โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดข้อกังวลแบงก์ชาติ การใช้ "สกุลเงินดิจิทัล" ในประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2563 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 23.29 น.
(FILES) / AFP PHOTO / KAREN BLEIER

กระแส “สกุลเงินดิจิทัล” มีการกล่าวถึงกันมาหลายปีแล้วในแวดวงการเงินการธนาคารทั่วโลก และยิ่งร้อนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อ “เฟซบุ๊ก” ประกาศสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง ที่มีชื่อว่า “ลิบรา” (Libra) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน แม้หลังจากนั้น แผนการใช้สกุลเงินดังกล่าวจะถูกพักไปอย่างไม่มีกำหนด จากข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในแง่กฎหมายและความปลอดภัย ฯลฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลิบราได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้คนหันมาสนใจสกุลเงินดิจิทัลกันมากยิ่งขึ้น

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้มีการศึกษาพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency) หรือ CBDC ภายใต้ “โครงการอินทนนท์” มาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2561 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการชำระเงิน

“ตอนนี้วิวัฒนาการเทคโนโลยีก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ดิจิทัล มันนี่’ ซึ่งเป็นการโอนเงินโดยไม่ผ่านตัวกลาง และเป็นเงินที่อยู่ในช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดย CBDC ต้องเป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน และสามารถส่งต่อโดยที่ไม่ต้องผ่านตัวกลาง แต่ปัจจุบันอย่าง ‘พร้อมเพย์’ ยังผ่านตัวกลาง ผ่านบัญชีแบงก์” นี่เป็นคำอธิบายโดย “วชิรา อารมย์ดี” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. ถึงการที่ธนาคารกลางต้องลุกขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว

“วชิรา” บอกว่า “ในส่วนกรณีของเหรียญ (token) อื่น ๆ อาทิ บิตคอยน์ (bitcoin) หรือแม้กระทั่งลิบรานั้น ยังมีข้อโต้แย้งในแง่ของลักษณะว่า เป็น “เงินตรา” หรือไม่ เนื่องจากคุณสมบัติของเงินตราที่ใช้ชำระได้ตามกฎหมาย ต้องมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1.เป็นหน่วยวัดในทางบัญชี (a unit of account) 2.เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่ส่งผ่านกันได้ 3.สามารถเก็บรักษามูลค่า (store of value) และ 4.สามารถใช้ชำระเงินตามกฎหมาย (legal payment) โดยข้อที่สำคัญที่สุด คือ store of value อย่างบิตคอยน์ 1 เหรียญ ไม่เคยเท่ากับ 1 บาท จึงไม่ได้เป็นเงินตราในความหมายที่กล่าวข้างต้น แต่ 1 บาทดิจิทัล จะมีค่าเท่ากับ 1 บาทเสมอ”

ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. อัพเดตความคืบหน้า “โครงการอินทนนท์” ให้ฟังด้วยว่า ปัจจุบันโครงการอินทนนท์เข้าสู่การทดสอบระยะที่ 4 ซึ่งจะเน้นพัฒนาการโอนเงินดิจิทัลในระดับบริษัทเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กับคู่ค้าและบริษัทในเครือ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางในภาคเอกชน ทั้งนี้ จะสรุปผลการใช้ภายในปีนี้

โดยช่วงโครงการอินทนนท์ระยะที่ 1-3 ที่ผ่านมานั้น ธปท.ได้ออกแบบ พัฒนา และทดสอบการนำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (DLT) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บล็อกเชน” มาใช้กับการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน (wholesale CBDC) ซึ่งมีความปลอดภัยในแง่ที่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ยาก โดยได้ทดลองชำระเงินระหว่างสถาบันการเงินผ่านกระเป๋าเงิน (wallet) ของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง โดยพบว่าสามารถลดต้นทุนการสำรองเงินระหว่างวันของธนาคารพาณิชย์ได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังจับมือกับธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) เพื่อร่วมพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย พบว่าการใช้สกุลเงินดิจิทัลสามารถลดค่าใช้จ่ายตัวกลางที่เป็นธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (correspondent bank) ซึ่งเดิมที่เป็นตัวประสานการโอนเงินข้ามประเทศระหว่างธนาคาร 2 ประเทศได้ รวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินจำนวนมากอีกด้วย

ส่วนการใช้สกุลเงินดิจิทัลกับภาคประชาชนนั้น “วชิรา” กล่าวว่า ธปท.จะพัฒนาควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี การที่จะเห็นคนไทยมีบัญชีเงินดิจิทัลที่จะสามารถใช้แทนเงินบาทที่เป็นธนบัตร หรือเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์จริงนั้นยังต้องใช้เวลา เนื่องจากการออกแบบการใช้จะต้องคำนึงถึงหลายมิติ มากกว่าที่ทดลองใช้ในระดับสถาบันการเงินและภาคเอกชน อาทิ ระบบการรายงานข้อมูล หรือตัวกลางที่จะเป็นตัวดูแลธุรกรรมให้เป็นอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามกฎหมาย

นอกจากนี้ โจทย์ใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผลกระทบที่จะมีต่อสถาบันการเงิน โดยการมีบัญชีเงินดิจิทัลของคนไทยในปัจจุบันสามารถลดต้นทุนการชำระเงิน ต้นทุนค่าธรรมเนียม ทุนการถือเงินสด หรือการมีธนบัตรสามารถที่จะโอนเงินได้ 7 วัน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี การพัฒนาจะต้องไม่ไปสร้างอุปสรรค หรือทดแทนการทำธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ หรือการรับฝากเงินของธนาคารพาณิชย์

“เราก็เริ่มมาดูว่าหากจะนำสกุลเงินดังกล่าวมาใช้กับรายย่อยเหมือนประเทศอื่น ๆ เช่น จีน หรือสวีเดน จะต้องทำอย่างไร ซึ่งก็กลับมาคำถามเดิมว่า คนไทยจะต้องมาถือเงินพวกนี้กันหมดหรือไม่ และหน้าที่ของธนาคารจะเปลี่ยนไปหรือไม่ รวมถึงหน้าที่ ธปท.ในการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน หากทำแล้วอุดช่องโหว่ไม่ได้จะทำอย่างไร เช่น หากนำมาใช้แล้วทำให้ไม่เกิดการส่งผ่านนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทำอย่างไร เป็นต้น”

ด้วยข้อกังวลต่าง ๆ ของหน่วยงานกำกับสะท้อนว่า “สกุลเงินดิจิทัล” เป็นวงกว้างในประเทศไทย คงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...