เผยอีกด้าน! อะลาดิน คือเด็กขี้เกียจเกาะแม่กิน ได้ร่วมเตียงกับเจ้าหญิงที่ไม่ใช่ 'จัสมิน'
*เผยอีกด้าน! อะลาดิน คือเด็กขี้เกียจเกาะแม่กิน ได้ร่วมเตียงกับเจ้าหญิงที่ไม่ใช่ ‘จัสมิน’ *
การผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ในแดนอาหรับราตรี อะลาดิน การ์ตูนจากค่ายดิสนีย์ในดวงใจของใครหลายคนที่ล่าสุดได้มีการทำรีเมคเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงที่ได้ข่าวมาว่า “สนุกจนต้องไปดู”
แต่แฟนพันธุ์แท้ดิสนีย์คงทราบกันดีแล้วว่า “การ์ตูน” แต่ละเรื่องที่นำมาเสนอนั้น ส่วนใหญ่จะมีการดัดแปลงมาจากนิยายต้นฉบับที่มักจะมีเนื้อเรื่องที่หดหู่ อารมณ์เทาๆ จนถึงขั้นดาร์ค อะลาดินก็เช่นกัน
เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ได้เผยแพร่บทความ อะลาดิน(Aladdin)เป็นคนจีน? เด็กขี้เกียจ เกาะแม่กิน จนได้ร่วมเตียงเจ้าหญิงที่ไม่ใช่จัสมิน ระบุว่า
สำหรับเรื่องราวอะลาดิน ในต้นฉบับ เขาเป็นคนว่างงาน ไม่ยอมทำการทำงานเพราะขี้เกียจ พ่อของเขามีชื่อว่ามุสตาฟา (Mustapha) เมื่อพ่อตาย เขายังคงไม่ทำงาน ทิ้งให้แม่ทำงานเพียงคนเดียว และออกจากบ้านไปผจญภัยเที่ยวเล่นตามใจทุกวัน จนวันหนึ่งได้พบกับ “ผู้วิเศษชาวแอฟริกัน” ที่อ้างตัวว่าเป็นน้องชาย (หรือพี่ชาย) ที่หายสาบสูญของมุสตาฟา
เวลาผ่านไป ผู้วิเศษชาวแอฟริกันคนนั้นพาอะลาดินเข้าไปในถ้ำ เขามอบแหวนวงหนึ่งให้ไว้เพื่อเป็นสิ่งป้องกันตัวในถ้ำแล้วมอบหมายให้อะลาดินตามหาตะเกียงวิเศษให้เขา เมื่ออะลาดินตามหาตะเกียงพบและกำลังจะมอบให้ผู้วิเศษชาวแอฟริกัน ทว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองจนอะลาดินถูกขังติดอยู่ในถ้ำ ส่วนผู้วิเศษชาวแอฟริกันก็เดินทางกลับแอฟริกา
หลายวันผ่านไป อะลาดินรู้สึกหมดหวังจึงสวดอ้อนวอนต่ออัลเลาะห์ ขณะที่เขากำลังสวดนั้นแหวนถูกกระแทกจนทำให้ “จินนี่” โผล่ออกมา เมื่อนั้นอะลาดินจึงสั่งให้จินนี่พาเขาออกจากถ้ำได้สำเร็จ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแม่ของเขาป่วยหนัก ไม่มีเงินสำหรับซื้ออาหาร ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะขายตะเกียงเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย
วันต่อมาแม่ของอะลาดินทำความสะอาดตะเกียง และเมื่อนั้นจินนี่อีกตนหนึ่งที่อยู่ในตะเกียงก็โผล่ออกมา แต่จินนี่ออกมาหลอกหลอนแม่ของอะลาดินจนทำให้เธอหวาดกลัว อะลาดินมาพบจึงต้องรีบนำตะเกียงกลับเข้าไปในห้องและสั่งให้จินนี่บันดาลอาหารมาให้เขา แต่เมื่ออาหารหมด อะลาดินจึงตัดสินใจนำจานใส่อาหารไปขาย และเป็นเวลาเดียวกับที่เขาได้ข่าวว่า เจ้าหญิงกำลังจะไปอาบน้ำในโรงอาบน้ำ
อะลาดินจึงแอบเข้าไปในโรงอาบน้ำ เมื่อได้เห็นหน้าเจ้าหญิงก็ตกหลุมรักอย่างคลั่งไคล้ เขาพยายามสู่ขอเจ้าหญิงจากสุลต่านแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเจ้าหญิงกำลังจะแต่งงานกับชายสูงศักดิ์คนหนึ่งผู้เป็นบุตรชายของราชมนตรี อะลาดินเคืองแค้นมากจึงสั่งให้จินนี่ใช้อำนาจวิเศษให้เขาเข้าไปนอนกับเจ้าหญิงทุกคืน แล้วสลับตัวสามีของเจ้าหญิงไปขังไว้
ผ่านไปคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเจ้าหญิงขอร้องให้สุลต่านทำให้การแต่งงานเป็นโมฆะ สุดท้ายเธอจึงได้แต่งงานอยู่กินกับอะลาดินในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับทั้งสอง
หลายปีผ่านไป ผู้วิเศษชาวแอฟริกันกลับมาที่เมืองและได้ข่าวว่าอะลาดินได้ดิบได้ดี เขาจึงวางอุบายหลอกล่อให้เจ้าหญิงขายตะเกียงวิเศษให้เขาจนสำเร็จ เมื่อนั้นเขาจึงสั่งให้จินนี่ย้ายพระราชวังและเจ้าหญิงไปอยู่กับเขาที่แอฟริกา เวทมนต์ของจินนี่ (แหวน) ไม่สามารถทำลายเวทย์มนต์ของจินนี่ (ตะเกียง) ได้ อะลาดินจึงให้จินนี่ (แหวน) พาเขาไปช่วยเหลือเจ้าหญิง ทั้งสองสังหารผู้วิเศษชาวแอฟริกันได้สำเร็จ พร้อมกับย้ายพระราชวังและกลับมาอาศัยที่จีนตามเดิม
เรื่องเหมือนจะจบลงอย่างสวยงาม แต่ยังมีเรื่องของน้องชาย (หรือพี่ชาย) ของผู้วิเศษชาวแอฟริกันที่ตามมาล้างแค้น เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแต่สุดท้ายอะลาดินก็สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้ลงด้วยดี อะลาดินได้กลายเป็นสุลต่านได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหมดจากพ่อตา
อะลาดินในเวอร์ชันที่เราคุ้นเคยถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เขียนบท โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง The Thief of Bagdad (1924) และ ภาพยนตร์แอนิเมชันของดิสนีย์เรื่อง Aladdin (1992) ซึ่งทำให้ภาพจำของอะลาดินเปลี่ยนไปจากต้นฉบับอย่างมาก
แอนิเมชันของดิสนีย์ ก็ไม่ได้อ้างอิงกับเวอร์ชันของ Galland แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ The Thief of Bagdad ฉบับรีเมคปี 1940 และเล่าเรื่องในฉากหลังของเมือง Agrabah แห่ง Arabia แทนที่แบกแดด (ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเชื่อว่า ช่วงนั้นสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดแบกแดดในสงครามอ่าวครั้งแรก ดิสนีย์จึงต้องเปลี่ยนบริบทเพื่อเลี่ยงความกระอักกระอ่วน)
เช่นเดียวกับ Aladdin เวอร์ชันปี 2019 ก็คงถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็จบอย่าง “Happy Ending”