โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดิเอโก มาราโดน่า” แฟนฟุตบอลทุกคนต่างเรียกเขาว่าพระเจ้า

TODAY

อัพเดต 01 ธ.ค. 2563 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 09.38 น. • workpointTODAY

ในอาชีพนักฟุตบอลนั้น กว่าจะสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รักของแฟน  ๆ ฟุตบอลได้ บางคนต้องใช้เวลานานหลายปี บางคนเป็นสิบ ๆ ปีหรือมากกว่านั้น แต่บางคนแค่การลงไปวาดลวดลายบนสนามหญ้าเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้เขา เข้าไปอยู่ในใจของแฟน ๆ ฟุตบอลได้ในทันที ซึ่ง ดิเอโก มาราโดน่า คือนักฟุตบอลที่ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็สามารถเข้าไปอยู่ในหัวใจของแฟน ๆ ทุกคนที่ได้ ด้วยสไตล์การเล่นฟุตบอลของเขา ประกอบกับความสามารถที่เขามี ทำให้ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนแฟนฟุตบอลก็ต่างชื่นชมเขาอย่างสุดหัวใจ หรือบางคนก็ยกย่องเขาราวกับพระเจ้า

เส้นทางการเป็นพระเจ้าของมาราโดน่าเริ่มต้นตอนอายุเพียง 15 ปี จากเด็กหนุ่มจากย่านสลัมในกรุงบัวโนสไอเรส สู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในปี 1976 ในสีเสื้อของทีมบ้านเกิดอย่าง อาร์เจนติโนส จูเนียร์ และติดทีมชาติในปีต่อมา ก่อนจะคว้าตำแหน่งผู้ทำประตูจำนวนสูงสุดในสองฤดูกาลติดต่อกัน จนในปี 1979 เขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอายุไม่เกิน 20 ปี และประกาศศักดาก้าวไปเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์นั้น ก่อนที่จะย้ายทีมไปอยู่กับทั้งสโมสร โบคา จูเนียร์ และ ยักษ์ใหญ่ในลีกสเปนอย่าง บาเซโลน่า โดยมีค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าค่าตัวแพงที่สุดเป็นสถิติโลก ณ เวลานั้น แม้ว่าตอนที่อยู่กับสโมสร บาเซโลน่า เขาจะมีปัญหาทั้งเรื่องการทะเลาะวิวาท ความไม่ลงรอยกับประธานสโมสร หรือปัญหาอาการบาดเจ็บก็ตาม แต่เขาก็ยังทำประตูและทำผลงานได้ดีเมื่อลงเล่นอยู่เสมอ

ต่อมาในปี 1984 เขาจะได้ย้ายทีมไป นาโปลี ในลีกอิตาลีค่าตัวในราคาราว ๆ 6.9 ล้านปอนด์ พร้อมกับการทำลายค่าตัวเป็นสถิติโลกเป็นครั้งที่สองจากสถิติเดิมของตนเอง และตอกย้ำความเป็นสุดยอดนักเตะระดับพระเจ้าของเขาด้วยจำนวนแฟนฟุตบอลที่เข้าชมการเปิดตัวผู้เล่นใหม่ในสนาม ซาน เปาโล เมืองเนเปิลส์ จำนวนกว่า 8 หมื่นคน

เขาเข้ามาในฐานะนักเตะตัวความหวังที่จะเข้ามาแบกทีม และเขาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ทีมนาโปลี ต้องผิดหวัง โดยเขาสามารถพา นาโปลี คว้าแชมป์ลีก กัลโช่ ซีรีย์ อา เป็นสมัยแรกของประวัติศาสตร์สโมสรและครั้งที่สองได้สำเร็จ ทำให้เหล่าบรรดาสาวกของทีม รวมทั้งประชาชนในเมือง เนเปิลส์ เชิดชูเขาเยี่ยงพระเจ้า โดยตั้งแต่ที่ มาราโดน่า ได้อำลาทีมไปในปี 1991 นาโปลีก็ยังไม่เคยได้แชมป์ลีกอีกเลย และแม้การใช้ชีวิตของ ดิเอโก จะย่ำแย่เพียงใดถึงขนาดไปพัวพันกับยาเสพติด แต่แฟน ๆ ของนาโปลี ก็มองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป ซึ่งภายหลังสโมสรนาโปลียังประกาศยกเลิกเบอร์เสื้อหมายเลข 10 เพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานอย่าง “เสือเตี้ย” มาราโดน่า ซึ่งก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าประชาชนในเมืองเนเปิลส์ ยกย่องให้เขาเป็นพระเจ้าของเมืองตลอดกาล

