เสี่ยบุ๊ง-ปกรณ์ ย้ำ ไม่ได้เล่นทวิตเตอร์ ชี้ 'ต้อม ยุทธเลิศ' ปลอมแปลงตัวตนใส่ร้าย
เสี่ยบุ๊ง-ปกรณ์ ย้ำ ไม่ได้เล่นทวิตเตอร์ ชี้ 'ต้อม ยุทธเลิศ' ปลอมแปลงตัวตน อาจทำให้คนเข้าใจผิด พร้อมทิ้งท้าย รู้สึกเท่มาก ที่ขนาดผู้กำกับชื่อดังยังปลอมเป็นตน
Facebook : ปกรณ์ พรชีวางกูร
เมื่อวันที่ 15 มี.ค.64 เสี่ยบุ๊ง-ปกรณ์ พรชีวางกูร นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊กว่า ตนเองถูก ต้อม-ยุทธเลิศ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ปลอมแปลงตัวตนในโซเชียลมีเดียทวิตเตอร์ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดมาเป็นเวลานาน ซึ่งเสี่ยบุ๊ง ย้ำว่า ตนเองไม่เคยใช้ทวิตเตอร์ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เสี่ยบุ๊งโพสต์ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงในเฟซบุ๊ก บัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าวก็ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น 'คนวิ่งควาย' แต่ต่อมาก็เปลี่ยนกลับเป็น "Pakorn Pornchewangkurn" พร้อมทวีตข้อความ
ต้อม ยุทธเลิศ
โดยในโพสต์เฟซบุ๊กของเสี่ยบุ๊ง มีการระบุข้อความ ดังนี้ "ประกาศๆ กุไม่ได้เล่นทวิตนะครับ แต่ทวิตที่กุแคปมาแปะอันนี้คือ… ต้อมยุดเลิดเปลี่ยนชื่อทวิตของตัวเองเป็นชื่อกุ ภาพโปรไฟล์กับหน้าปกก็ก็อปมาจาก FB สำรองของกุ แล้วก็พิมพ์ห่าไรบ้าบอโง่เง่าเต็มไปหมด
ถ้าทวิตเตอร์อันนี้ไปพิมพ์อะไรโง่ๆแล้วโดนแคป มันก็จะติดชื่อกุไปด้วย ก็จะกลายเป็นว่ากุเป็นคนพิมพ์คนพูดอะไรโง่ๆไปอีก ขอยืนยันซ้ำอีกทีตรงนี้ว่า กุไม่ได้เล่นทวิตเตอร์ครับผม ปล. รู้สึกเท่สัสๆ แสดงว่ากุต้องเท่มาก มากขนาดที่ว่าต้อมยุดเลิดยังอยากเป็นกุอะ"
Facebook : ปกรณ์ พรชีวางกูร
ในเวลาต่อมาไม่นาน บัญชีทวิตเตอร์ ที่แอบอ้างเป็นเสี่ยบุ๊ง ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น "คนวิ่งควาย" แต่ต่อมาก็เปลี่ยนกลับเป็น "Pakorn Pornchewangkurn" พร้อมกับทวีตข้อความว่า "กูจะใช้ชื่ออะไรมันไม่สำคัญ ที่สำคัญและอาจเป็นอันตรายต่อมวลชนมากที่สุดในตอนนี้คือ 'นนท์ยังอยู่ในม็อบ!'" แต่ต่อมาเพียงไม่นาน ทวีตดังกล่าวก็ถูกลบไป
ทั้งนี้ ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงที่ออกมาสนับสนุนประชาธิปไตย และเคยกล่าวว่า "เราจำเป็นต้องยืนอยู่ในข้างที่ถูกต้อง และผมเชื่อว่าการยืนอยู่ข้างที่ถูกต้องมันกินได้"
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในขบวนการประชาธิปไตยจำนวนมาก ยังไม่ไว้วางใจ เนื่องจาก ผู้กำกับชื่อดัง มักพยายามเข้าหาคนในฝ่ายขบวนการประชาธิปไตย ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าอาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง เช่น การกล่าวหาท่อน้ำเลี้ยงของม็อบ และ การระดมทุนทำภาพยนตร์เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย แต่กลับพบในภายหลังว่า ไม่มีความโปร่งใสและไม่มีความคืบหน้าในการทำภาพยนตร์ จึงตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่สนับสนุนประชาธิปไตย