โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อภิญญา ตะวันออก : เรื่องบ้านๆ กับเครื่องชั่งตวงวัดฉบับเขมร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ก.ย 2563 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2563 เวลา 04.40 น.

พอลองมาเป็นชาวไร่

ฉันก็พบมุมมองการอ่านที่เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ว่าทำไม?

ซึ่งพลันเมื่อได้ลงมือทำปลูกข้าวโพดจริงนั้น ฉันก็พบอีกว่าวิถีประจำวันของเกษตรกรนั้นเต็มไปด้วยสกิลการใช้เครื่องมือของพวกชั่งตวงวัดตั้งแต่เพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยวและถนอมดูแลเมล็ดพันธุ์

จำได้ว่าตอนค้นพบ “รงเวียส่รงวาล่” มาตราชั่งตวงวัดและปฏิทินฉบับเขมร ฉันเอาแต่สนใจเรื่องตัวเลขและการปกครองมณฑลของกัมพูชายุคนโรดม-สีโสวัตถิ์ และเป็นที่มาของนาม “หลวงยกกระบัตรจโรยจังวา” ผู้ให้แรงบันดาลใจในการอ่านระบบมาตราท้องถิ่นที่เขมรมีมาก่อนแล้ว กระทั่งฝรั่งเศสมาบังคับให้ใช้ของตน

ตานี้ ฉันก็ค้นพบอีกว่า เขมรแต่เดิมพวกเขารังวัดที่ดินเพาะปลูกเป็นไร่และงานมาแต่โบราณกาล

ฉันดีใจมาก เพราะตั้งแต่ฉันอยู่เขมรและพบคนเมือง-ชนบท เหมือนกับพวกเขาทั้งหมดรู้จักแต่แฮกต้าซึ่งเป็นระบบของพวกตะวันตก

ไร่เขมรมีหน้ากว้างยาว 40 x 40 เมตร 1,600 ตารางเมตร “1 ไร่เสมอด้วย 4 งาร (งาน) 1 งานกว้าง x ยาว = 20 พะเยียม หรือ 400 ตารางพะเยียม” พะเยียมเขมรจึงน่าเทียบได้กับวาของไทย

แต่ระบบพะเยียมเขมรนั้นไม่ซับซ้อนอะไร โดยใช้ร่างกายของเรากางแขนออกไปทั้ง 2 ข้างมีค่าเท่ากับ 1 พะเยียมพอดี!

นี่คือระบบชั่งตวงวัดเขมรที่ใช้กันมาแต่โบราณจนคริสต์ศตวรรษที่ 19

แต่ให้ตายเถอะ ฉันเองไม่คิดว่าวิถีชีวิตประจำวันของชาวศตวรรษที่ 21จะมาไกลขนาดนี้ อย่างที่เห็นว่า พอหยิบมือถือที่โหลดแอพพลิเคชั่น-พิกัดนา ฉันก็ออกไปวัดที่ดินไม่กี่ไร่ของตน เพื่อหาพิกัดภูมิศาสตร์ละติจูดลองจิจูด (ค่าเอ็กซ์วาย) ตามคำแนะนำของเกษตรอำเภอเพื่อพิสูจน์ถิ่นฐานทำกินตอนสมัครตนเป็นเกษตรกร

ช่างง่ายดายอะไรเช่นนี้ แต่เมื่อคิดถึงวิถีอดีตของบรรพชนอุษาคเนย์ที่คิดค้นตำรับ “รงเวียส่รงวาล่” หรือมาตราหน่วยชั่งตวงวัดต่างๆ ตามชีวิตประจำวันของกัมพูชา ก็ให้พบว่ามีความน่าทึ่งในเครื่องไม้เครื่องมือของชาวพื้นถิ่นเกษตรกรรมแต่โบราณ ที่ชัดเจนเรียบง่ายและเหมาะแก่ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ลืมตาทำงานในไร่นาจนถึงเข้านอนตอนค่ำ

หลักฐานเก่าแก่ที่พอจะร่วมสมัยสุด คือภาพฝาผนังวัดบูรณ์-นครเสียมเรียบ แต่ที่เก่าแก่กว่านั้น คือจารึกต่างๆ ที่ค้นพบจากปราสาทหินยุคกลางใกล้สุดคือราว 800 ปีสมัยชัยวรรมันที่ 7

 