โดยสาเหตุที่ มาราโดน่า ต้องอำลาชาวเมืองเนเปิลส์ เกิดขึ้นภายหลังจากเกมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศที่ อาร์เจนตินา พ่ายแพ้ต่อ เยอรมนี ในศึกฟุตบอลโลก ปี 1990 ที่อิตาลี มาราโดน่า ก็ถูกพบว่ามีผลการตรวจสารต้องห้ามในร่างกายออกมาเป็นบวก ส่งผลให้ถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลนานถึง 15 เดือน แม้จะพ้นโทษกลับมาโลดแล่นบนทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้งในปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา แต่เขาก็ต้องถอนตัวจากทีมกลางคัน หลังถูกตรวจพบว่ามีการใช้ "เอฟิดรีน" ซึ่งถูกจัดให้เป็นสารต้องห้าม เนื่องจากเครื่องดื่มชูกำลังรายหนึ่งที่เขาดื่มเป็นประจำตอนอยู่ที่บ้านเกิด แต่กลับมีส่วนผสมของสารกระตุ้นเมื่อเขามาซื้อดื่มในสหรัฐอเมริกา

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกจดจำชายที่ชื่อ ดิเอโก มาราโดน่า นั้นคือ “หัตถ์พระเจ้า” ในฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก เป็นเกมการแข่งขันที่ทีมชาติอาร์เจนตินาพบกับอังกฤษ โดยมีจังหวะหนึ่งของเกม มาราโดน่า วิ่งสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างผู้รักษาประตูกับกองหลัง จากการสกัดบอลพลาดของผู้เล่นทีมชาติอังกฤษนั่นเอง ก่อนจะกระโดดใช้มือปัดบอลเข้าประตูไป ส่งผลให้อาร์เจนตินาออกนำอังกฤษไปก่อน 1-0 หลังจบเกมนั้น ดิเอโก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "การทำประตูลูกนี้ ส่วนหนึ่งมาจากหัวของเขา อีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า" ทำให้เกิดเป็นเหตุการณ์บรรลือโลกอย่าง “หัตถ์พระเจ้า” เนื่องจากทุกสายตาจากทั้งโลกทั้งในสนามและการดูถ่ายทอดสดในจอโทรทัศน์ ต่างก็เห็นเห็นว่าลูกนี้มีการแฮนด์บอลเกิดขึ้น มีเพียงแต่ผู้ตัดสินกับผู้ช่วยผู้ตัดสินในวันนั้นที่ไม่เห็นและให้เป็นประตูในท้ายที่สุด

ในเกมเดียวกันนั้นเอง มาราโดน่า ก็ได้สร้างความมหัศจรรย์อีกครั้งโดยการเลี้ยงหลบทีมชาติอังกฤษเกือบครึ่งทีมรวมทั้งผู้รักษาประตูก่อนจะยิงได้ ทั้งนี้ประตูดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็นประตูแห่งศตวรรษที่ 20 โดยสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟิฟ่า นอกเหนือจากนี้เขายังมีสถิติระดับตำนาน โดยเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์ โดยได้ทั้งฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และ ฟุตบอลโลกชุดใหญ่

หลังจากได้แชมป์โลก 1986 แฟนฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา ได้มีการเปรียบเปรยว่าพวกเขามีพระเจ้าองค์ 3 องค์ พระเจ้าลำดับที่หนึ่งคือ พระเยซูคริสต์ ลำดับที่สองคือ มาริโอ เคมเปส ศูนย์หน้าที่ยิงประตูพาให้อาร์เจนตินาไปคว้าแชมป์โลก สมัยแรกได้สำเร็จในปี 1978 และเขาคือผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงเป็นสถิติโลกตอนที่ย้ายจากทีมบาเลนเซียกลับไปอยู่กับทีม ริเวอร์เพลท ด้วยค่าตัว 1.6 ล้านยูโร ก่อนที่จะถูกเสือเตี้ยทำลายสถิติตอนย้ายไปบาเซโลน่าในเวลาต่อมา ซึ่งตอนที่ค้าแข้งอยู่ที่ทีมบาเลนเซียเขาสามารถคว้าแชมป์ โกปาเดลเรย์ ยูโรเปี้ยนคัพวินเนอร์สคัพ และยูฟ่าซูเปอร์คัพ รวมทั้งเป็นดาวซัลโวของลีกสเปนได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกันในฤดูกาล 1976-1977 และ 1977-1978 ส่วนลำดับที่สามคือ ดิเอโก มาราโดน่า เพราะฟุตบอลโลกครั้งนั้น เขาได้สลักชื่อของตนให้เป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปแล้ว

มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ฟุตบอลที่ชี้ชัดว่า เขาเหนือกว่ายอดนักเตะคนหนึ่งคือ เหตุการณ์ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ อาร์เจนตินาของ มาราโดน่า โคจรมาพบกับเจ้าภาพอย่างทีมชาติอิตาลี และบังเอิญแข่งกันที่สนาม ซาน เปาโล สนามของ นาโปลี ทีมต้นสังกัดของ มาราโดน่า โดยปกติแล้วเจ้าภาพฟุตบอลโลกจะได้เปรียบจากการมีแฟนบอลที่คอยสนับสนุนในประเทศตนเองอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับนัดนี้ที่ แฟนๆ ฟุตบอลอิตาลีในเมืองเนเปิลส์ ต่างก็ส่งเสียงเชียร์ให้ทีมชาติอาร์เจนตินาที่มียอดนักเตะดังอย่าง มาราโดน่า อยู่ ทั้งที่ทีมชาติอิตาลีแข่งในบ้านตนเองแท้ ๆ แต่เหมือนว่าจะไม่ได้รับความได้เปรียบใด ๆ เลยก่อนที่ทีมชาติอาร์เจนตินาจะเอาชนะอิตาลีไปได้ในท้ายที่สุด

ต่อมาในปี 1998 เขาประกาศอำลาวงการฟุตบอลด้วยวัย 38 ปี และเช่นเคยเขาได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ มาราโดน่า อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำมันขึ้นมาเอง เพียงแต่เป็นความศรัทธาของคนในชาติที่มีต่อตัวเขา โดยในวันที่เขาประกาศอำลาสนาม รัฐบาลของอาร์เจนตินา ประกาศให้เป็นวันหยุดพิเศษ 1 วัน ส่วนรายการทีวีทุกช่องต่างพร้อมใจกันถ่ายทอดสารคดีของ มาราโดน่า ทั้งวันเพื่อสดุดีแด่นักเตะที่เป็นดั่งพระเจ้าและยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาร์เจนตินาและโลกฟุตบอลเคยมีมา

หลังจากประกาศเลิกเล่นได้ไม่นานเขาก็ถูกยกขึ้นไปทาบชั้นกับตำนานรุ่นพี่ชาวบราซิลอย่าง เปเล่ บุคคลที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานในโลกลูกหนัง เขาพาทีมชาติบราซิลเป็นแชมป์โลกครั้งแรกได้สำเร็จในปี 1958 โดยในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว เปเล่ ทำลายแทบทุกสถิติทั้งสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในฟุตบอลโลก (17 ปี 249 วัน) นักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ และนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงแฮตทริกได้หลังจากซัด 3 ลูกในเกมกับฝรั่งเศส และยังพาทีมชาติบราซิลไปคว้าได้ถึงแชมป์โลก 3 สมัย

โดยแฟนบอลต่างตั้งข้อสงสัยว่า เปเล่ กับ มาราโดน่า ใครคือนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่ง มาราโดน่า ได้รับการโหวตจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในศตวรรษร่วมกับ เปเล่ จากการจัดโหวตในเว็บไซต์ สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ มาราโดน่า ได้จากโลกนี้ไปอย่างถาวร ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนในทั่วประเทศของ อาร์เจนตินา และ เมืองเนเปิลส์ ในอิตาลี แห่แหนกันออกมาไว้อาลัยพระเจ้าของเขาตามอนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของ มาราโดน่า รวมถึงสโมสรและแฟนฟุตบอลจำนวนมากต่างก็ออกมาแสดงความเคารพและการไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก ทั้งโลกออนไลน์และการยืนไว้อาลัยในสนาม เพื่อเป็นเกียรติให้กับหนึ่งในสุดยอดตำนานแห่งโลกลูกหนังอย่าง ดิเอโก มาราโดน่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...