาดประกาศเป็นนโยบายเลยว่าต่อไปนี้ทุก ๆ ผลิตภัณฑ์แพ็กเกจจิ้ง

และวัตถุดิบในการผลิตสินค้าทุกชนิดจะต้องปลอดภัยจากสิ่งปลอมปนเพื่อผู้บริโภค และโลกใบนี้จะได้ไม่ต้องผจญกับสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

เพราะทุกคนเริ่มประจักษ์ชัดถึงสภาวะเรือนกระจก ฝุ่นพิษ PM 2.5 และอื่น ๆ อีกมากมายที่ต่างทำให้ประชากรโลกไม่มั่นใจในสภาพอากาศขณะนี้ เพราะอย่างที่ทราบ ๆ กันอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆหิมะขั้วโลกเหนือเริ่มละลายลงทีละน้อย ๆ

จนทำให้มนุษย์บนโลกเริ่มห่วงตัวเอง แต่การห่วงตัวเองอาจเป็นเรื่องของปัจเจก และดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ดังนั้น เมื่อมีบริษัทต่าง ๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงนับเป็นเรื่องน่าชมเชยอย่างยิ่ง

ไม่เท่านั้นหากยังทำให้นิสิตนักศึกษาทั่วโลกอยากทำงานกับบริษัทเหล่านี้ด้วย

เพราะพวกเขาถือว่าบริษัทเหล่านี้มีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่าง ๆ

ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีหลายร้อยบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะแตกต่างกันในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

แต่กระนั้น ก็มีข้อบังคับอย่างหนึ่งของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องดำเนินกิจการเพื่อสังคม และต้องเขียนรายงานความยั่งยืนในหนังสือรายงานประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้ถือหุ้น ประชาชน และผู้อุปโภคบริโภคทราบ

และไม่กี่ปีผ่านมาเริ่มมีกระแสเรื่อง “ESG” เข้ามาจนทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า “ESG” คืออะไร ?

เกี่ยวอะไรกับ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ?

คำว่า “ESG” แยกเป็นคำ ๆ ดังนี้ E-environment (สิ่งแวดล้อม), S-social (สังคม) และ G-governance (ธรรมาภิบาล) ความหมายโดยรวม คือ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องมีใน 3 เรื่องดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

เพราะ ESG ถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่จะทำให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัทที่มี ESG จะมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ จนทำให้สนใจเข้าไปลงทุน

ขณะที่บริษัทต่าง ๆ ที่มี ESG ในการดำเนินธุรกิจจะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จนทำให้พาร์ตเนอร์อยากเข้าไปร่วมลงทุน ซื้อหุ้น และอยากปล่อยสินเชื่อ

ESG สามารถนำไปใช้ได้กับทุก ๆ ธุรกิจ และไม่เฉพาะในประเทศไทยหากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศเขาก็สนใจเรื่องของ ESG เช่นกัน

ทั้งบางทียังอยากร่วมลงทุนด้วย

เพราะถือว่าการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งมีเครื่องหมาย ESG อยู่ในนโยบาย บริษัทเหล่านั้นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลดุจเดียวกัน

สำคัญไปกว่านั้น หากสถาบันการเงินที่จะต้องปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็จะดูว่าบริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง ESG หรือไม่

ถ้ามี เขาจะปล่อยสินเชื่อให้โดยง่าย ซึ่งไม่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพ หรือธุรกิจรายย่อย เพราะถือว่าการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นการสร้างนักธุรกิจสีเขียวในอีกทางหนึ่ง

ยิ่งเมื่อผมอ่านเจอข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในเซ็กชั่นการเงิน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3-อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563 ผมก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าปัจจุบันหลายธนาคารให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG มากขึ้นจริง ๆ

ถึงกับปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจต่าง ๆ หลายหมื่นล้านบาท

ดังบทสัมภาษณ์บางส่วนของ “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทยบอกว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมาธนาคารปล่อยสินเชื่อ ESG ไปแล้วกว่า 6,300 ล้านบาท ส่วนปี 2563 ตั้งเป้าสินเชื่อรวมที่ 7,730 ล้านบาท

“เรามองว่าบทบาทของสถาบันการเงิน นอกจากจะทำธุรกิจการเงินแล้ว ยังต้องมีโซเชียลไลเซนส์ที่ต้องได้รับการยอมรับจากสังคม เราต้องแน่ใจว่าเงินทุนที่ให้ไปจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือเป็นธุรกิจต้องห้าม ฉ้อโกง ยาเสพติด หรือกระทบต่อสิทธิมนุษยชน”

“ทั้งนี้ เราต้องมองถึงพนักงาน ลูกค้า และชุมชนทั้งหมด เพราะในอนาคตคนจะเลือกใช้สินค้าและบริการที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่นักลงทุนก็เริ่มมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลเรื่องเหล่านี้”

ขณะที่ “พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการจัดทำแผนสนับสนุนด้าน ESG ในปี 2564 ต่อเนื่อง จากปี 2563 ธนาคารเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ระดมทุนเพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งกรีนบอนด์และโซเชียลบอนด์กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท

“สำหรับปีนี้เรื่องของ ESG เราทำ 2 อย่าง คือ 1.การช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านการให้สินเชื่อ และการลดดอกเบี้ยให้ลูกค้า และ 2.เน้นโปรดักต์ที่เป็น ESG มากขึ้น ดังจะเห็นว่าแนวโน้มกรีนบอนด์และโซเชียลบอนด์จะได้รับความนิยมในตลาดมากขึ้น”

ผมฟังแล้วถือว่าเป็นข่าวดี

โดยเฉพาะใครก็ตามที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ สามารถไปขอสินเชื่อเงินกู้จากธนาคารดังที่กล่าวมา และน่าจะมีอีกหลายธนาคารที่กำลังให้ความสนใจกับเรื่อง ESG ขณะนี้

ลองติดตามข่าวไปเรื่อย ๆ นะครับ

เผื่อบางทีธุรกิจที่ทำอยู่อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ก็ลองเปลี่ยนธุรกิจด้วยการหันมาทำอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมและสิ่งแวดล้อมดูบ้าง บางทีอาจจะตั้งตัวได้อีกครั้งก็เป็นได้

มิหนำซ้ำ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังลดลงจากอัตราปกติถึง 0.10-0.50% เลยทีเดียว

น่าสนใจไหมล่ะครับ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...