“รงเวียส่รงวาล่” เขมรนี้จึงมีการจำแนกละเอียดย่อยลงไปและมักเกี่ยวข้องกับผลผลิตท้องถิ่น ซึ่งพืชไร่ยืนพื้นเหล่านั้น มีถั่ว งาและข้าวเป็นสำคัญ สัตว์นั้น ปลา (แห่งตนเลสาบ) คือตัวกำหนดเครื่องมือชั่งตวงวัดสำคัญ ที่มีแต่กระทั่งมือมนุษย์ทั้ง 2 ข้าง ไปจนถึงระบบมาตราต่างๆ

รงเวียส่รงวาล่ของกัมปูเจียจึงบ่งชัดว่า วิถีเกษตรกรรมที่สมบูรณ์ไปด้วยสแร-นาข้าวและสัตว์น้ำนั้น เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบชั่งตวงวัดเขมรนี้จะย้อนบอกเล่าถึงทำกินของผู้คนในภูมิภาครอบทะเลสาบใหญ่และใช่แต่อุปกรณ์ทำกินเท่านั้น โดยแก่นแท้ว่า “รงเวียส่รงวาล่” คือหน่วยมาตราผลิตผลของเกษตรกรรมที่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “ข้าวและปลา” รวมทั้งศิลปะของภาษาที่ปรากฏอยู่บนประติมากรรมและจารึกบนปราสาทหินยุคกลาง

เช่นที่ปราสาทบันเตียฉมาร์ คำว่า “การุง” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเครื่องมือชั่งตวง “ข้าวสาร” เก่าแก่โบราณและให้น้ำหนักที่ 50 กิโลกรัมต่อ 1 การุง นับเป็นมาตราเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่ร่วมพันปีมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังพบข้อความวรรคหนึ่งระบุว่า “กะออมสำหรับใส่น้ำล้างเท้า ทำด้วยเงินจำนวนมวยดำบอ(ร์)” จากศิลาจารึกหลักที่-K171 ค.ศ.969 ที่จังหวัดกำปงทม

“1 ดำบอ” คืออะไร?

 

ให้นึกถึงหมูดำบอพันธุ์พื้นบ้านของไทย แต่ดำบอเขมรที่นี้ หมายถึงจำนวน 4 กะออมล้างบาท ในจารึกหลักนี้จึงมีกะออม 4 อัน ถ้าพบว่า “ปีดำบอ” หมายถึงจำนวน 8

เริ่มจากระบบชั่งตวงวัดเขมรแบบจักสาน หรือกระบุงคนไทยคุ้นเคยนั้น มีตั้งแต่ “เตา” (taw) คือเครื่องตวงข้าวที่ทำจากหวายไผ่หรือไม้มีขนาดเป็นทรงกลมและทรงเหลี่ยม “1 เตา” เท่ากับ 12 กิโลกรัมข้าวเปลือกและ 15 กิโลกรัมข้าวสาร เทียบเท่ากับ “หนึ่งถัง” ของไทย

แต่ถังข้าวสารไทยก็มีขนาดไม่เท่ากับถังข้าวสารเขมรที่ใหญ่กว่าถังไทยราว 1 เท่า หรือเท่ากับข้าวสาร 30 กิโลกรัม อันเป็นขนาดเท่ากับ “ละอี” ซึ่งเป็นเครื่องตวงของเขมรอีกชนิดหนึ่ง

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่าถังนี้ น่าจะเป็นเพียงภาษาพูดทั่วไปเท่านั้น เนื่องจากพบการใช้ถังเป็นอุปกรณ์ตวงข้าวในกัมพูชา โดยทางปฏิบัตินั้น ชาวเขมรใช้เตาตวงแทนแต่นับเป็นจำนวนถัง ซึ่ง 2 เตาเทียบเท่ากับ 1 ถัง ถ้าต้องการข้าวสาร 10 ถังก็ต้องตวง 20 เตา

กล่าวโดยนัยทีนั้น ชาวเขมรยังใช้ “ละอี” ไม่สู้จะแพร่หลาย จึงต้องใช้เตาตวงแทนเป็นส่วนใหญ่ และให้น่าสงสัยว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับถังที่ใช้ตวงของไทยเพราะกำหนดค่าไม่เหมือนกัน และเชื่อได้ว่าเขมรเองไม่เคยใช้ถังตวงข้าวมาแต่แรก

