โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำปลาข้น หมักโอ่งไม่มีจาง : กรรมวิธีผลิต "น้ำปลา" แบบธรรมชาติของไทย

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 05.00 น.

กลิ่นและรสสัมผัส *“เค็ม” อันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำปลาถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ที่แทรกซึมอยู่ในรสชาติอาหารไทย รวมถึงอาหารสัญชาติเอเชียต่างๆ นั่นจึงเป็นที่รู้กันว่า “อาหารไทย” นั้นจะขาดอะไรก็ได้ แต่จะขาดเครื่องปรุงรสอย่าง “น้ำปลา” ไม่ได้! *

ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ร้านอาหารไทยในสหรัฐถึงกับต้องระส่ำระสาย เพราะน้ำปลาไทยบางยี่ห้อถูกระงับการนำเข้าชั่วคราวและแรงกดดันให้ร้านอาหารเปลี่ยนไปใช้ “เกลือ” ปรุงรสแทนเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ภายหลังจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (USFDA) ได้ขึ้นบัญชี Import Alert เลขที่ 16-120 ประเภท Detention without Physical Exam (DWPE) โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาจากประเทศไทยบางแห่ง หลังตรวจพบว่ากระบวนการควบคุมการผลิต (HACCP) ของโรงงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP (21 CFR 123.3) ของ USFDA

อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐเสนอทางออกให้กับผู้ผลิตและนำเข้าน้ำปลาจากไทย 2 วิธี ได้แก่ (1) ปรับขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตให้ผ่านความร้อน หรือ (2) แจงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันกรมวิธีการผลิตให้เทียบเท่ามาตรฐาน HACCP ของ USFDA

จนถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านอาจจะสงสัยแล้วว่า แล้วน้ำปลานี่มาได้ยังไงกัน? “ประชาชาติธุรกิจ” จึงขอพาผู้อ่านไปรู้จักกรรมวิธีการผลิต“น้ำปลาไทย” ด้วยการหมักแบบธรรมชาติ ที่ว่ากันว่าคนไทยนั้นนิยมทำกันมาแต่สมัยโบราณ…เตรียมปลา เกลือ และอุปกรณ์ให้พร้อม แล้วเริ่มทำไปพร้อมๆ กันเลย!

น้ำปลาข้น หมักโอ่งไม่มีจาง-จตุรัส-01

ปลาและเกลือคือหัวใจสำคัญของการหมัก “น้ำปลา” สำหรับปลา แม้จะไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องใช้ “ปลาทะเล” หรือ “ปลาน้ำจืด” แต่ถ้าถามความนิยมก็ต้องลิสต์ชื่อให้ว่า “ปลากะตัก”, “ปลาซิวแก้ว” และ “ปลาสร้อย” 3 ปลาท็อปฮิตสำหรับการหมักน้ำปลาเนื่องจากมีปริมาณการจับได้มาก แต่จำไว้นิดหนึ่งว่า ไม่ควรหมักปนกันและควรเลือกขนาดปลาในชนิดเดียวกันให้ใกล้เคียง เพื่อให้ปลาเหล่านั้นสามารถเคล้าเกลือได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งโปรตีนเนื้อปลาจะถูกย่อยได้ในเวลาใกล้เคียงกัน

สำหรับ “เกลือ” ที่จะใช้หมักนั้น ควรเลือกเกลือเม็ดขนาดกลางที่มีความสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนของดินหรือทราย เพื่อป้องกันการเน่าเสีย การย่อยสลายที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจมีผลต่อมีรสชาติและกลิ่นของน้ำปลาได้ โดยอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คือ “โอ่ง”, “ชุดกรองน้ำปลา” และ “ขวดแก้ว”

หลังจากได้ปลาที่จะหมักแล้ว ขั้นตอนแรกคือ “การเคล้าปลากับเกลือ” ให้ทั่วถึงจนกระทั่งปลาเริ่มอ่อนตัว โรยเกลือลงก้นโอ่งก่อน แล้วจึงนำปลาทั้งหมดใส่ลงโอ่งให้แน่นไม่เหลือช่องว่างอากาศ จากนั้นโรยเกลือทับด้านบน แล้วปิดปากโอ่งด้วยตาข่ายไนล่อน พร้อมทั้งปิดปากโอ่งให้สนิท ป้องกันน้ำซึมเข้า

ระยะเวลายาวนานของ “การหมัก” ประมาณ 12-18 เดือนนั้น ให้เปิดโอ่งเพื่อตากแดดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งเพื่อเร่งการย่อยสลาย กระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม จะถึงเวลาการ “กรองน้ำปลาผ่านกากปลา” ในโอ่งโดยใช้ “กระชุ” วัสดุไม้ไผ่สานกรองน้ำปลา

โดยกดกระชุซึ่งหุ้มด้วยผ้าขาวบางลงในโอ่ง แล้วตักน้ำปลาที่ซึมเข้าด้านในของกระชุออกใส่กากปลาในโอ่งซึ่งอยู่รอบนอกกระชุ ขั้นตอนนี้ให้ทำซ้ำสัปดาห์ละ 2-3 วัน วันละ 2-3 รอบ กระทั่งครบ 1 เดือน ตักน้ำปลาส่วนใสใส่โอ่งอีกหนึ่งใบแล้วจึงทิ้งไว้ 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้เกลือตกผนึก ได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อม แล้วจึงกรองน้ำปลาครั้งสุดท้ายเพื่อบรรจุใส่ขวดแก้วที่เตรียม

แม้ว่าแต่เดิมนั้น ขั้นตอนนี้จะใช้การต้มผสมน้ำตาลและกรองผ่านผ้าขาว แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพบว่าการต้มผสมน้ำตาลอาจทำให้น้ำปลามีสีคล้ำและเกิดกลิ่นหืนจากไขมันปลาที่ใช้หมัก รวมทั้งเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาเมื่อเทียบกับการกรองผ่านกากปลาในโอ่ง

กว่าจะได้น้ำปลามาหนึ่งขวดก็ต้องผ่านกรรมวิธีผลิตที่ไม่ง่าย ทั้งยังใช้ระยะเวลาอีกไม่น้อย! อย่างไรก็ดี จะด้วยวิธีธรรมชาติ วิธีการในโรงงาน สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดคือ “ความสะอาด” ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง…

 

*ขอขอบคุณที่มาข้อมูล “การผลิตน้ำปลาด้วยวิธีการหมักแบบธรรมชาติ” อรวรรณ คงพันธุ์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...