ในกลุ่มเดียวกันนี้ ยังมี “กนเตียง” ที่รูปร่างเล็กกว่าเตาครึ่งหนึ่งหรือ 1 ใน 3 ดังนี้ บางครั้งชาวนาจึงเรียกเครื่องตวงชนิดนี้ว่าโกนเตา/ลูกเตาบ้าง “ขงึง” บ้าง แต่โดยชื่อกนเตียงแล้วกลับไม่เป็นที่รู้จัก

สรุป : เตาใหญ่กว่ากนเตียงแต่เล็กกว่าละอี-ที่มีขนาดเท่ากับถัง! ทั้งหมดใช้ตวงเมล็ดพันธุ์รวมทั้ง “องกอร์” ที่แปลว่าข้าวสาร!

 

ตานี้ก็มาถึง “ทะนาน” อุปกรณ์ที่ทำจากกะลาและใช้ตวงข้าวที่คนไทยรู้จักดี แต่เขมรเรียกสิ่งนี้ว่า “เนีย” (เนียลิ์) จากงานวิจัยของสำนักพิมพ์ไรยุม พบว่าในปี พ.ศ.2552 ชาวเขมรชนบทยังนิยมใช้เนียมากกว่ากระป๋องสังกะสี

นอกจากเนีย/ทะนาน ยังมีเนียที่เล็กลงมาและทำจากกะลาเช่นกัน แต่ชาวเขมรเรียกว่า “ดก” สำหรับมาตรฐานจำนวนของทะนานอย่างเนียและดกนั้น อาจพิสดารชั้นธรรมดาเมื่อเทียบเท่ากับการตวงข้าวสารถั่วงาด้วยอุ้งมือทั้ง 2 ของมนุษย์ซึ่งเรียกกันว่า “กมบอง” จ้ะ

วิธีก็คือ ใช้มือทั้ง 2 ข้าง ให้มีลักษณะ “กบองได” หรือประกบกัน โดยจะกอบเป็นข้าวสารถั่วงาอะไรก็ได้ ถ้ามือเดียวเรียกว่า “มวยตูกได” โดย “1 กมบอง” มีค่าเท่าใดไม่ทราบ แต่ “10-อุ้งมือ” (ด็อบ่มวยได) เท่ากับ 1 พลวน

อนึ่ง “พลวน” นี้มีเรื่องเล่าเป็นคำเก่าแต่โบราณ มีหลักฐานพบว่า ศิลาจารึกหลัก-K903 (ราวศตวรรษที่ 6) พลวนใช้เป็นจำนวนเติม มีค่าเท่ากับดำบอ (จำนวน 4) สิบเท่า หรือ 40 นั่น!

กล่าวกันว่า “ดบ่กมบอง” หรือสิบมือกอบ = “1 พลวน” สำหรับไม้ผลมะม่วง/สวายเบา ราว 50 ผล แต่โดยเฉลี่ยแล้ว 1 พลวนมีจำนวนค่าราว 40 เช่นเดิม

แต่ถ้าเล็กลงไปอีกก็เรียกว่า “กดาบ่” “องกอร์ 1 กดาบ่” ก็คือข้าวสาร 1 กำมือ

หนึ่งกำมือยังมากไป ก็ให้แค่ “หยิบ” โดยกรีดหรือจีบนิ้วทั้ง 5 บรรจงหยิบเมล็ดข้าวถั่วงาแต่ปลายนิ้ว ภาษาเขมรเรียกชั่งตวงประเภทนี้ว่า “จึบ” แต่บางถิ่นก็เรียก “จืบ”

ซึ่งหากเป็น “มวยจับ” หมายถึงข้าวรวง 1 กำมือ หรือกำเคียวหนึ่งจับ ฟังดูคล้ายกับ “จับขนมจีน” แต่ไม่ เขาใช้ “จงหวาย” ที่เป็นลักษณะนามของหมวดเชือกและหวายไปนั่น

บ่ายแก่แล้ว เห็นทีต้องไปพรวนดิน ฉันมีจอบ พร้าเป็นอาวุธ และปุ๋ยอีกจำนวนหนึ่ง

ฉันจะ “จึบ” ปุ๋ยด้วยปลายนิ้ว โปรยลงโคนข้าวโพดประมาณ จากนั้นก็ลงจอบ “ฉับๆ”

แต่ไม่ใช่ “มวยจับ” พอเหงื่อตก “พลั่กๆ” นึกถึงปลาทะเลสาบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...